ตลอดปี 2568 มีการยื่นคำร้องขอประกันตัวและยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องขังในคดีจากการชุมนุมและแสดงทางการเมือง รวมแล้วอย่างน้อย 235 ฉบับ พบว่ามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวเพียง 21 ฉบับ (หรือคิดเป็นร้อยละ 8.9) และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว 212 ฉบับ (หรือคิดเป็นร้อยละ 90.2) โดยสาเหตุหลักที่ศาลยกคำร้องคือ “ข้อหามีอัตราโทษสูงและพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง”, “เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี” และ ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
อีกทั้งพบว่า โอกาสการได้รับประกันตัวจะลดลงเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีของศาลสูง โดยผู้ต้องขังชั้นสอบสวนมีโอกาสได้ประกันตัวสูงสุด (มากกว่าร้อยละ 70) แต่ผู้ต้องขังในระหว่างพิจารณาคดีมีโอกาสได้ประกันตัวลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 10 และลดต่ำลงกว่าร้อยละ 7 ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
การปฏิเสธสิทธิประกันตัวแก่ผู้ต้องขังทางการเมืองนำไปสู่ “วิกฤตขังยาว” ซึ่งในสิ้นปี 2568 มีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีในชั้นต่าง ๆ ที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัวอย่างน้อย 28 คน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกขังข้ามปีมาตั้งแต่ปี 2566-2567 นอกจากนั้นยังมีผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดอีก 26 คน โดยส่วนหนึ่งมาจากที่ถูกขังระหว่างพิจารณาคดีและไม่ได้สิทธิประกันตัวจนศาลฎีกามีคำพิพากษา และอีกส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจไม่สู้คดีต่อหลังถูกยกคำร้องขอประกันตัวอย่างต่อเนื่อง
แม้จะมีการเสนอเหตุผลและข้อเท็จจริงใหม่ ๆ ประกอบการยื่นคำร้องประกันตัว เช่น อาการเจ็บป่วย, ความจำเป็นทางการศึกษาหรือครอบครัว, การอ้างอิงความเห็นจากนานาชาติต่อการคุมขังในคดีมาตรา 112, ข้อเท็จจริงในพยานหลักฐานคดีว่ามาจากการถูกซ้อมทรมาน, การเสนอเงื่อนไขต่อศาล หรือข้อเท็จจริงว่าคดีเข้าเกณฑ์ตามบัญชีแนบท้ายการนิรโทษกรรม แต่ก็ปรากฏว่าศาลยังคงมีคำสั่งยกคำร้อง
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมามีผู้ต้องขัง 16 คนที่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ โดย 10 ราย ได้ประกันตัวหลังจากถูกขังระหว่างรอคำสั่งของศาลสูง จากการยื่นประกันตัวครั้งแรกหลังจากศาลมีคำพิพากษา ได้แก่ “พอร์ท” ปริญญา ชีวินกุลปฐม, “ธีรพงศ์” (นามสมมติ), ภัทรพล, พิมชนก จิระไทยานนท์ (ใจหงษ์), “บอย” ธัชพงศ์ แกดำ, “สายน้ำ” นภสินธุ์, “ออย” สิทธิชัย, “แก๊ป” จิรภาส, “บังเอิญ” และ “ดิว” สมชาย คำนะ
ส่วนผู้ต้องขังชั้นสอบสวน 3 รายที่ได้ประกันตัว ได้แก่ วัชรพงษ์ ชินโซ, “ภาคภูมิ” (นามสมมติ) และ “อภิรักษ์” (นามสมมติ) ซึ่งส่วนหนึ่งศูนย์ทนายฯ ได้รับแจ้งข้อมูลคดีหลังจากที่ผู้ต้องหาถูกขังอยู่ในเรือนจำแล้ว ทำให้มีการยื่นประกันตัวในภายหลัง
และอีก 3 ราย ได้ประกันตัวจากการที่ศาลมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งในภายหลัง (ศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาต แต่หลังจากยื่นคำร้องใหม่หรืออุทธรณ์คำสั่งไปศาลสูง แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว) ได้แก่ “พงษ์” (นามสมมติ), พอล แชมเบอร์ส, “ป๋าเจมส์” (นามสมมติ)

.
สถานการณ์ยื่นประกันตัว 2568: หากถูกขังแล้ว โอกาสได้ประกันตัวลดลงเหลือไม่ถึง 7% เมื่อคดีขึ้นศาลสูง
ตลอดทั้งปี 2568 มีการยื่นคำร้องขอประกันตัว และยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องขังในคดีทางการเมืองรวมแล้วอย่างน้อย 235 ฉบับ ในจำนวน 57 คดี โดยแบ่งเป็นยื่นคำร้องขอประกันตัว 191 ฉบับ และยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว 44 ฉบับ
จากจำนวนที่ยื่นต่อศาลทั้งหมด 235 ฉบับนั้น พบว่าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวเพียง 21 ฉบับ (หรือคิดเป็นร้อยละ 8.9) และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว 212 ฉบับ (หรือคิดเป็นร้อยละ 90.2) ส่วนอีก 2 ฉบับนั้นยังไม่มีคำสั่งเนื่องจากศาลมีคำสั่งให้นำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมก่อนพิจารณาสั่ง โดยหากพิจารณาจากสถานะผู้ต้องขังเทียบกับศาลที่มีคำสั่งยกคำร้อง สามารถแบ่งได้ดังนี้
| สถานะผู้ต้องขัง | ยื่นทั้งหมด (ฉบับ) | คำสั่งไม่อนุญาต | คำสั่งอนุญาต | อัตราที่มีคำสั่งอนุญาต (โดยประมาณ) |
| ระหว่างสอบสวน | 7 | 2 | 5 | 71.4% |
| ระหว่างพิจารณาในศาลชั้นต้น | 51* | 44 | 5 | 9.8% |
| ชั้นอุทธรณ์ | 119 | 112 | 7 | 5.9% |
| ชั้นฎีกา | 58 | 54 | 4 | 6.9% |
*มีคำร้องที่ยังไม่มีคำสั่ง 2 ฉบับ ไม่นำมารวมในการคำนวณอัตราส่วน
หมายเหตุ : ข้อมูลสถิติการยื่นประกันตัวและอุทธรณ์คำสั่งนี้ ติดตามเฉพาะผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ หรือต้องเข้าเรือนจำระหว่างรอคำสั่งศาล ยังไม่นับรวมกรณีที่ผู้ที่ได้รับการประกันตัวอยู่แล้วในกระบวนการพิจารณาคดีต่าง ๆ (ชั้นสอบสวน, สั่งฟ้อง, ชั้นศาล)
.
จากข้อมูลดังกล่าว สรุปสถานการณ์โดยรวมว่า อัตราการอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยศาลมีคำสั่งยกคำร้องสูงกว่า 90% ของคำร้องที่พิจารณาทั้งหมด หากพิจารณาตามสถานะผู้ต้องขังจะเห็นได้ว่า “โอกาสประกันตัวลดลงเมื่อเข้าสู่กระบวนการศาล” โดยผู้ต้องขังที่อยู่ในชั้นสอบสวนมีโอกาสได้รับการประกันตัวสูงที่สุด (มากกว่า 70%) แต่เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น (นับรวมการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น) อัตราการอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองลดลงมาเหลือไม่ถึง 10%
ผู้ต้องขังในชั้นอุทธรณ์และฎีกาอัตราที่ศาลยกคำร้องอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยสูงกว่า 93% ซึ่งกล่าวได้ว่าเมื่อมีการพิพากษาจากศาลชั้นต้นหรือศาลชั้นอุทธรณ์แล้ว และไม่ได้รับการประกันตัวในตอนแรก โอกาสที่ศาลจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวแทบจะเป็นไปได้ยากในปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ พบว่าผู้ต้องขังสะสมตลอดทั้งปี 2568 (นับรวมกรณีที่เข้าและออกเรือนจำ หรือถูกขังในเรือนจำอยู่แล้ว) มีจำนวนอย่างน้อย 82 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี 45 คน จนกระทั่งเมื่อสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา มีผู้ต้องขังที่ถูกขังข้ามปีทั้งหมด 55 คน โดยเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีจำนวน 28 คน เท่ากับว่ามีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีได้รับการปล่อยตัว 17 คน โดยจำนวน 16 คนได้รับการประกันตัว ส่วนอีก 1 คน คือ “แดง ชินจัง” ได้รับการปล่อยตัวหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องครบทั้ง 5 คดีที่ถูกคุมขังอยู่ตลอดระหว่างพิจารณาคดี โดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัวแม้แต่ครั้งเดียว
.
18 ผู้ต้องขังที่ได้ประกันตัวจากศาล พบ 3 กรณีที่ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จากยกคำร้องสู่ได้รับการประกันตัว
ตลอดทั้งปี 2568 พบว่ามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำนวน 21 ฉบับ โดยแบ่งเป็นให้ประกันตัวผู้ต้องขังจากการยื่นคำร้องขอประกันตัว 19 ฉบับ และจากการยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว 2 ฉบับ โดยรวมแล้วมีผู้ที่ได้ประกันตัวทั้งสิ้น 18 คน แต่ในจำนวนดังกล่าวมีผู้ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเพียง 16 คน (อีกสองคนยังมีคดีอื่นที่ถูกคุมขังอยู่และไม่ได้รับประกันตัวในคดีที่เหลือ)
ผู้ต้องขังทั้ง 18 คนที่ได้ประกันตัว ได้แก่ “พงษ์” (นามสมมติ), “พอร์ท” ปริญญา ชีวินกุลปฐม, “ธีรพงศ์” (นามสมมติ), ภัทรพล, วัชรพงษ์ ชินโซ, พอล แชมเบอร์ส, พิมชนก จิระไทยานนท์ (ใจหงษ์), อภิรักษ์ (นามสมมติ), “ป๋าเจมส์” (นามสมมติ), “ภาคภูมิ” (นามสมมติ), “บอย” ธัชพงศ์ แกดำ, “สายน้ำ” นภสินธุ์, “ออย” สิทธิชัย, “แก๊ป” จิรภาส, “บังเอิญ”, “ดิว” สมชาย คำนะ, “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา (สองรายหลังยังถูกขังอยู่เนื่องจากมีคดีอื่นที่ไม่ได้รับการประกันตัว)
ซึ่งมีเพียง 3 รายที่ได้รับการประกันตัวจากการที่ศาลมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งในภายหลัง (ศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาต แต่หลังจากยื่นคำร้องใหม่หรืออุทธรณ์คำสั่งไปศาลสูง แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว) ได้แก่ “พงษ์” (นามสมมติ), พอล แชมเบอร์ส, “ป๋าเจมส์” (นามสมมติ) ดังต่อไปนี้
กรณีของ พอล แชมเบอร์ส ถูกฝากขังในชั้นสอบสวนคดีมาตรา 112 หลังไปมอบตัวตามหมายจับ เนื่องจากศาลจังหวัดพิษณุโลกมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้ยื่นประกันตัวไป 2 ครั้ง ต่อมาหลังยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว เป็นเหตุให้ต้องยื่นประกันตัวกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ด้วย เนื่องจากถูกเพิกถอนวีซ่า ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนี้
กรณีของ “พงษ์” หนึ่งในจำเลยของทีมการ์ด Wevo ถูกจับที่เมเจอร์รัชโยธินและถูกสั่งฟ้องข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร ถูกออกหมายจับเนื่องจากพงษ์มีเหตุไม่สามารถเดินทางมาฟังคำพิพากษาตามนัด หลังเข้าไปรายงานตัวต่อศาล ศาลอาญามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวหลังยื่นไป 2 ครั้ง แต่หลังจากยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว
และสุดท้าย กรณีของ “ป๋าเจมส์” ถูกขังยาวระหว่างพิจารณาคดีตั้งแต่ถูกสั่งฟ้อง โดยเขาถูกคุมขังในคดีส่วนตัวมาก่อน แม้พ้นโทษแล้วแต่ศาลไม่ให้ประกันตัวในคดีนี้ จนกระทั่งยื่นประกันตัวอีกครั้งหลังศาลอาญามีคำพิพากษา จึงได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์
.
กลุ่มผู้ต้องขังที่ได้ประกันตัวหลังถูกคุมขังระหว่างรอคำสั่งจากการยื่นประกันตัวครั้งแรกหลังศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของ “บอย” ธัชพงศ์ แกดำ ถูกศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 2 ปี ก่อนศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์ รวมถูกขัง 4 วัน, คดีของนักกิจกรรม 5 คน ได้แก่ “สายน้ำ” นภสินธุ์, “ออย” สิทธิชัย, “แก๊ป” จิรภาส, “บังเอิญ” และ “ดิว” สมชาย คำนะ ถูกศาลแขวงดุสิตพิพากษาจำคุก 2 เดือน ในคดี พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ ถูกขังในเรือนจำ 1 คืน ก่อนได้รับประกันตัวจากศาลอุทธรณ์
ส่วนในกรณีที่ได้ประกันตัวครั้งแรกหลังยื่นประกันชั้นฎีกา ได้แก่ คดีมาตรา 112 พิมชนก จิระไทยานนท์ ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี และและคดีมาตรา 112 ของ “พอร์ท” ปริญญา ชีวินกุลปฐม ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 6 ปี โดยทั้งสองถูกขัง 4 วันจนกระทั่งศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว
และในคดีเกี่ยวกับวัตถุระเบิดมี “ธีรพงศ์” และภัทรพล ถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกคนละ 2-3 ปีเศษ ซึ่งต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวหลังจากถูกขัง 3 วัน แต่อย่างไรก็ตาม พบว่ามีจำเลยอีกคนหนึ่งในคดีเดียวกันคือ “พีรพงศ์” ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว จนปัจจุบันเขาตัดสินใจไม่สู้คดีต่อ และกลายเป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแล้ว
.
ในกลุ่มผู้ต้องขังชั้นสอบสวนที่ได้ประกันตัว ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของ วัชรพงษ์ ชินโซ, ของ “ภาคภูมิ” และของ “อภิรักษ์” ซึ่งในกรณีของภาคภูมิและอภิรักษ์นั้น ศูนย์ทนายฯ ได้รับแจ้งหลังทั้งสองถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำแล้ว จึงติดตามให้ความช่วยเหลือและยื่นประกันตัวในเวลาต่อมา
.
ส่วนอีกสองผู้ต้องขังที่ได้รับประกันตัวในปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ เนื่องจากไม่ได้รับประกันตัวในคดีมาตรา 112 คดีอื่น ๆ ที่กำลังถูกคุมขังอยู่ ได้แก่ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง และ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา
กรณีของ “เก็ท” โสภณ ได้มีการยื่นประกันตัวในมาตรา 112 จำนวน 3 คดี ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของ “บุ้ง เนติพร” โดยศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดี ม.112 จากกรณีอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น โดยให้วางหลักทรัพย์ 200,000 บาท แต่ในอีก 2 คดี ได้แก่ คดีปราศรัยในกิจกรรม “ทัวร์มูล่าผัว” และคดีปราศรัยในกิจกรรมวันแรงงานสากล ซึ่งอยู่ในระหว่างอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุคำสั่ง “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” โดยภายหลังได้ยื่นขอประกันตัว 2 คดีนี้อีกครั้งในวันคล้ายวันเกิดของเก็ท แต่พบว่าศาลอุทธรณ์ยังคงมีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัวเช่นเดิม
ส่วนกรณีของ “แอมป์” ณวรรษ ผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดในคดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยใน #ม็อบ13กุมภา64 ได้ยื่นประกันตัวในคดีมาตรา 112 จำนวน 5 คดี ที่เขาถูกคุมขังอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีในช่วงที่มีประกาศ พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2568
โดยศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลจังหวัดธัญบุรี มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวใน 3 คดี คือ แต่ในอีกสองคดี คือคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และคดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb ศาลอาญามีคำสั่งให้นำหลักฐานการเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.ฏ. ดังกล่าวมาแสดง จึงจะพิจารณาสั่งต่อไป แต่ในภายหลังเรือนจำตรวจสอบพบว่าเขายังไม่เข้าเกณฑ์อภัยโทษในคดีที่สิ้นสุดแล้ว ทำให้แอมป์ยังถูกจำคุกต่อ
.
ทั้งนี้ หากพิจารณาเงื่อนไขการประกันตัวที่ศาลกำหนดแก่ผู้ต้องขังที่ได้รับประกันตัวในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ต้องขังที่ได้รับประกันตัว 3 คน ที่ศาลอนุญาตให้ประกันตัว โดยมีหนึ่งในเงื่อนไขคือ “ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว” หรือกำไล EM ได้แก่ คดีอั้งยี่-ซ่องโจรของ “พงษ์” (ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องคดี ทำให้ได้ถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกแล้ว), คดีมาตรา 112 ของพิมชนก (จนถึงปัจจุบันยังคงถูกติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์) และคดีมาตรา 112 ของ พอล แชมเบอร์ส (ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งอนุญาตให้ถอดออกแล้ว หลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกไม่อนุญาตให้ถอดอุปกรณ์ดังกล่าว) โดยศาลมักระบุถึงเหตุผลในการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ว่าเป็นไปเพื่อตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทาง และป้องกันไม่ให้หลบหนี
แม้เงื่อนไขการยินยอมที่จะติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะปรากฏอยู่ในคำร้องขอประกันตัว เพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจของผู้ต้องหาหรือจำเลยว่ายินดีจะทำตามคำสั่งของศาล แต่การกำหนดมาตราการจำกัดสิทธิใด ๆ ต้องพิจารณาตามหลักความจำเป็น (Necessity) และ ความได้สัดส่วน (Proportionality) เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดแก่ผู้ที่ควรถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ได้มากที่สุด
ส่วนที่น่าสังเกตอีกกรณีหนึ่งคือในคดีของนักกิจกรรม 5 คน ศาลแขวงดุสิตพิพากษาในข้อหา พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ จำคุก 2 เดือน ไม่รอลงอาญา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ทำให้ทั้งห้าคนถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 1 คืน ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งให้ประกันตัว
แม้ในคดีนี้อัตราโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดจะไม่สูงมาก และในข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกหลักประกันในคดีอาญา พ.ศ 2565 ข้อ 24 ได้ระบุถึงกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกไม่เกิน 5 ปี และจำเลยได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งให้ประกันตัว โดยไม่จำเป็นต้องส่งให้ศาลสูงสั่งก็ตาม หรือแม้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องไปให้ศาลสูงพิจารณาก็ตาม เมื่อศาลสูงได้รับคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลจะต้องมีคำสั่งภายในวันที่รับคำร้องจากศาลชั้นต้น ตามประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม พ.ศ.2568 เรื่อง กำหนดระยะเวลาการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม โดยระบุว่าเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า แต่พบว่าจำเลยในคดีทางการเมืองบางราย อย่างในกรณีนี้ศาลสูงไม่ได้มีคำสั่งในวันเดียวกัน ทำให้จำเลยต้องเข้าเรือนจำระหว่างรอศาลสูงสั่งให้ประกันตัว
.
คำสั่ง 212 ฉบับ ศาลยกคำร้อง “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
ในส่วนคำสั่ง 212 ฉบับที่ศาลยกคำร้องขอประกันตัว แบ่งออกเป็น ยกคำร้องจากการยื่นขอประกันตัว 170 ฉบับ ในจำนวน 41 คดี และยกคำร้องจากการยื่นอุทธรณ์คำสั่งจำนวน 42 ฉบับ ในจำนวน 17 คดี โดยภาพรวมคำสั่งศาลที่มักปรากฎจากการยื่นขอประกันตัวคือ “ข้อหามีอัตราโทษสูง และพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง”, “เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี” และ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
คำสั่งของศาลที่มักระบุ “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” สะท้อนว่า แม้ที่จำเลยยื่นเหตุผลและข้อเท็จจริงประกอบคำร้องขอประกันตัว แต่ก็ยังไม่ถูกนำมาพิจารณาว่าเป็น “ข้อเท็จจริงสำคัญ” ที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมของศาลที่ปฏิเสธไปก่อนหน้า หรือแม้การยื่นคำร้องซ้ำในคดีเดิม ศาลก็มักอ้างอิงเหตุผลหลักในการที่สั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวที่ใช้ในครั้งแรก อย่างเช่น เกรงว่าจะทำผิดซ้ำในลักษณะเดิม พฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี
ในบางกรณีที่จำเลยยื่นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาการป่วยหรือปัญหาทางสุขภาพ ศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องในทุกกรณี โดยระบุคำสั่งว่า กรมราชทัณฑ์สามารถดูแลจัดการให้ได้ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 55 ถึงแม้ว่าบางราย อย่างในกรณีของ “วิจิตร” ที่ยื่นประกันตัวหลังแพทย์ รพ.ราชทัณฑ์ วินิจฉัยว่ามีภาวะปอดติดเชื้อ ซึ่งอ้างอิงตามข้อบังคับประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีการเรียกประกันในคดีอาญา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 30 เม.ย. 2568 ในข้อ 6 ที่ระบุถึงการพิจารณาปล่อยจำเลยในกรณีที่เจ็บป่วยซึ่งต้องขังอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งยกคำร้อง
ส่วนคำสั่งในทำนองว่า การกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ สร้างความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้นพบไม่บ่อยนัก ซึ่งพบเพียงในคำสั่งประกันตัวคดีของ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน, คดีของอานนท์ นำภา, คดีของ “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ และคดีของ “หอมแดง”
| คำสั่งศาล | รายละเอียด |
| ข้อหามีอัตราโทษสูงและพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง | – ข้อหามีอัตราโทษสูง (พบเป็นส่วนใหญ่) – พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง (พบเป็นส่วนใหญ่) – การกระทำก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ / สร้างความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (พบบางคำสั่ง) |
| เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี | – มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี (พบเป็นส่วนใหญ่) – จำเลยมีพฤติการณ์หลบหนี หรือจงใจไม่มาศาล (พบบางคำสั่ง) – จำเลยให้การรับสารภาพ / ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุก / มีการนับโทษจำคุกต่อจากคดีอื่น (เป็นปัจจัยที่ทำให้เชื่อว่าจะหลบหนี) |
| ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม | ศาล (ศาลชั้นต้น/ศาลอุทธรณ์/ศาลฎีกา) เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวไว้ชัดแจ้งแล้ว และผู้ร้องไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม (พบเป็นส่วนใหญ่) |
| อื่น ๆ | – จำเลยเป็นชาวต่างชาติประกอบกับผู้ร้องคัดค้านการประกันตัว (พบใน 1 คำสั่ง) – กรณีที่จำเลยอ้างอาการเจ็บป่วย: ศาลระบุว่ากรมราชทัณฑ์สามารถดูแลจัดการให้ได้ตามกฎหมาย (พบในบางคำสั่ง) – จำเลยถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกับคดีนี้หลายคดีและศาลลงโทษจำคุกและนับโทษต่อ (พบในบางคำสั่ง) |
การยื่นคำร้องของผู้ต้องขังทางการเมืองได้อธิบายเหตุผลและข้อเท็จจริงยืนยันว่าต้องการที่จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ อีกทั้งยังไม่มีเหตุและพฤติการณ์ใด ๆ ที่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ที่ศาลจะสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวได้ ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าว ได้แก่ ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี, จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน, จะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น, ผู้ร้องขอประกันหรือหลักจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนหรือการดำเนินคดี
บางคำร้องยังระบุถึงเหตุผลและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมประกอบการยื่นขอประกันตัวไว้อีกด้วย เช่น อาการป่วยหรือปัญหาทางสุขภาพ, การอ้างอิงความเห็นจากนานาชาติ, ความจำเป็นด้านการศึกษาและครอบครัว, ข้อเท็จจริงในพยานหลักฐานคดีว่ามาจากการถูกซ้อมทรมาน, การเสนอเงื่อนไขต่าง ๆ ต่อศาล หรือแม้กระทั่งข้อเท็จจริงว่าคดีเข้าเกณฑ์ตามร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ปรากฏว่าศาลยังคงมีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด
ในข้อเท็จจริงเรื่องอาการเจ็บป่วย อย่างในกรณีของ “วิจิตร” ที่มีภาวะปอดติดเชื้อจนถูกส่งตัวรักษาที่สถาบันทรวงอก, กรณีของ “ขนุน” สิรภพ และ “บัสบาส” มงคล ที่มีปัญหาทางสุขภาพจากการประท้วงอดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัว, กรณีของบุญเกื้อหนุน และ “ขุนแผน” ที่มีโรคประจำตัวต้องดูแลอย่างใกล้ชิด, กรณีของ “อาย” กันต์ฤทัย และ “มานี” เงินตา ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
กรณีของอานนท์ นำภา ที่ได้ยื่นขอประกันตัวไปนั้น บางคำร้องได้อ้างอิงถึงความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจากองค์การสหประชาชาติระบุประเทศไทยต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ทันที หรือการได้รับรางวัล Front Line Defenders ที่มอบให้แก่นักปกป้องสิทธิฯ
ข้อเท็จจริงเรื่องการศึกษาและครอบครัว ในประเด็นนี้ ผู้ต้องขังส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าครอบครัว มีภาระผูกพันต้องเลี้ยงดูและส่งเสียสมาชิกในครอบครัว หรือในกรณีของ “ก้อง” อุกฤษฏ์ ที่ระบุว่ากำลังศึกษาอยู่ และต้องการออกมาศึกษาให้จบปริญญาตรี อีกทั้งกรณีของบุญเกื้อหนุนและสิรภพ ที่ระบุว่ามีแผนกำลังจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท
ข้อเท็จจริงในพยานหลักฐานคดีว่ามาจากการถูกซ้อมทรมาน กรณีนี้ “แดง ชินจัง” ถูกดำเนินคดีใน 5 คดี ที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุวัตถุระเบิดจากการชุมนุมกลุ่ม กปปส. ช่วงปี 2557 โดยพบว่าพยานหลักฐานที่นำมาดำเนินคดีเขาทั้ง 5 คดี เป็นหลักฐานที่ได้มาจากการที่เขาถูกซ้อมทรมานในค่ายทหาร อันเป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1
ผู้ต้องขังบางรายได้เสนอเงื่อนไขต่อศาลที่เป็นการจำกัดสิทธิของตน เพื่อเป็นหลักประกันและยืนยันว่า “จำเลยจะไม่หลบหนี” เช่น การยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) หรือแต่งตั้งผู้กำกับดูแล ซึ่งศาลอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องขังบางรายในเฉพาะการยื่นประกันตัวครั้งแรกหลังมีคำพิพากษา แต่ในภาพรวมแล้วในกลุ่มผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังอยู่ ศาลก็ยังคงมีคำสั่งยกคำร้องเช่นเดิม แม้จะเสนอเงื่อนไขดังกล่าวไปก็ตาม
รวมทั้งแม้มีการร้องขอให้ไต่สวนคำร้องขอประกันตัวในหลายกรณี แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา ศาลก็ไม่เคยมีคำสั่งให้ไต่สวนแต่อย่างใด

.
ศาลไม่คืนสิทธิประกันตัว 5 ผู้ต้องขัง แม้คดีอยู่ในบัญชีแนบท้ายว่าได้รับนิรโทษกรรม
สำหรับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีความทางการเมืองนั้น หลังจากที่ประชาชนเข้าชื่อกว่า 35,905 รายชื่อ เสนอกฎหมาย “นิรโทษกรรมประชาชน” เพื่อนิรโทษกรรมประชาชนในคดีความที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง ครอบคลุมทุกคดีรวมถึงคดีมาตรา 112 ตั้งแต่ช่วงเวลาหลังวันที่ 19 ก.ย. 2549 เป็นต้นมา รวมถึงพรรคการเมืองอีก 4 พรรคได้เสนอกฎหมายเช่นกัน โดยมีเงื่อนไขการนิรโทษกรรมแตกต่างกันออกไป
ในวันที่ 16 ก.ค. 2568 สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่รับหลักการใน 2 ฉบับ คือร่างของพรรคก้าวไกล (เดิม) และฉบับของเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน และผ่านความเห็นชอบในวาระแรกต่อร่างจำนวน 3 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน (เดิม) และพรรคภูมิใจไทย
ต่อมาในวันที่ 21 ต.ค. 2568 สภาฯ พิจารณาร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ในวาระ 2 และ 3 แม้จะมีข้อถกเถียงสำคัญถึงประเด็นการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ของเยาวชนโดยทันที แต่ข้อถกเถียงดังกล่าวได้ตกไป ก่อนกฎหมายผ่านการพิจารณาและส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อ
ถ้าหากพิจารณาถึงผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์จากการร่างนิรโทษกรรมดังกล่าว โดยในปี 2568 มีผู้ต้องขังที่คดีเข้าเงื่อนไขตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ ที่เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีจำนวน 6 คน ได้แก่ ประวิตร, คเชนทร์, ขจรศักดิ์, วิจิตร, พิชัย, ป๋าเจมส์ และเยาวชน 1 คน คือ ฐาปนา
ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวผู้ต้องขังทั้ง 6 คน ไปทั้งสิ้น 12 ฉบับ ระหว่างที่กฎหมายนิรโทษกรรมผ่านวาระ 1 และกำลังถูกพิจารณาอยู่ในสภาฯ พบว่าศาลอนุญาตให้ประกันตัวเพียง 1 คน แต่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการเรื่องนิรโทษกรรมแต่อย่างใด
คดีของ “ประวิตร” ยื่นประกันตัว 7 พ.ย. 2568, คดีของคเชนทร์และขจรศักดิ์ ยื่นประกันตัว 13 ส.ค. 2568 หลังมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์, คดีของวิจิตร ยื่นประกันตัว 4 ส.ค. และ 3 พ.ย. 2568 ส่วนคดีของพิชัย ยื่นประกันตัว 22 ธ.ค. 2568 โดยทั้งหมดนี้ ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง
ด้านคดีของ “ป๋าเจมส์” ถูกขังในระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ทนายความได้ยื่นประกันตัวเขา 4 ครั้ง และยื่นอุทธรณ์คำสั่งอีก 1 ครั้ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้องทั้งหมด จนเมื่อวันฟังคำพิพากษาในช่วงวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ได้ยื่นประกันตัวอีกเป็นครั้งที่ 5 ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้ประกันตัว แต่ไม่ทราบเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคำสั่งแต่อย่างใด
ในขณะที่อีก 5 คนที่ศาลยกคำร้องการประกันตัวยังคงถูกคุมขังต่อไป ถึงแม้คดีจะมีข้อหาอยู่ในบัญชีแนบท้ายที่ได้เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมก็ตาม ปัจจุบันหลังการยุบสภาฯ ทำให้ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่ค้างการพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภาต้องตกไป ซึ่งต้องติดตามหลังจากการเลือกตั้งในปี 2569 เสร็จสิ้นลง คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่างที่ตกไปได้ภายใน 60 วัน หรือไม่ หากไม่มีการร้องขอ หรือรัฐสภาไม่อนุมัติ จะต้องเริ่มเสนอกฎหมายทั้งหมดใหม่อีกครั้ง

.
ยื่นประกันตัวตามสถานการณ์ทางเมือง ไม่มีผู้ได้รับการประกันตัวแม้แต่คนเดียว
นอกจากที่ยื่นประกันตัวจากเหตุร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแล้ว ในปี 2568 ที่ผ่านมายังมีการยื่นประกันตัวผู้ต้องขังชุดใหญ่ตามสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอีก 2 ครั้ง โดยพบว่าไม่มีผู้ต้องขังคนใดได้รับการประกันตัวจากการยื่นเป็นกลุ่ม ในขณะที่การยื่นในลักษณะนี้ในปี 2567 มี “บูม” จิรวัฒน์ เคยได้รับการประกันตัว
การยื่นประกันตัวครั้งดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องในโอกาสวันแห่งความรัก โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการคืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังได้กลับบ้านไปอยู่กับคนรักและครอบครัวอย่างพร้อมหน้า และให้โอกาสพวกเขาได้เตรียมตัวต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายังคง “ยกคำร้อง” ทุกคดี จึงไม่มีผู้ที่ได้รับการประกันตัว
การยื่นประกันตัวครั้งดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อยืนยันว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยที่คดียังไม่ถึงที่สุดมีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และได้รับการประกันตัวออกมาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และรำลึกถึง ‘บุ้ง’ เนติพร ในเหตุการณ์เสียชีวิตลงในระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำและประท้วงอดน้ำ-อาหาร ด้วยข้อเรียกร้อง 2 ข้อ คือ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และจะต้องไม่มีคนเห็นต่างทางการเมืองถูกคุมขังอีก แต่ศาลยังคงมีคำสั่ง “ยกคำร้อง” ทุกคดี จึงไม่มีผู้ที่ได้รับการประกันตัว
.
ระหว่างศาลปฏิเสธสิทธิประกันตัว นำไปสู่การคุมขังที่ยาวนานแค่ไหน ?
“สิทธิในการประกันตัว” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาหรือจำเลย สัมพันธ์กับหลักการที่ต้องถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศ แต่ทว่าในทางปฏิบัติแล้ว “ผู้ต้องขังทางการเมือง” ยังคงถูกปฏิเสธสิทธิประกันตัวมากกว่า 90% ของการยื่นประกันตัวทั้งหมด
การที่ศาลปฏิเสธสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง ทำให้สูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ สูญเสียรายได้ และไม่สามารถดูแลครอบครัวได้ตามปกติ ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานอื่น ๆ เช่น สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม สิทธิในการศึกษา และสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
จนถึงสิ้นปี 2568 ผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดีอย่างน้อย 28 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังที่ถูกขังข้ามปีมาตั้งแต่ปี 2566-2567 โดยมีจำนวนถึง 7 คนที่ถูกคุมขังยาวมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งในกลุ่มนี้ถูกขังมาแล้วโดยเฉลี่ยประมาณเกือบ 2 ปีครึ่ง และอีก 6 คน ที่ถูกขังยาวมาตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งในกลุ่มนี้ถูกขังมาแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 1 ปีเศษ
บางคดีจำเลยรอคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อย่างค่อนข้างยาวนาน เช่น คดีของอัฐสิษฎ ที่ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ในคดีมาตรา 112 รอคำพิพากษามาจวนครบ 2 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีนัดฟังจนถึงปัจจุบัน ทำให้เขาสูญเสียโอกาสได้รับการลดหย่อนโทษ หรือพิจารณาตามเกณฑ์อภัยโทษในช่วงที่ถูกคุมขังเรื่อยมา
ส่วนอีก 15 คน เป็นผู้ต้องขังใหม่ที่เพิ่งถูกขังในปี 2568 ซึ่งในกลุ่มนี้ถูกขังมาแล้วโดยเฉลี่ยหลักเดือนจนไปถึงเกือบจะหนึ่งปีเต็มแล้ว
แม้ว่าผู้ต้องขังจะยื่นขอประกันตัวหลายต่อหลายครั้ง ศาลยังคงมีคำสั่ง “ยกคำร้อง” แม้มีความพยายามในการเสนอข้อเท็จจริงใหม่ ๆ ต่อศาล แต่ก็ยังคงไม่มีผลที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง จนนำไปสู่ “วิกฤตขังยาว” ทำให้คดีของบางรายสิ้นสุดลง
ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ถูกขังยาวตั้งแต่ปี 2566-2568
| กลุ่มผู้ต้องขัง | จำนวน | รายชื่อผู้ต้องขัง |
| ขังยาวตั้งแต่ปี 2566 | 7 คน | ประวิตร “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ไพฑูรย์ สุขสันต์ อานนท์ นำภา “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน วรเวช |
| ขังยาวตั้งแต่ปี 2567 | 6 คน | อัฐสิษฎ “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา “มานี” เงินตา คำแสน ทิวากร วิถีตน “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน |
| ผู้ต้องขังใหม่ 2568 | 15 คน | “จินนี่” จิรัชยา สกุลทอง “แบงค์” ณัฐพล “วิจิตร” ณัฐสุต พรชัย วีรยุทธ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ เอกชัย หงส์กังวาน “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ “เก่ง” ชนาธิป “ขวัญ” ภาณุภัทร์ พิชัย นัฏฐพล |
.
วิกฤต “ขังยาว” เกือบครึ่งของผู้ต้องขังการเมืองปี 68 คือ ‘คดีสิ้นสุดแล้ว’
จากสถานการณ์ที่ผู้ต้องขังทางการเมืองมีแนวโน้มที่จะถูกขังยาว หลังศาลสูงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวเรื่อยมา ในปี 2568 ผู้ต้องขังทั้งหมดมีจำนวนอย่างน้อย 55 คน จำนวนเกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแล้ว นั่นคือ 26 คน ที่ไม่สามารถขอประกันตัวออกมาต่อสู้คดีได้อีก ต้องถูกคุมขังตามกำหนดโทษตามคำพิพากษา
พบว่าในปี 2568 มีผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีกลายเป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดจำนวนอย่างน้อย 15 คน ได้แก่ คเชนทร์, ขจรศักดิ์, อุดม, กัลยา, บัสบาส, “ก้อง” อุกฤษฎ์, “ขนุน” สิรภพ, “แอมป์” ณวรรษ, “จักรี”, สถาพร, “พีรพงศ์”, “ตรัณ”, ปณิธาน, “บูม” จิรวัฒน์ และ “หอมแดง”
สาเหตุที่ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีกลายเป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแบ่งเหตุผลหลักออกเป็นสองประการคือ “ศาลยกคำร้องประกันตัวจนมีคำพิพากษาชั้นฎีกา คดีจึงสิ้นสุดลง” และอีกส่วนหนึ่ง “ตัดสินใจไม่ต่อสู้คดีต่อ”
กรณีแรก “ศาลยกคำร้องประกันตัว จนมีคำพิพากษาชั้นฎีกา” ในส่วนนี้ผู้ต้องขังถูกขังยาวตั้งแต่หลังฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์และถูกยกคำร้องประกันตัว แม้มีความพยายามในการยื่นประกันตัวซ้ำหลายครั้ง แต่ก็ถูกยกคำร้องทุกครั้งจนคดีสิ้นสุดเมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมา เช่น
- “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิกุล ยื่นประกันตัวไปถึง 10 ครั้งตลอดที่ถูกขังในชั้นฎีกา แต่ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องทุกฉบับ จนในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ออกมาจำนวน 2 คดี คดีจึงสิ้นสุดลงทั้งหมดแล้ว โดยไม่ได้สิทธิประกันตัว
- “กัลยา” ถูกขังในชั้นฎีกาด้วยคดีมาตรา 112 ไกลถึงเรือนจำจังหวัดนราธิวาส คดีของเธอสิ้นสุดลงเมื่อเดือน ก.พ. 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนจำคุก 6 ปี แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยยื่นขอประกันตัว 5 ครั้ง แต่ถูกยกคำร้องตลอดมา
- อุดม ถูกขังในชั้นฎีกาด้วยคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาสเช่นเดียวกับกัลยา คดีของเขาสิ้นสุดลงหลังศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 10 ปี แม้ว่าก่อนหน้านี้เคยยื่นประกันตัวไป 3 ครั้ง แต่ก็ถูกยกคำร้องทั้งหมด
- “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร ถูกขังในชั้นฎีกาด้วยคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำกลางเชียงราย หลังจากที่ยื่นประกันตัวไป 5 ครั้ง ศาลฎีกายกคำร้องทั้งหมด จนในที่สุดคดีเขาก็สิ้นสุดลงหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุก 46 ปี (ยังมีอีกคดีหนึ่งที่อยู่ระหว่างฎีกา)
กรณีที่สอง “ตัดสินใจไม่สู้คดีต่อ” เป็นกรณีที่ผู้ต้องขังตัดสินใจถอนอุทธรณ์หรือถอนฎีกาคดีหลังไม่ได้ประกันตัวและเห็นว่าเวลาที่ถูกคุมขังนั้นเนิ่นนานยาวออกไป หรือตัดสินใจให้คดีสิ้นสุดตั้งแต่เริ่มถูกคุมขัง เพื่อรอการลดหย่อนโทษ
ผู้ต้องขังส่วนหนึ่งพยายามยื่นประกันตัวหลังจากเริ่มถูกคุมขังในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา แต่เมื่อศาลยกคำร้องประกันตัว ทำให้ตัดสินใจถอนอุทธรณ์และฎีกาคดี ซึ่งในปี 2568 พบอย่างน้อย 11 กรณี ได้แก่ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 หลังศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 1 ปี 7 เดือน และถูกยกคำร้องเรื่อยมาจากยื่นประกันตัว 5 ฉบับ เขาจึงไม่ฎีกาคดีต่อ คดีนี้จึงสิ้นสุดลง ในขณะที่ยังมีคดีมาตรา 112 คดีอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างพิจารณาอยู่อีก 5 คดี
เช่นเดียวกับกรณีของ “ตรัณ”, “จักรี”, “พีรพงศ์”, “หอมแดง” และ “บูม” จิรวัฒน์ ซึ่งในกรณีนี้ เขาเป็นผู้ต้องขังทางการเมืองรายเดียวที่ได้ประกันตัวเมื่อปลายปี 2567 ที่กลับต้องเข้าเรือนจำอีกครั้ง เนื่องจากศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีมาตรา 112 ซึ่งภายหลังถูกศาลยกคำร้องประกันตัว เขาจึงตัดสินใจให้คดีสิ้นสุดลง
ส่วนสถาพร และ “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 หลังศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน และ 2 ปี ตามลำดับ หลังจากที่สถาพรยื่นประกันตัวไป 3 ฉบับ และยื่นอุทธรณ์คำสั่ง 1 ฉบับ และสิรภพยื่นประกันตัว 16 ฉบับ รวมถึงยื่นอุทธรณ์คำสั่ง 7 ฉบับ ศาลยกคำร้องทุกครั้ง ทั้งสองจึงตัดสินใจไม่สู้คดีต่อ โดยปัจจุบันทั้งสองคนได้รับการปล่อยตัวแล้ว โดยกรณีของสิรภพนั้นคดีเข้าเกณฑ์ พ.ร.ฎ.อภัยโทษ
และล่าสุดคดีของคเชนทร์ และขจรศักดิ์ ผู้ต้องขังในคดีเกี่ยวกับระเบิดปิงปอง ซึ่งทั้งสองคนนี้ถูกขังยาวเกือบ 2 ปีครึ่ง นับตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามาจนถึงปัจจุบันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนจำคุกทั้งสองคนราว 10-11 ปี ทำให้ทั้งสองคนตัดสินใจไม่สู้คดีต่อ ภายหลังจากพยายามยื่นประกันไปคนละ 8 ฉบับ
นอกจากนั้น ยังมีกรณีของ “อารีฟ” วีรภาพ ที่รอคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มากว่า 2 ปี แต่ก็ยังไม่มีนัดมา ทั้งที่ถูกคุมขังมากว่า 2 ใน 3 ของโทษตามศาลชั้นต้นแล้ว แต่ไม่สามารถถูกพิจารณาลดหย่อนโทษหรืออภัยโทษในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เขาตัดสินใจยื่นขอถอนอุทธรณ์ด้วยตนเอง เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ระหว่างรอศาลสั่งอนุญาตในการถอนอุทธรณ์ เพื่อให้คดีสิ้นสุดลง
| สาเหตุที่ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี กลายเป็น “ผู้ต้องขังสิ้นสุด” | รายชื่อผู้ต้องขัง |
| ศาลยกคำร้องประกันตัวจนมีคำพิพากษาชั้นฎีกา | “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิกุล (ยื่นประกันตัว 10 ครั้ง) “กัลยา” (ยื่นประกันตัว 5 ครั้ง) อุดม (ยื่นประกันตัว 3 ครั้ง) “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร (ยื่นขอประกันตัว 5 ครั้ง) |
| ตัดสินใจไม่สู้คดีต่อ (ไม่อุทธรณ์/ฎีกา หรือถอนอุทธรณ์) | “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา “ตรัณ” “จักรี” “พีรพงศ์” “หอมแดง” “บูม” จิรวัฒน์ สถาพร คเชนทร์ ขจรศักดิ์ “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ (ถอนอุทธรณ์) “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน (ถอนอุทธรณ์ อยู่ระหว่างรอคำสั่ง) |
.
เสียงสะท้อนของสังคมไทยและนานาชาติ ต่อ “สิทธิประกันตัว” ผู้ต้องขังการเมือง
ตลอดปีที่ผ่านมา แม้กระแสการชุมนุมทางการเมืองจะลดลงจากในช่วงปี 2563-2565 แต่ยังพบว่าภาคประชาชนยังคงเรียกร้องต่อสิทธิประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยพบกิจกรรมที่แสดงออกถึงการเรียกร้องดังกล่าว อย่างเช่น การยืนหยุดขังในพื้นที่ต่าง ๆ หน้าศาลอาญา, หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ, ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ หรือจากภาคประชาสังคมในการรณรงค์สิทธิประกันตัวผ่านแคมเปญต่าง ๆ เช่น โครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เป็นต้น
นอกจากนั้น ในปีที่ผ่านมายังมีเสียงสะท้อนจากนานาชาติต่อกรณีการคุมขังและสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองในประเทศไทย เช่น มติเร่งด่วน (urgency resolution) ของรัฐสภายุโรปที่เน้นย้ำถึงสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมือง ในช่วงเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)
ความเห็นของคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการแห่งสหประชาชาติที่ชี้ว่า “การปฏิเสธการให้ประกันตัวอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยเหตุผลเชิงแบบแผนที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานพื้นฐานของการพิจารณาเป็นรายบุคคล” หรือในกรณีผู้เชี่ยวชาญจากสหประชาชาติ เรียกร้องให้ประเทศไทยยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 และปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ
.
บทสรุป: การยื่นประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองในปี 2567-68 ยังถูกศาลยกคำร้องกว่า 90%
หากเปรียบเทียบสถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมืองจากปี 2567 และปี 2568 พบว่าในเวลา 1 ปี จำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองพุ่งสูงขึ้นจำนวนอย่างน้อย 16 คน จากสิ้นปี 2567 ที่มีผู้ต้องขัง 39 คน (เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี 23 คน ผู้ต้องขังคดีสิ้นสุด 15 คน และเยาวชน 1 คน) จนในสิ้นปี 2568 มีผู้ต้องขังเป็นจำนวนอย่างน้อย 55 คน (เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี 28 คน, ผู้ต้องขังคดีสิ้นสุด 26 คน และเยาวชน 1 คน)
ในปี 2567 มีการยื่นคำร้องขอประกันตัวและอุทธรณ์คำสั่งไปทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 183 ฉบับ พบว่าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว 15 ฉบับ โดยมีผู้ต้องขังทางการเมืองได้ประกันตัว 14 คน ในขณะที่มีคำสั่งยกคำร้อง 168 ฉบับ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 91.8 ของคำร้องทั้งหมด
ส่วนในปี 2568 มีการยื่นคำร้องขอประกันตัวและอุทธรณ์คำสั่งไปทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 235 ฉบับ ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว 21 ฉบับ โดยมีผู้ต้องขังทางการเมืองได้ประกันตัว 18 คน แต่ได้รับการปล่อยตัวเพียง 16 คน ในขณะที่มีคำสั่งยกคำร้อง 212 ฉบับ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 90.2 ของคำร้องทั้งหมด
.
โดยภาพรวมแล้ว สถานการณ์การประกันตัวในปี 2568 มีแนวโน้มที่แย่ลงกว่าปี 2567 เนื่องจาก “จำนวนผู้ต้องขังที่พุ่งสูงขึ้น” ในสิ้นปี 2568 มีผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังอย่างน้อย 55 คน เพิ่มขึ้น 16 คน จากสิ้นปี 2567 และจำนวนผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีก็เพิ่มขึ้นจาก 23 คน เป็น 28 คน ในขณะที่จำนวนผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดก็เพิ่มขึ้น 10 คน ซึ่งหนึ่งเหตุผลนั้นมาจากการที่ศาลยกคำร้องประกันตัวจนมีคำพิพากษาชั้นฎีกา คดีจึงสิ้นสุดลง และอีกส่วนหนึ่งตัดสินใจไม่สู้คดีต่อ
นอกจากนั้นปีที่ผ่านมายังมีความพยายามในการยื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองเพิ่มขึ้น ซึ่งได้มีการยื่นอย่างน้อย 235 ฉบับ ซึ่งเทียบกับ 183 ฉบับ ในปี 2567
ส่วนแนวโน้มสถานการณ์ในปี 2569 นี้ คาดว่าจำนวนผู้ต้องขังอาจจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากในปีนี้อาจมีคำพิพากษาจากศาลสูงทยอยออกมาอีก และแนวโน้มคดีที่สิ้นสุดลงจะเพิ่มมากขึ้น
จากสถานการณ์ดังกล่าว มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหาการถูกขังยาวและจำนวนผู้ต้องขังที่เพิ่มขึ้น อย่างการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองเหล่านี้ โดยพิจารณารวมทุกข้อหาและลักษณะคดี ไม่เป็นการนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ต่อไป
| ประเด็น | ปี 2567 | ปี 2568 | การเปลี่ยนแปลง (ปี 2567 เทียบกับ 2568) |
| ยอดผู้ต้องขังสะสม | 75 คน | 82 คน | เพิ่มขึ้น 7 คน |
| จำนวนผู้ต้องขัง(ณ สิ้นปี) | 39 คน | 55 คน | เพิ่มขึ้น 16 คน |
| จำนวนผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี (ณ สิ้นปี) | 23 คน | 28 คน | เพิ่มขึ้น 5 คน |
| จำนวนคำร้องที่ยื่นทั้งหมด (นับรวมประกันตัวและอุทธรณ์คำสั่ง) | 183 ฉบับ | 235 ฉบับ | เพิ่มขึ้น 52 ฉบับ |
| จำนวนคำสั่งศาลที่ “ยกคำร้อง” | 168 ฉบับ | 212 ฉบับ | เพิ่มขึ้น 44 ฉบับ |
| จำนวนผู้ต้องขังที่ได้ประกันตัว | 14 คน | 16 คน (เฉพาะที่ได้ปล่อยตัวจริง) | เพิ่มขึ้น 2 คน |
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
รายชื่อผู้ต้องขังทางการเมือง 2568
สถานการณ์สิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง ปี 2567: มาตรฐานความแน่นอนชัดเจนยังเป็นปัญหาใหญ่
