ความอดทนและหยดน้ำตาของ “ก้อง อุกฤษฏ์” นักเรียนกฎหมายที่ยังสู้ทุกวิถีทางในบางขวาง

วันที่ 15 ส.ค. 2568 ที่เรือนจำกลางบางขวาง ทนายความเข้าเยี่ยม “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล  นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ต้องขังในคดีตามมาตรา 112  จำนวน 2 คดี ซึ่งศาลพิพากษาโทษรวมกัน 7 ปี 30 เดือน (หรือประมาณ 9 ปีครึ่ง)  

ถึงวันนี้ก้องถูกคุมขังมาเป็นระยะเวลา 554 วัน หรือราว 1 ปีครึ่ง อันเป็นระยะเวลาที่เขาต้องอยู่ห่างไกลจากหนังสือตำรา จากห้องเรียน และจากความฝันที่จะได้สำเร็จการศึกษา

ก้องยังคงมีสถานะเป็นนักศึกษา เขาเหลือการเรียนอีกเพียง 3 วิชา คิดเป็นจำนวน 9 หน่วยกิต ก็จะสำเร็จเป็นนิติศาสตร์บัณฑิตแล้ว แม้ก้องจะพยายามขอสอบภายในเรือนจำผ่านการยื่นคำร้องและการสนับสนุนจากสภานักศึกษา แต่มหาวิทยาลัยรามคำแหงปฏิเสธทุกคำร้อง

การพบกันครั้งนี้เผยให้เห็นสภาพจิตใจของก้องที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน เขารู้สึกเครียดและหนักใจจากสภาพแวดล้อมในเรือนจำใหญ่ที่แทบไม่มีคนเข้าใจเรื่องคดีการเมือง การติดต่อกับครอบครัวและเพื่อนก็ลำบากขึ้นเพราะระยะทางไกลและกฎระเบียบที่เข้มงวด 

สิ่งที่ก้องต้องการมากที่สุด คือการย้ายกลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเขาคิดว่าตัวเองปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่นั่นได้ดีกว่า นอกจากนี้เขายังต้องการเข้าถึงหนังสือและข้อมูลกฎหมายที่ทันสมัยเพื่อการเรียน ความคาดหวังของเขายังคงมุ่งไปที่การได้ออกจากเรือนจำ หรืออย่างน้อยได้ย้ายกลับไปที่เดิม รวมทั้งหวังว่าจะมีระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้การติดต่อสื่อสารสะดวกขึ้น

________________________

จำได้ว่าตอนพบก้องที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขาไม่ได้ดูเงียบและเครียดขนาดนี้ แต่กระตือรือร้นที่จะพูดถึงอนาคต การเคลื่อนไหวและการต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย กระนั้นการได้อ่านจดหมายจากเพื่อน ๆ ที่ฝากกันเข้ามาก็ทำให้เขาปรากฏรอยยิ้มประปรายขึ้น ก้องใช้เวลาอ่านอย่างช้า ๆ ดวงตาเลื่อนไปตามตัวหนังสือที่ปรากฏผ่านช่องแคบ ๆ 

“สบายดีครับ” คำตอบแรกที่ออกมาจากของก้อง แต่เมื่อการสนทนาลื่นไหลต่อไป เขาก็ยอมรับว่า “ผมเครียดผมมาอยู่ที่นี่ได้ 5 เดือนแล้ว (หมายถึงถูกย้ายตัวมาเรือนจำกลางบางขวาง)ก้องเล่า “ถึงแม้ความเป็นอยู่จะดีขึ้น พื้นที่กว้างขึ้น อาหารการกินจะโอเคกว่าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ด้วยสภาพแวดล้อมเป็นเรือนจำใหญ่ ผู้คนในนี้ก็ไม่มีความเข้าใจเรื่องคดีการเมืองเท่าไหร่ ในแดนก็ตึง ๆ บางคนเห็นด้วย บางคนไม่เห็นด้วย ผมเลยรู้สึกหนักใจ”

ก้องกล่าวต่อไปว่า “ผมคิดว่าอาจจะใช้เวลาปรับตัวนาน หรืออาจจะปรับตัวไม่ได้เลย มันไม่มีใครคุยเรื่องการเมืองด้วยได้ ไม่มีใครอัปเดตสถานการณ์ข้างนอกได้ ตอนอยู่ที่โน่นยังได้พูดคุยกับผู้ต้องขังคดีการเมือง ผมเลยไม่สบายใจที่จะอยู่ที่นี่ ไม่เห็นหนทางที่จะอยู่อย่างมีความสุขได้”  

สำหรับก้องความโดดเดี่ยวทางใจไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมกับความลำบากในการติดต่อกับโลกภายนอก “ครอบครัวก็บอกว่ามาหาลำบาก ติดต่อยากเพราะอยู่ไกลกว่าเดิม ต้องหาเวลามา ตีเยี่ยมเช้า บ่ายก็ต้องรีบออกไปรับหลานที่เป็นออทิสติกที่ดินแดง แล้วเขาขับรถมอเตอร์ไซค์  ผมก็รู้สึกว่ามันจะไม่ดีต่อสุขภาพเขา จากเมื่อก่อนที่บ้านมาเยี่ยมได้ 2 อาทิตย์ต่อครั้ง ก็เหลือเดือนละครั้งเพราะมาลำบาก เพื่อนก็เยี่ยมไม่ได้ เพราะเขาให้คนที่เป็นญาติจริง ๆ เท่านั้นเข้าเยี่ยม”

นอกจากนี้กฎระเบียบของเรือนจำที่เข้มงวดกลายเป็นกำแพงอีกชั้นที่กั้นก้องกับโลกภายนอก “จดหมายก็ส่งเข้าส่งออกได้ไม่ตลอด เพราะกฎเกณฑ์มันเยอะ เห็นว่าจะมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับไปรษณีย์ไทย เขาว่าจะมาเดือนนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ จะมาเมื่อไหร่”

สำหรับนักศึกษานิติศาสตร์ การขาดแคลนหนังสือและข้อมูลกฎหมายนั้น สร้างปัญหาให้เขาไม่น้อย “หนังสือมีแต่ยุค 2539-2550 เลย  มีหลุดเล่มใหม่ ๆ มาไม่กี่เล่ม ไม่มีหนังสือกฎหมายให้อ่าน จะส่งหนังสือจากข้างนอกเข้ามาก็ยาก ขั้นตอนการบริจาคหนังสือก็ยาก ถ้าบริจาคมาเฉย ๆ หนังสือก็จะกระจายไปแดนละเล่มสองเล่ม มีการอัปเดตหนังสือเดือนละครั้ง แต่ก็จะไม่รู้ว่าเขาอัปเดตอะไรมาบ้าง ผมก็เลยลำบากในการอ่านหนังสือทบทวน”

เมื่อพูดถึงวันเวลาที่ติดอยู่ข้างใน เสียงถอนหายใจยาวของเขาดังในอากาศ “ไม่รู้สิพี่ ผมพยายามเข้มแข็ง พยายามอดทน มันเหมือนสั่งตัวเองเรื่อย ๆ ว่าอย่าร้องไห้ จนถึงตอนที่มันอยากร้องจริง ๆ น้ำตามันไม่ไหล เราอยู่มา 1 ปี 6 เดือนแล้ว อาจจะหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องอภัยฯ แต่พอมันต้องขึ้นเป็นชั้นดีก่อน เราก็เสียใจเยอะ แตกสลายอยู่เหมือนกัน 

“ผมก็ท่องไว้ตลอดว่าอดทน ๆ ไม่รู้ว่าผมจะได้ออกตอนไหน บางคนก็บอกว่าก็อยู่ไปวัน ๆ มีความสุขไปวัน ๆ แต่ผมทำไม่ได้” ก้องระบาย

สำหรับก้องในตอนนี้ “สิ่งที่ผมต้องการที่สุดคือย้ายกลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถ้าโทษจะเด็ดขาด ผมก็อยากกลับไปอยู่ที่นั่น” ก้องพูดด้วยความหวัง เขาได้เขียนคำร้องขอย้ายเรือนจำยื่นไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บอกว่าจะรีบส่งให้ ไม่รู้ว่าถึงไหนแล้ว”

หลังฝากความยินดีถึงผู้ต้องขังทุกคนที่ได้อภัยโทษ และบอกว่าเขายังคงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ออก หรืออย่างน้อยก็ให้ได้ย้ายกลับไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก้องยอมรับว่าช่วงนี้แอบเศร้า เราจึงพูดคุยกันถึงการไม่ต้องแอบ เราสามารถเศร้าและร้องไห้ได้ ไม่ต้องคิดว่าจะต้องอดทนหรือเข็มแข็งจนเกินไป แค่เพียงได้ระบายออกมา ก้องรับปากว่าจะลองดู 

จากนั้นบทสนทนาดำเนินไปอีกพักใหญ่ ๆ จนใกล้จะหมดเวลาเยี่ยม ในที่สุดก้องก็ร้องไห้ออกมา หลังจากปาดน้ำตาเสร็จ เขาบอกว่ารู้สึกโล่งใจขึ้นนิดหนึ่ง

.

ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงก้อง และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง 

ศาลฎีกาพิพากษายืน คดี ม.112 ของ “ก้อง อุกฤษฏ์”  ในคดีแชร์ข้อความเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วง ร.10 จำคุก 2 ปี

ขัง ‘ก้อง อุกฤษฏ์’ ครบ 1 ปี กับการต่อสู้ของ ‘เพื่อนราม’ เพื่อให้ก้องต้องได้สอบ

.

X