“เปลี่ยนทุกอย่างเลย จริง ๆ จะพูดว่าเหมือนติดคุกไปด้วยก็ได้ เพราะว่าตัวเราเองไม่สามารถไปไหนได้เลย ต้องทำงาน กลับมาอยู่บ้านกับลูก จะพาลูกไปไหนมันลำบาก ชีวิตนุ๊คเหมือนมันติดไปกับเขา เหมือนเวลาของหนูที่จะได้ใช้จริง ๆ โดนขังไปด้วยกับเขา”
เสียงเล่าของ “นุ๊ค” คนรักของ “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน ถึงอดีตพ่อค้าเสื้อผ้ามือสองวัย 22 ปี ผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 จากข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้พ่นสีสเปรย์ข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ บริเวณแยกดินแดง ระหว่างการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2564
อารีฟถูกคุมขังหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2566 และไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างอุทธรณ์เรื่อยมา และแม้เขาจะถูกคุมขังมาครบ 2 ปี แล้ว แต่ก็ยังคงไม่มีนัดฟังคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์จากศาล ทำให้คดีของเขายังไม่สิ้นสุดลง
เวลาสองปีที่ผ่าน นุ๊คให้ภาพถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากคู่รักหนุ่มสาวเคยร่วมอุดมการณ์ กลายเป็นครอบครัวที่ถูกแยกจากกันด้วยโทษทัณฑ์คดีการเมือง นุ๊คต้องแบกรับภาระทั้งหมดเพียงลำพัง ตั้งแต่การหาเลี้ยงชีพ การดูแลลูกน้อยวัย 3 ขวบ และเยียวยาจิตใจคนรักในระหว่างถูกคุมขัง
ผ่านมุมมองของนุ๊ค นี่คงเป็นเรื่องราวของความรัก ความเสียสละ การรอคอยที่ไม่รู้วันเวลากำหนดสิ้นสุด ผ่านประสบการณ์ของหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ว่าการต่อสู้ทางการเมืองนั้นไม่ได้มีเพียงผู้ที่ยืนอยู่ในแนวหน้าเท่านั้นที่ต้องจ่ายราคา แต่ยังรวมถึงครอบครัวและคนใกล้ชิดที่ต้องรับผลกระทบจากการสูญเสียอิสรภาพไปร่วมกัน
.
.
ม็อบทะลุฟ้า วันเกิดของความรัก
‘2564’ ปีที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยเสียงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ม็อบเดินทะลุฟ้ามาตั้งหลักปักฐานข้างทำเนียบรัฐบาล กลายเป็นจุดรวมของคนหนุ่มสาวที่มีความไม่พอใจต่อการบริหารประเทศและต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง นุ๊ค หญิงสาววัย 22 ปี ที่ทำงานในร้านเครื่องเขียนได้เพียงปีเดียว ก็เป็นหนึ่งในคนที่ออกมาร่วมชุมนุมด้วยความรู้สึกไม่พอใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
การออกมาชุมนุมเกิดจากประสบการณ์ตรงที่เธอต้องเผชิญในชีวิตจริง “ตอนนั้นเป็นช่วงโควิดด้วยค่ะ รู้สึกว่ารัฐบาลเขาจัดการได้ไม่ดี เพราะว่าก่อนหน้าที่จะมาทำที่ร้านเครื่องเขียนก็ทำอีกร้านนึงอยู่แล้ว เหมือนว่าปิดไปเสร็จปุ๊บ ให้พนักงานหยุดโดยที่ไม่มีอะไรชดเชย”
การที่ต้องตกงานเพราะการจัดการโควิดที่ไม่มีประสิทธิภาพ การที่คนธรรมดาอย่างเธอต้องแบกรับผลกระทบโดยไม่มีการชดเชยหรือการดูแลใดๆ ทำให้เธอรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องปกติ
ในวันเดียวกันที่นุ๊คเดินทางมาร่วมชุมนุมที่ม็อบทะลุฟ้า เธอได้พบกับอารีฟ หนุ่มวัย 20 ปี ที่กำลังอยู่ในพื้นที่ชุมนุมเช่นกัน ในสายตานุ๊ค อารีฟเป็นคนที่มีอุดมการณ์หนักแน่น
“ตอนนั้นส่วนใหญ่จะคุยเรื่องม็อบ เรื่องการชุมนุม รู้สึกว่าเขาอุดมการณ์เขาหนักแน่นดี แล้วคุยเล่นเรื่องทั่วไป ได้คุยแล้วมันคลิกกัน ก็เลยคุยต่อ”
เหตุผลที่อารีฟออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองก็มีความคล้ายคลึงกับนุ๊ค ชีวิตของเขาเองก็ถูกกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงโควิด “เหมือนว่าตอนนั้นทางบ้านก็แย่เหมือนกัน แล้วตัวอารีฟขายเสื้อไม่ได้ ทุกอย่างแย่ ก็กลายเป็นหนี้ เกิดเป็นหนี้สินขึ้นมา”
อารีฟเติบโตมาในครอบครัวที่มีความหลากหลายทางศาสนา พ่อเป็นมุสลิม แต่แม่เป็นพุทธ และเขาเลือกที่จะไปตามแม่ ก่อนที่จะเข้ามาสู่แวดวงการเคลื่อนไหวทางการเมือง อารีฟประกอบอาชีพขายเสื้อผ้ามือสอง “เขาเล่าให้ฟังว่าเขาขายเสื้อผ้ามือสอง แล้วมันแย่ ขายไม่ได้ เขาก็เลยออกไปชุมนุม ไปชุมนุมเป็นหลักเลยช่วงนั้น”
หลังจากการรู้จักกันช่วงแรกที่เต็มไปด้วยการสนทนาเรื่องการเมืองและอุดมการณ์ นุ๊คและอารีฟได้กลับมาพบกันอีกหลายครั้งในบริเวณการชุมนุมของกลุ่มทะลุฟ้า
แล้ววันที่ 28 ก.ย. 2564 ก็มาถึง วันที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของทั้งคู่ เป็นวันที่ตำรวจเข้าปราบปรามและจับกุมผู้ชุมนุมที่ม็อบทะลุฟ้าอย่างหนัก ทั้งนุ๊คและอารีฟถูกจับกุมไปพร้อมกันและถูกส่งตัวไปยัง ตชด. ภาค 1 การถูกจับกุมและต้องคุมขังร่วมกันในสถานที่เดียวกันกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“หลังจากที่โดนจับ แล้วติดต่อกันคุยกันมาตลอด” ประสบการณ์การถูกคุมขังที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความกดดันทำให้ทั้งคู่ได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
นับแต่วันนั้นไม่แน่ใจว่าเริ่มอยู่ด้วยกันตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็คบหาเป็นแฟนแล้ว สำหรับนุ๊คจึงนับวันครบรอบเป็นวันที่ 28 กันยายนแทน อาจเพราะความรักไม่ได้เกิดขึ้นจากช่วงเวลาโรแมนติกหรือการเดทแบบธรรมดา แต่เกิดจากการร่วมผ่านประสบการณ์ที่ยากลำบากและมีความหมายทางการเมือง
.
.
“อุ่นไอของเปลวไฟ” ระหว่างการเคลื่อนไหวและการเลี้ยงลูก
หลังความสัมพันธ์ของนุ๊คและอารีฟเริ่มมั่นคงขึ้น ชีวิตของทั้งคู่ค่อย ๆ ปรับตัวเข้าสู่รูปแบบของคู่รักธรรมดาที่พยายามสร้างอนาคตร่วมกัน แต่ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็นส่วนสำคัญของชีวิต ช่วงเวลาที่อารีฟยังไม่ต้องเข้าเรือนจำ เป็นช่วงเวลาที่เขาได้แสดงความเป็นคนรักที่อ่อนโยนโดยเฉพาะเรื่องดนตรี
ในสายตาของนุ๊ค อารีฟเป็นคนที่หลงใหลในเพลงโฟล์คและดนตรีอินดี้ “ส่วนใหญ่จะชอบเล่นเพลงโฟล์ค เป็นวงดนตรีที่เหมือนเขาเรียกว่าอะไร ใต้ดินอินดี้ ประมาณนี้” เขาฟังและเล่นเพลงของวงต่าง ๆ อย่างคณะขวัญใจ, สุขเสมอ หรือไววิทย์
ในบรรดาเพลงที่อารีฟเล่นให้นุ๊คฟัง มีเพลงหนึ่งที่มีความหมายและกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับชื่อของลูก นั่นคือเพลง ‘อุ่นไอของเปลวไฟ’ จากศิลปิน Fah Sansin
“อารีฟร้องให้หนูฟัง เออ มันเพราะจริง ๆ ความหมายก็ดีด้วย แล้วเหมือนตอนท้อง อารีฟก็ดีดให้ฟังตลอด ดีดกีตาร์ร้องเพลงนี้ฟัง ก็เลยตั้งชื่อเป็นไออุ่น”
เพลงนี้ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักระหว่างคนรักเพียงอย่างเดียว แต่สามารถตีความได้หลายมิติและมีความลึกซึ้ง “ฟังแล้วมันอบอุ่นมากเลยพี่ จริง ๆ ความหมายมันไม่จำเป็นต้องส่งให้คนรัก เป็นความรู้สึกของแม่ที่มีให้ลูกก็ได้
“ท่อนที่ประทับใจที่สุดคือ ไม่รู้ว่าใครเขามองเธออย่างไร แต่เธอคือความสวยงามที่สุดของฉัน ที่มันแบบฟังแล้วมันอบอุ่น แต่จริง ๆ ถ้าตีความตามมุมมองของไออุ่น ก็คือไม่ว่าอุ่นจะโตมาแบบไหน อุ่นก็จะยังสวยงามสำหรับพ่อกับแม่”
ย้อนไปเมื่อนุ๊คตั้งครรภ์ ช่วงเวลาที่ทั้งคู่ต้องปรับตัวเข้าสู่บทบาทใหม่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน การที่จะเป็นพ่อแม่ในวัย 20 ต้น ๆ ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยความเสี่ยงนั้น ทำให้พวกเขาต้องคิดถึงอนาคตอย่างจริงจังมากขึ้น
วันที่ 2 มิ.ย. 2565 เป็นวันเกิดของลูก ในช่วงนั้นนุ๊คยังคงทำงานที่ร้านเครื่องเขียนอยู่ ส่วนอารีฟทำงานอยู่โรงปูน หลังจากที่อุ่นเกิดมา ทั้งครอบครัวย้ายมาอยู่บ้านของนุ๊คที่นนทบุรี ที่ต่อมาเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มีค่าที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตเป็นครอบครัวแบบพ่อแม่ลูกอย่างสมบูรณ์
ในส่วนอารีฟแม้จะมีลูกและความรับผิดชอบในครอบครัวแล้ว เขายังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไป ขณะที่นุ๊คก็เข้าใจต่อการตัดสินใจนี้ ห้วงนั้นเธอไม่มองว่าการเลี้ยงดูลูกกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน เมื่อตัดสินใจเป็นหลักในการดูแลลูก
“ถ้าไม่มีลูก นุ๊คก็คงจะทำแบบเขา แต่พอมีลูกมา นุ๊คต้องหยุด แต่นุ๊คจะไปห้ามเขาหยุดก็ไม่ได้ไง เพราะเหมือนเขาไปเดินแทนนุ๊คแทน”
ในช่วงที่ยังมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง อารีฟมักจะอยู่ในแนวหน้าของการชุมนุมและการเผชิญหน้า “ส่วนใหญ่จะเป็นเขาที่อยู่แนวหน้า แล้วเขาไม่เคยให้นุ๊คไปอยู่ตรงนั้น นุ๊คอยากจะไปช่วยตรงนั้น แต่เขาจะไม่ให้อยู่ จะเป็นเขาที่ไปตลอด”
คนรักยังอธิบายถึงบทบาทของอารีฟในการชุมนุมไม่ได้เป็นการไปต่อสู้หรือปะทะในแง่ของความรุนแรง แต่เป็นการไปช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ชุมนุมคนอื่น เช่น วิ่งเก็บแก๊สน้ำตา “อารีฟไม่เคยไปท้าทายหรืออะไรเลย คือจะไปคอยดูสถานการณ์ตรงนั้นมากกว่า”
สำหรับนุ๊คการได้เห็นอารีฟเคลื่อนไหวทางการเมืองทำให้เธอรู้สึกสนับสนุนและเป็นห่วงไปในเวลาเดียวกันทั้งมีช่วงเวลาที่เป็นห่วงอย่างมาก “โดยเฉพาะการปะทะกับตำรวจ ตอนที่มีสถานการณ์ที่ดินแดง อารีฟโดนตำรวจทำร้ายร่างกาย โดนลากเข้าไป เพราะว่าพอเคยไปเยี่ยมเขาที่ สน. แล้วเลือดเต็มเสื้อเลย อันนั้นคือเป็นห่วง”
พ้นไปจากนั้นพวกเขายังคงมีความฝันร่วมกันเรื่องอนาคตของลูก อยากให้ลูกเติบโตในระบอบประชาธิปไตย เป็นความฝันที่อารีฟเคยพูดถึง และนุ๊คก็มีความรู้สึกเดียวกันอย่างสิ้นเชิง
“ก็พูดเหมือนกันเลย ตอนท้องแล้ว เหมือนตอนนั้นอารีฟยังเคลื่อนไหวอยู่ก็พูดแบบนั้น ว่าอยากให้สังคมดีกว่านี้ ก็เลยพูดกันนี่แหละว่าถ้าสังคมดีกว่านี้ การจัดการดีกว่านี้ อุ่นน่าจะโตมาได้ดีกว่าพวกหนู”
แม้จะมีช่วงเวลาแห่งความสุขและความหวัง แต่เมื่อเงาของคดีความก็เริ่มใกล้เข้ามาและส่งผลต่อจิตใจของทั้งคู่มากขึ้น “ถ้ามีคดีมาแล้วก็ต้องสู้ เพราะทำอะไรไม่ได้ เราต้องยอมรับคำตัดสินของศาลไป” เธออธิบายว่า “พอเริ่มมีลูก นุ๊คคิดถึงเรื่องพวกนี้ละเอียดขึ้น หมายถึงว่าเวลาศาลนัดไปตัดสินแต่ละคดี เราวิตกกังวลอยู่เหมือนกัน”
อย่างไรก็ตามทัศนคติของนุ๊คต่อการเคลื่อนไหวของอารีฟยังคงเดิม หนูไม่เคยห้ามเขา เพราะเหมือนเขาไปเดินแทนนุ๊คแทน”
.
วันที่ทุกอย่างพังจริง ๆ
ความหวังสุดท้ายในวันนั้นแตกสลายลงอย่างช้า ๆ นุ๊คยังจำได้ดีถึงคำพูดของอารีฟก่อนที่จะเข้าห้องพิจารณา “ตอนแรกอารีฟบอกว่าคงไม่ติดคุกหรอก ตัดสินมาเดี๋ยวก็ประกันได้ ก็ทำใจรออยู่เหมือนกัน”
จนเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2566 ศาลอ่านคำพิพากษาตัดสินให้ จำคุก 3 ปี ความรู้สึกของนุ๊คเป็นเหมือนได้ยินเสียงของผู้พิพากษาดังก้องไปทั่วห้องพิจารณา และในขณะที่เธออุ้มลูกไว้ก็รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน ตอนนั้นอุ่นอายุได้ประมาณ 1 ขวบ กำลังเป็นวัยที่เริ่มรู้จักพ่อแม่ เริ่มรู้จักคำว่า ‘ป๊า’ และ ‘แม่’ แต่กลับต้องมาเผชิญกับความจริงที่ว่าเขาจะไม่ได้เห็นหน้าพ่อเป็นเวลานานมาก
“ตกใจ แต่ตอนแรกอารีฟบอกว่าคงไม่หรอก ตัดสินมาเดี๋ยวก็ประกันได้” ความหวังครั้งสุดท้ายยังคงมีอยู่ในใจทั้งคู่ นุ๊คและอารีฟยังคิดว่าแม้จะต้องรับโทษจำคุก แต่อย่างน้อยก็จะได้ประกันตัวออกมาไปรอคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือฎีกาที่บ้าน
สามวันแรกหลังคำพิพากษา นุ๊คยังไม่ทันรู้เลยว่าชีวิตเธอจะเปลี่ยนไปแค่ไหน “แล้วอยู่ด้วยความหวังประมาณ รู้สึกจะประมาณ 3 วัน ก็คือทักหาพี่ทนายตลอด จนมีคำสั่งว่าไม่ให้ประกัน ก็รู้สึกแย่ไปหลายวันอยู่เหมือนกัน” เธอยังคงติดต่อทนายอย่างต่อเนื่อง หวังว่าจะมีข่าวดี หวังว่าจะมีทางออก แต่เมื่อได้ข่าวว่าศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวหลายครั้ง ทุกอย่างก็เริ่มชัดเจนขึ้น อารีฟคงจะต้องติดคุกจริง ๆ เป็นเวลาสามปีเต็ม และชีวิตของครอบครัวที่เพิ่งสร้างขึ้นมาได้แค่ปีเดียวก็แทบพังทลายในพริบตา
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สุดคือการกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในชั่วข้ามคืนโดยไม่ได้เตรียมตัว ปัญหาเร่งด่วนแรกที่เธอต้องเผชิญคือการหาคนดูแลอุ่น ในขณะที่เธอออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพ แม่ของนุ๊คป่วยเป็นอัมพาตครึ่งซีก สภาพร่างกายของแม่ที่ไม่แข็งแรง ทำให้การดูแลหลานวัยหนึ่งขวบเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย
“พอรับรู้ว่าอารีฟต้องเข้าเรือนจำยาว ก็พอรับรู้ได้ว่าทุกอย่างมันเหมือนพังจริง ๆ” ย้อนไปช่วงเวลาแรก ๆ หลังจากที่อารีฟเข้าเรือนจำ นุ๊คอธิบายว่าเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต ความสุขธรรมดาที่เพิ่งจะได้สัมผัส ทั้งหมดนั้นพังทลายลงในวันเดียว
“กลับมาบ้านร้องไห้ทุกคืนเลย ช่วงนั้นมันเหนื่อยไปหมด ไปเยี่ยมจะร้องไห้กับอารีฟก็ไม่ได้ เข้าใจว่าอารีฟก็เครียด แล้วสุขภาพจิตของเขาก็ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้วช่วงนั้น”
.
.
เวลาในชีวิตที่โดนขังไปกับอารีฟด้วย
สองปีผ่านไปแล้วนับตั้งแต่วันที่อารีฟตกเป็นผู้ต้องขังทางการเมือง ชีวิตของนุ๊คกลายเป็นวงจรที่ซ้ำ ๆ
เธอตื่นทุกเช้าในเวลา 6.00 น. เตรียมตัวลูกให้เรียบร้อยก่อนขี่มอเตอร์ไซค์พาไปส่งโรงเรียนที่ห่างจากบ้านประมาณ 3-4 กิโลเมตร เมื่อส่งลูกเสร็จประมาณ 7.30 น. เธอจะรีบกลับมาเตรียมตัวไปทำงานที่ร้านเครื่องเขียน เข้างานเวลา 10.30 น. และเลิกงานเวลา 20.30 น.
กิจวัตรประจำวันนี้ดำเนินไปอย่างเหมือนเดิมทุกวัน ยกเว้นวันพุธที่เธอจะได้หยุดงานเพื่อไปเยี่ยมอารีฟ ที่เรือนจำบางขวาง โดยต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปกลับระยะทาง 15 กิโลเมตรคนเดียว “ทุกพุธเลยค่ะ จริง ๆ ตั้งแต่มาบางขวางไปทุกพุธเลย”
ในวันธรรมดาหลังเลิกงาน นุ๊คจะรีบกลับมารับไออุ่นที่บ้าน หรือถ้าไม่มีเวลา เธอจะใช้เวลาพักเบรกในระหว่างทำงานวิ่งไปรับลูกแทน
ชีวิตของเธอหมุนรอบสามสิ่งหลัก คือการทำงาน การเลี้ยงดูลูก และการไปเยี่ยมอารีฟ จนเธอรู้สึกว่า “เปลี่ยนทุกอย่างเลย จริง ๆ จะพูดว่าเหมือนติดคุกไปด้วยก็ได้ ตัวเราเองไม่สามารถไปไหนได้เลย เพราะว่าต้องทำงาน กลับมาอยู่บ้านกับลูก จะพาลูกไปไหนมันลำบาก ชีวิตนุ๊คเหมือนมันติดไปกับเขา เหมือนเวลาของหนูที่จะได้ใช้จริง ๆ โดนขังไปด้วยกับเขา”
ในช่วงแรกที่อุ่นยังเล็ก เธอต้องฝากลูกไว้กับแม่ที่ป่วยเป็นอัมพาตครึ่งซีก โดยให้อุ่นอยู่ในห้องของยายเพราะถ้าออกมาข้างนอกยายจะดูแลได้ลำบาก นุ๊คจึงต้องคอยเฝ้าดูผ่านกล้องวงจรปิดตลอดเวลาทำงาน กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกหรือกับแม่ของเธอ
สถานการณ์กลายเป็นยากลำบากยิ่งขึ้น เมื่อไม่นานมานี้แม่ของนุ๊คล้มจนแขนไหล่ข้างที่ไม่ดีอยู่แล้วร้าว ทำให้ขยับแขนไม่ได้ และเธอต้องรีบลางานมาดูแล เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้นุ๊ครู้สึกถึงภาระหน้าที่ที่หนักหน่วงของการต้องจัดการทุกอย่างคนเดียว “แล้วหาเงินคนเดียว ไหนจะที่บ้าน ไหนจะอุ่น มันยากไปหมด”
สำหรับนุ๊คความโชคดีอย่างหนึ่ง คือตอนนี้อุ่นอายุได้ 3 ขวบ 3 เดือนแล้ว สามารถเข้าเรียนชั้นเตรียมอนุบาลได้ ทำให้การจัดการชีวิตง่ายขึ้นบ้าง แต่นุ๊คก็ยังต้องไปส่งและไปรับลูกทุกวัน พร้อมทั้งจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้วยตนเอง รายได้จากการทำงานที่ร้านเครื่องเขียนไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ขณะที่สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำบางขวางของอารีฟดีขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่อยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อพวกเขาไปเยี่ยมกัน บทสนทนาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวัน
“ส่วนใหญ่จะอัปเดตกันว่าอาทิตย์นี้ทำอะไร ของอารีฟจะเน้นเรื่องกินมากกว่าว่าเมื่อวานซื้ออะไรกิน สั่งอะไรกินประมาณนี้” อารีฟจะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรือนจำ ส่วนนุ๊คจะเล่าให้ฟังเรื่องการเติบโตของอุ่นและเรื่องการทำงาน
การเติบโตของลูกเป็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกทั้งความสุขและความเศร้าในเวลาเดียวกัน สุขใจเพราะลูกเริ่มพูดได้ เดินได้ เข้าใจโลกรอบตัวมากขึ้น แต่เศร้าใจเพราะอารีฟไม่ได้อยู่ใกล้ชิดให้เห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญเหล่านี้
“อารีฟไม่มีโอกาสได้อยู่กับลูกเลย เพราะตอนเขายังอยู่ข้างนอกอุ่นก็ยังเดินไม่ได้ ตอนนั้นยังคลานอยู่เลย แต่ยืนได้แล้ว เหมือนอารีฟแบบยังไม่เห็นเลยว่าลูกเดินยังไง ลูกชอบกินอะไร ไม่ชอบกินอะไร อารีฟไม่รู้เลย”
ช่วงหลัง ๆ อุ่นเริ่มสงสัยและถามคำถามเรื่องพ่อ “ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยถาม แต่ถ้าเห็นภาพในโทรศัพท์ลูกจะถามพูดคำถามว่า ‘แม่นี่ใครป๊าเหรอ แม่ป๊าไปไหน แม่ไปหาป๊าเหรอ” เมื่อไม่นานมานี้ เมื่อนุ๊คพาอุ่นไปเยี่ยมแบบใกล้ชิดที่บางขวาง เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เธอประหลาดใจและเศร้าใจ
“พออารีฟเดินเข้าไป อุ่นจะวิ่งตาม แล้วบอกไม่ได้นะ ป๊าจะกลับบ้านแล้ว เขาก็จะถามว่าแม่ ป๊าไปไหน ทำไมป๊าไม่กลับบ้าน ทำไมป๊าไม่กลับบ้านด้วยกัน”
นุ๊คพยายามตอบคำถามของลูกโดยไม่ต้องอธิบายความจริงที่ซับซ้อนและเจ็บปวดเกินกว่าวัยของเขาจะเข้าใจ “หนูก็พยายามพูด ไม่อยากพูดอะไรขนาดนั้น นี่ไงบ้านป๊า ป๊าก็กลับบ้านแล้ว ป๊าต้องกลับบ้านป๊า ป๊าง่วงแล้วป๊าจะไปนอน จะพูดพยายามเลี่ยงไป”
ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างกลายเป็นเสาหลักสำคัญที่ค้ำจุนให้นุ๊คสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ เพื่อนร่วมงานเข้าใจสถานการณ์ของเธอและให้ความช่วยเหลือ
ส่วนฝั่งครอบครัวอารีฟ แม้จะไม่ได้พบเจอกันบ่อยนัก แต่พวกเขายังคงให้กำลังใจและชื่นชมในความพยายามของเธอ “แม่ของอารีฟจะชมตลอดว่าหนูเก่งแล้วนะ หนูเก่งมากเลย แม่ยังเก่งไม่ได้เท่าหนูเลย ตอนอารีฟอายุเท่าอุ่นอย่างนี้” อย่างไรก็ตาม นุ๊คยังไม่รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีพอ “คือถ้าหนูเก่งจริง ๆ อุ่นก็ต้องมีชีวิตที่ดีกว่านี้”
ขณะนี้ความหวังของทั้งนุ๊คและอารีฟอยู่ที่กระบวนการอุทธรณ์คำพิพากษา ที่รอมากว่าสองปี ก็ยังไม่มีวันนัดมาถึงเสียที หากมีคำพิพากษาแล้ว คดีจะได้ถึงที่สุด และอาจได้ออกมาก่อนจะถึงระยะเวลาสามปี
ขณะเดียวกัน หลังจากผ่านวันเวลาสองปีเต็ม นุ๊ครู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง “รู้สึกค่ะ เหมือนหนูใช้ชีวิตมาเยอะกว่าปกติ”
เธอรู้สึกว่าตัวเองต้องโตเร็วเกินวัย ไม่ใช่เพราะจำนวนปีที่ผ่านไป แต่เพราะประสบการณ์ที่หนักหนาท้าทายที่ต้องเผชิญ แต่ในใจลึก ๆ ยังคงยืนยันจุดยืนเดิมเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง “ก็เหมือนเดิม คือเข้าใจเขาทุกอย่างแล้ว ตัวเองถ้าไม่ติดมีลูก ก็คงยังเคลื่อนไหวอยู่” หากอารีฟออกจากเรือนจำแล้วยังคงต้องการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไป นุ๊คก็พร้อมที่จะสนับสนุนเขา
เมื่อถามถึงอนาคต เธอยังคงหวังว่าอารีฟจะได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เขารักและใฝ่ฝัน “ให้เขาตัดสินใจอีกที เพราะตัวเขาจริง ๆ ชอบขายของ ชอบขายเสื้อ แต่ในอีกด้านเขาอยากเป็นนักดนตรีมาก”
สำหรับคำแนะนำที่เธออยากจะมอบให้กับครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมืองคนอื่น ๆ นุ๊คเปิดเผยสิ่งสำคัญที่เธอเรียนรู้และอยากแบ่งปันคือ “อดทนหน่อย คืออย่างน้อย ๆ มันต้องมี ต้องมีวันของเราจริง ๆ พยายามให้กำลังใจคนข้างในดีกว่า ก็รู้ว่าข้างนอกเราก็แย่ แต่สภาพจิตใจคนข้างในก็สำคัญอยู่”
แม้ว่าชีวิตของนุ๊คจะติดอยู่ในช่วงเวลาแห่งการ ‘วนลูป’ และ ‘เวลาโดนขังไปกับอารีฟด้วย’ แต่สำหรับเธอเป็นการรอคอยที่เต็มไปด้วยความหมาย ท่ามกลางฝันที่ว่าสักวันหนึ่งครอบครัวเล็ก ๆ นี้จะได้กลับมาอยู่รวมกันอีกครั้งภายใต้ร่มเงาแห่งเสรีภาพที่แท้จริง
“ก็รออุทธรณ์ตกมาว่าโทษจะลดลงบ้าง ก็อยู่ความหวังจริง ๆ จะบอกว่าไม่หวังเลย มันก็ไม่ได้หรอก”
.
สามารถร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงอารีฟ ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ครบรอบ 1 ปี การคุมขัง “บุ๊ค – อารีฟ” ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว
.



