เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 ที่เรือนจำกลางบางขวาง ทนายความเข้าเยี่ยม “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน อดีตพ่อค้าเสื้อผ้ามือสอง ผู้ถูกจำคุกในคดีมาตรา 112 จากการพ่นสีสเปรย์ข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์บริเวณแยกดินแดงระหว่างการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2564 โดยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2566 และไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างอุทธรณ์เรื่อยมา
ในช่วงก่อนหน้านี้ ระหว่างรอคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ ซึ่งยังไม่มีนัดมาเป็นเวลา 2 ปี ทำให้เขาถูกคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใด ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อารีฟได้ตัดสินใจยื่นถอนอุทธรณ์คดีด้วยตนเองจากในเรือนจำ และยังอยู่ระหว่างรอฟังคำสั่งอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ของศาล เพื่อให้คดีสิ้นสุดลง
อารีฟแบ่งปันสภาพจิตใจที่กังวลถึงเรื่องข้างนอก ความหวังที่จะได้ออกไปเจอเพื่อน ๆ ที่ศาลในวันที่ 16 ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ในคดีชุมนุมอีกคดีหนึ่ง และวันถัดมาก็เป็นวันเกิดครบรอบ 23 ปีของเขาพอดี ชายหนุ่มยังเล่าถึงการใช้เวลาในเรือนจำศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ ตั้งแต่การเพาะปลูกแคคตัสไปจนถึงสูตรการทำสเต็กและเบอร์เกอร์ พร้อมบอกเล่าความฝันที่อยากมีร้านนั่งชิลเป็นของตัวเอง และบทเรียนชีวิตที่ได้รับจากการติดคุกซึ่งเปลี่ยนแปลงมุมมองของเขาไปอย่างสิ้นเชิง จากคนที่เคยโกรธแค้นและอารมณ์ร้อน พยายามเป็นคนที่มีเหตุผลและอยากเป็นพลังบวกให้ผู้อื่นมากขึ้น
__________________________
อารีฟออกมาพบโดยไม่มีผ้าพันแผล แม้จะยังดูเจ็บเมื่อเดิน เมื่อถามถึงเรื่องที่เพื่อนผู้ต้องขังได้แจ้งข้อมูลว่า เขาได้รับอุบัติเหตุที่ถูกเหล็กแทงเข่าขณะเล่นเซปักตะกร้อ เขาหัวเราะก่อนจะเล่าว่าเพื่อนน่าจะโดนปั่น
ก่อน อารีฟเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า วันนั้นหลังกินข้าวเสร็จก็เล่นตะกร้อตามปกติ แต่ลงผิดท่า พอลงมาเข่าก็บิด ขาพับไปเลย คนอื่นมามุงดูบอกว่าขาผิดรูปไปแล้ว จึงถูกพาไปเอ็กซเรย์ที่สถานพยาบาลแดน 2
“ตอนเข้าไปในสถานพยาบาล เหมือนเข้าบ้านร้างแล้วมีห้องเอ็กซเรย์อยู่ เพราะมันไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ให้คำแนะนำดีอยู่นะ เขาพูดจาโอเค” คำแนะนำคืออย่าออกแรงเยอะ ซึ่งพออยู่ข้างในมันก็เป็นไปได้ยาก เพราะวันพุธเขาต้องออกมาเยี่ยมญาติ นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำเรื่องวิธีการประคบเย็นประคบร้อน และบอกว่าดีแล้วที่เข่าไม่หลุด เพราะถ้าหลุดมันจะหลุดอยู่เรื่อย ๆ
ตอนนี้อาการบาดเจ็บดีขึ้นแล้ว แต่เวลางอเข่าก็ยังเจ็บอยู่ หรือเวลาออกแรงเยอะก็รู้สึกว่าเข่าจะบิดเหมือนเดิม ต้องงดเล่นกีฬาไปเป็นสัปดาห์ และไม่ได้ใส่ผ้าพันแผลหรือใช้ไม้เท้ามา 1-2 วันแล้ว “มันอึดอัด ทนเจ็บเข่าหน่อย”
เมื่อพูดถึงประสบการณ์การรักษาพยาบาล เขาบอกว่า “มันก็กลาง ๆ พี่ ตอนแรกหมอสั่งจ่ายยามา อาสาสมัครเรือนจำก็ไปเบิกยาให้ เจอว่าหมอสั่งยาผิด ผมปวดเข่า แต่สั่งยาแก้ไอมาให้เฉย เค้าก็เลยไปเปลี่ยน ได้ยาแก้ปวด ยาคลายเส้น และยานวดมา”
ส่วนในเรื่องสภาพจิตใจ อารีฟตอบว่า “ช่วงนี้นอนไม่ค่อยหลับเลย คิดแต่เรื่องข้างนอก กังวลไปหมด ทั้งที่รู้ว่าข้างนอกไม่ทิ้งเราหรอก” โดยเขาทราบว่าวันที่ 16 ธ.ค. นี้จะมีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกคดีหนึ่ง เขาหวังว่าจะได้ออกไปเจอเพื่อน ๆ ที่ศาล วันถัดมา 17 ธ.ค. ก็เป็นวันเกิดของเขาพอดี อายุครบ 23 ปี “เวลาผ่านไปเร็วมาก แต่ก็นะ ตอนนี้ผมนับวันออกอย่างเดียว หวังว่าปีหน้าจะได้กลับบ้าน ได้ไปดูแลครอบครัว”
อารีฟยังเล่าเรื่องการใช้เวลาที่เหลือในการหาความรู้ ตอนนี้กำลังศึกษาเรื่องการเพาะปลูกแคคตัสกับไม้อวบน้ำ “ในแดนจะมีแคคตัสต้นหนึ่ง ถูกปลูกในดิน แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ควรเลี้ยงอย่างนี้ เลยเอาใส่แก้วไว้ดูแล แต่มันหายไปแล้ว”
เขาหัวเราะก่อนจะบอกว่ายังไงเราก็ควรรู้ให้เยอะไว้ก่อน เชื่อว่าวันหนึ่งจะต้องได้ใช้ ก่อนหน้านี้เขาศึกษาเรื่องการทำสเต็กกับเบอร์เกอร์ หาสูตรอะไรจดไว้เต็มเลย “ผมก็มีความฝันอยากมีร้านนั่งชิลเป็นของตัวเอง จะว่าไปผมเป็นคนที่มีความฝันเยอะเลยนะ ทำสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่อย่างน้อยก็ได้ทำแล้ว” เขายิ้มแล้วกล่าวต่อว่า “แต่เรื่องร้านนั่งชิลนี่ต้องทำให้ได้ เพราะผมไม่ยอมแพ้หรอก”
อารีฟพูดถึงบทเรียนจากเรือนจำเพิ่มอีกว่า “ออกไป ผมคงต้องพยายามอย่างมากที่จะรักษาความรู้สึกของตัวเองในเรือนจำไว้ ก็คือ จะไม่ทำให้ตัวเองเป็นมลพิษ เป็นพลังบวกให้คนอื่น ผมมีความหวังว่าวันหนึ่งถ้าเราไปเจอคนที่กำลังรู้สึกแย่ เราก็อยากเป็นพลังบวกให้เขา เราอยู่จุดนั้นมาแล้ว พอเจอคนที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น เราถึงรู้ว่ามันสำคัญ และอยากเป็นคนที่ทำให้คนอื่นมีความสุขเสมอ”
อารีฟเล่าว่าอยู่ข้างนอกไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้ “มันโกรธ มันแค้นตลอด เราเป็นคนอารมณ์ร้อนมาก มีอะไรก็พร้อมปะทะ แต่ตอนนี้มีเหตุผลในการพูดคุยมากขึ้น รู้สึกว่ามันดีจัดเลย”
เขาเล่าต่อว่า “เอาจริงนะพี่ ผมอยู่กับการถูกบูลลี่มาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นทรงผมหรือสีผิว ไม่มีอะไรที่เรามั่นใจเลย ถ้าอยู่ข้างนอกจะเห็นผมใส่หมวกตลอดเวลาเพื่อปิดผมหยิก” จนมีวันหนึ่งเขาคิดได้ว่า ต้องเป็นคนแบบที่คนอื่นคิดตลอดเลยเหรอ เป็นตัวของตัวเองแล้วให้คนอื่นชื่นชม มันไม่ดีกว่าเหรอ “ความคิดนั้นปลดล็อกตัวผมมาก”
ปกติอารีฟชอบของวินเทจ ของมือสอง จะไปเดินตลาดปฐวิกรณ์กับเพื่อนประจำ มีวันหนึ่งเขาบอกเพื่อนว่า “ถ้ากูใส่กระโปรงยีนส์ ใส่เสื้อแบบนี้ ๆ ไป มึงอายไหม เพื่อนบอกว่าไม่อาย มึงมั่นใจก็ใส่มาเลย” พลางบรรยายว่า “เราก็เลยลองใส่ไป โห คนมองทั้งตลาด ได้ยินเสียงคนพูดว่า ไอ้นี่แต่งตัวเหี้ยไรเนี่ย ด้วย แต่เพื่อนก็ซัพพอร์ต มันบอกให้มั่นใจ” แล้วก็มีฝรั่งจากทัวร์ประเทศแคนาดามาชื่นชมเขา บอกว่าแต่งตัวเท่มากเลย ขอสัมภาษณ์หน่อยได้ไหม “โอ้โห ผมใจฟูมาก ก็ให้สัมภาษณ์ไป เพื่อนก็ช่วยแปลให้”
จนพอสัมภาษณ์เสร็จ เพื่อนส่งข่าวมาให้ดู เขาน่าจะไปลงสำนักข่าวเล็ก ๆ ว่าเจอผู้ชายแต่งตัวแบบนี้ที่ประเทศไทย มีแต่ข้อความชื่นชม ไม่ได้มีการบูลลี่อะไรเลย “วันนั้นเป็นวันที่ผมภูมิใจกับการเป็นตัวเองมาก แม้กับประเทศไทยจะมองว่ามันผิดที่ผิดทางอยู่ก็ตาม แต่ต่างประเทศเขายอมรับ”
ก่อนจบการเยี่ยม อารีฟพูดถึงข่าวที่เพิ่งเห็นว่า “เห็นข่าวโดรนขนส่งคน โอ้โห โลกมันไปไกลมากเลย คิดว่าวันหนึ่งออกไปแล้วผมต้องเตรียมตัวมาก” เขาหัวเราะ
อารีฟทิ้งท้ายโดยฝากข้อความสำหรับช่วงปีใหม่ เผื่อไม่ได้เข้าไปเยี่ยมในปีนี้อีก “ขอให้มีความสุขมาก ๆ ในปีใหม่ อะไรที่ไม่ดีก็ทิ้งในปีนี้ ขอให้ปีหน้าเป็นปีที่ดีของทุกคน และขอให้ทุก ๆ วัน เป็นวันที่ดีของทุกคนครับ”
.
จนถึงปัจจุบัน (16 ธ.ค. 2568) อารีฟถูกคุมขังมาแล้ว 811 วัน หรือ 2 ปี 2 เดือนเศษ โดยหลังรอคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์มา 2 ใน 3 ของโทษที่ถูกศาลชั้นต้นลงโทษแล้ว ก็ยังไม่มีนัดฟังคำพิพากษามาแต่อย่างใด ทำให้อารีฟรู้สึกว่าอยากให้คดีสิ้นสุดแล้ว เพราะระหว่างถูกคุมขัง เขาไม่ได้รับประโยชน์จากการอภัยโทษ หรือลดหย่อนวันต้องโทษเลย ทำให้ตัดสินใจยื่นขอถอนอุทธรณ์คดีจากในเรือนจำแล้ว และยังอยู่ระหว่างรอคำสั่งให้ถอนอุทธรณ์เพื่อให้คดีสิ้นสุดลง
ในวันเดียวกันนี้ ศาลอาญาเลื่อนอ่านคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ของอารีฟและผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ กรณีเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่ม REDEM หน้าศาลอาญารัชดาฯ เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2564 หรือที่รู้จักในนาม “ม็อบ 2 พฤษภา” เนื่องจากมีจำเลยหนึ่งรายไม่ได้เดินทางไปศาล
สามารถร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงอารีฟ ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
