เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2568 ที่เรือนจำกลางบางขวาง ทนายความเข้าเยี่ยม“อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน อดีตพ่อค้าเสื้อผ้ามือสอง ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 จากการพ่นสีสเปรย์ข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ บริเวณแยกดินแดง ระหว่างการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2564 หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2566 และไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างอุทธรณ์เรื่อยมา จนปัจจุบันผ่านมาเกือบ 2 ปี แล้ว ยังคงไม่มีนัดฟังคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ ทำให้เขาเสมือนถูกคุมขังไปก่อน และไม่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ที่ออกมา
เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จากสถานการณ์โยกย้ายผู้ต้องขัง อารีฟที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถูกย้ายมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง ท่ามกลางความวิตกกังวลที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งแวดล้อมในเรือนจำและผู้ต้องขังคดีอื่น ๆ ที่โทษสูงกว่าเรือนจำเดิม
การพบกันครั้งนี้ อารีฟเปิดเผยมุมมองใหม่เกี่ยวกับชีวิตข้างใน ตั้งแต่ความหวาดกลัวในวันแรกที่ย้ายมา จนถึงการค้นพบว่าคำว่า ‘อาชญากร’ อาจไม่ได้มีนิยามที่ชัดเจนเสมอไป อารีฟสะท้อนถึงความเท่าเทียมที่ได้พบเจอ และแม้กระทั่งความหวังที่ยังคงอยู่ในใจของผู้ต้องขังแต่ละคน ยิ่งได้ยินข่าวดีที่ “ป้าอัญชัญ” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ได้รับการปล่อยตัว อารีฟยิ่งไม่อาจปกปิดความดีใจ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยังต้องรอคอยความชัดเจนของคดีตัวเอง
____________________________
ผิวของอารีฟคล้ำขึ้นจากตอนที่อยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ท่าทีเขายังดูแข็งแรง การย้ายมายังเรือนจำกลางบางขวาง เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เขาได้ย้ายมาก่อน จากนั้น “ก้อง อุกฤษฏ์”กับ “บุ๊ค ธนายุทธ” (บุ๊คได้รับการปล่อยตัวหลังมี พ.ร.ฏ.อภัยโทษ พ.ศ. 2568) ก็ถูกนำตัวตามมาในภายหลัง ความรู้สึกแรกที่ได้เหยียบพื้นดินในแดนใหม่นี้คือความหวาดหวั่น
“ตอนแรกกังวลมากครับ พี่เข้าใจไหม” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสะท้อนถึงความทรงจำในวันนั้น “แต่ละคนโดนคดีฆ่า คดีแรง ๆ ทั้งนั้นเลย แดนผมมีแต่คนโทษสูง ๆ อย่างประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตทั้งนั้นเลย”
แต่เวลาที่ผ่านไปได้เปลี่ยนมุมมองของอารีฟอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อได้คุยกับผู้ต้องขังคนอื่น ๆ มากขึ้น เขาค้นพบว่าความเป็นจริงมิได้ขาวดำเสมอไป “บางคนก็ไม่ได้ชั่วร้ายขนาดนั้น อารมณ์ชั่ววูบบ้างไรบ้าง เขาก็บอกว่าเขาอยากได้โอกาส แต่สังคมไทยเป็นสังคมที่กดขี่ผู้กระทำผิดอยู่แล้ว” เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ อารีฟตอบกลับสะท้อนไปว่า “ผมก็บอกเขาว่าก็ต้องให้ใจผู้เสียชีวิตด้วยนะ ความผิดมันก็คือความผิดอะพี่”
ในโลกที่ปิดกั้นนี้ อารีฟได้พบอะไรที่หลากหลายบางเรื่องก็เป็นสิ่งไม่คาดคิด “คนที่ชั่วร้ายราวอาชญากรจริง ๆ มันก็มีนะ คือคุยด้วยแล้วรู้เลย แต่คนที่เป็นแพะแล้วโดนโทษสูง ๆ ก็มี คนแบบนั้นน่าสงสารมาก”
อารีฟอธิบายอีกว่า “พอมาอยู่ที่นี่ผมเข้าใจคนที่โทษสูง ๆ ขึ้นเยอะ ตอนเราอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เห็นคนนู้นคนนี้ปล่อยตัว ก็จะคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงตาเรา แต่ที่บางขวางนาน ๆ จะปล่อยที บางคนอยู่มา 20 ปี จนข้างนอกไม่เหลืออะไรสำหรับเขาแล้ว”
การเผชิญหน้ากับความเป็นจริงนี้อารีฟให้มุมมอง “ผมว่าคุกมันไม่น่ากลัวหรอก มันน่าเบื่อ น่าเบื่อจัดเลย” เขาหัวเราะออกมา “มันไม่มีอะไรทำ วัน ๆ ก็เตะตะกร้อ เล่นฟุตบอล เล่นกีต้าร์ไปเรื่อย ก็รู้สึกว่าได้พัฒนาตัวเองในเรื่องพวกนั้น เพราะว่างมาก คือเราก็พยายามทำตัวไม่ให้เครียดกับการติดคุก”
อารีฟกล่าวต่อไปอีกว่า “ที่นี่นะ เรื่องความเท่าเทียมกันคือสุดยอดเลย ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม พอมาอยู่บางขวางแล้ว ทุกคนเท่ากันหมด ไม่มีปัญหาเรื่องเงินสินบนเลย เจ้าหน้าที่ก็ไม่พูดแซะพูดแขวะ เราก็เลยนิ่งได้ คืออยู่นู่นก็มีทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ที่พูดไม่เข้าหูบ้าง”
ส่วนการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในเรือนจำที่ผู้ต้องขังการเมืองตั้งคำถามถึงระบบเก่า ๆ “พอพวกผมเข้ามาก็ร้องเรียนกันกระจุย ตอนนี้เริ่มมีการจัดการเครื่องสแกนนิ้วระบุตัวตนผู้ต้องขังเข้ามาละ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ตอนนี้มีของที่เรือนจำบางขวางร่วมกับไปรษณีย์ไทย กำลังทดลองใช้ 2 แดน แดนละ 20 คน”
ผู้ต้องขังหนุ่มวัย 22 ปี ระบายด้วยว่า “เขาให้นักโทษเก่า ๆ มาทดลองใช้ เขาก็ใช้ไม่เป็นเพราะไม่คุ้นกับระบบ ผมกำลังคุยกับเจ้าหน้าที่ให้คนที่คุ้นกับอีเมลมาก่อนอย่างผมได้ทดลองใช้แทน”
เมื่อถูกถามว่าอยากย้ายกลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือไม่ อารีฟตอบอย่างชั่งน้ำหนัก “ถ้าโทษผมเยอะ ๆ ผมก็อยากย้ายกลับแหละ แต่โทษผมเหลือไม่เยอะ อยู่บางขวางก็ใกล้บ้านแฟน แฟนพาลูกมาหาได้บ่อยกว่าที่พิเศษ ส่วนตัวผมอยากให้ก้องได้ย้ายกลับมากกว่า”
ความทรงจำที่ยังติดอยู่ในใจคือ คืนประกาศ พ.ร.ฏ.อภัยโทษ “ผู้ต้องขังก็ลุ้นกันมาตั้งแต่เจ้าหน้าที่บอกว่าคืนนี้จะมีข่าวให้รอฟัง ประมาณสามทุ่ม ก็มีประกาศอภัยโทษมา ทั้งเรือนจำก็เฮกันใหญ่ จนกระทั่งมาดูรายละเอียดกฤษฎีกาเห็นว่ามันเป็นลูกเล็ก ส่วนใหญ่เขาก็เฉาเลย”
ก่อนจากกันครั้งนี้เมื่อได้ยินว่าป้าอัญชัญได้รับอภัยโทษ อารีฟอุทานด้วยความดีใจ “หูว ขนลุกเลย” เขายกแขนให้ดู “ป้าติดอยู่นานมาก ฝากแสดงความยินดีกับป้าด้วยนะครับ ขอให้ป้ามีสุขภาพแข็งแรง มีชีวิตอยู่ไปนาน ๆ”
จนถึงปัจจุบัน ( 5 ก.ย. 2568) อารีฟถูกคุมขังมาแล้ว 708 วัน หรือ 1 ปี 11 เดือน 14 วัน โดยจะถูกคุมขังครบ 2 ปี ในวันที่ 28 ก.ย. 2568 คดีของอารีฟอยู่ระหว่างรอคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หลังยื่นอุทธรณ์ไปเมื่อเดือนมกราคม 2567 ผ่านไปเกือบ 2 ปี ศาลยังไม่มีนัดฟังคำพิพากษามาแต่อย่างใด
สามารถร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงอารีฟ ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ครบรอบ 1 ปี การคุมขัง “บุ๊ค – อารีฟ” ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว
