“ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้”
บทบัญญัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ตามความในมาตรา 29 วรรค 2 และ วรรค 3 ที่ได้รับรองสิทธิไว้ให้กับประชาชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
และบทบัญญัติดังกล่าว ยังเป็นข้อกฎหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในทุกคำร้องขอประกันตัวที่ศาลยกคำร้องจำนวนรวม 49 ฉบับ ของ “แดง ชินจัง” หรือ ยงยุทธ (สงวนนามสกุล) อดีตคนเสื้อแดง และจำเลยในคดีเกี่ยวเนื่องกับวัตถุระเบิดฯ จากการชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2557 จำนวน 5 คดี (รวมจำนวนการยื่นขอในทุกคดี แยกเป็นการยื่นขอประกันตัวในศาลชั้นต้นรวม 38 ฉบับ และยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวรวม 11 ฉบับ)
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2567 ศาลอาญามีคำสั่งรับฟ้องในทุกคดีของยงยุทธ ในข้อหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิด ในช่วงการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ในวันที่ 8 ก.พ. , 10 มี.ค., 26 มี.ค., 10 เม.ย. และวันที่ 11 พ.ค. ปี 2557 ก่อนมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดี โดยระบุว่า พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยเป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ประกันตัว เกรงจะหลบหนี
หลังจากนั้นแม้มีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว แต่ศาลอุทธรณ์ก็มีคำสั่งในครั้งแรกในแต่ละคดีว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำที่จำเลยถูกฟ้องมีลักษณะอุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว”
การยื่นประกันตัวในครั้งถัด ๆ มา แม้พยายามระบุเรื่องพยานหลักฐานในคดีที่ถูกกล่าวหามาจากการที่จำเลยถูกซ้อมทรมาน แต่ก็ไม่ทำให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งอีก ทำให้ยงยุทธถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มากว่า 1 ปี 1 เดือนเศษ
.
แม้ศาลพิพากษายกฟ้อง แต่เป็นเหตุผลที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
ก่อนอื่นต้องทบทวนก่อนว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้ง 5 คดี ที่ศาลอาญามีคำสั่งรับฟ้องไว้ เป็นไปในลักษณะเดียวกันทั้งหมด มีเพียงบันทึกซักถามของจำเลยฉบับวันที่ 30 ก.ค. 2557 เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ซึ่งถูกจัดทำขึ้นจากการที่จำเลยถูกขู่เข็ญจากทหารขณะที่ควบคุมตัวไว้ที่มณฑลทหารบกที่ 11 อันเป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1
ในรอบปีที่ผ่านมา ยงยุทธต้องไล่ต่อสู้คดีความทั้งห้าที่เขาถูกฟ้อง โดยมีการสืบพยานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในช่วงกลางปี 2568 จนเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2568 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องในคดีแรก จากเหตุวันที่ 10 เม.ย. 2557 โดยวินิจฉัยในใจความสำคัญว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง
แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวในคดีแรก ก็ไม่อาจเป็นเหตุให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งในเรื่องการประกันตัวในอีก 4 คดีที่เหลืออยู่ โดยในวันถัดมา (22 ส.ค.) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุคำสั่ง ‘พิเคราะห์แล้ว ศาลนี้และศาลอุทธรณ์เคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยระบุเหตุผลไว้ชัดแจ้งกรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม’
อย่างไรก็ตาม ในคดีที่เหลืออยู่อีก 4 คดี ศาลก็ได้ทยอยมีคำพิพากษาในระหว่างเดือน ส.ค. – ต.ค. 2568 ระบุคำวินิจฉัยไปในทำนองเดียวกันว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานในเหตุการณ์ที่เห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องอย่างไร ตลอดจนชุดพยานหลักฐานที่โจทก์ใช้อ้างในศาล ก็รับฟังได้ว่าจำเลยให้การโดยไม่สมัครใจระหว่างที่ถูกควบคุมตัวโดยทหาร
แม้จะมีการพิพากษายกฟ้องและคำวินิจฉัยไปในทิศทางเดียวกันในทุกคดี ยงยุทธก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีจากภายนอก แม้มีความพยายามยื่นประกันตัวภายหลังมีคำพิพากษายกฟ้องในแต่ละคดี โดยคำสั่งระบุเหตุผลว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
เขาถูกคุมขังอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 28 ต.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาในสองคดีสุดท้าย ศาลได้พิพากษายกฟ้องทั้งหมด ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงค่ำของวันนั้น
.
สิทธิการต่อสู้คดีข้างนอกที่จำเลยไม่เคยได้รับ
กล่าวโดยสรุปเกี่ยวกับคดีของยงยุทธ จำเลยไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดีแม้แต่ครั้งเดียว แต่หากมองย้อนกลับไปนี่คือการสูญเสียเสรีภาพและโอกาสของจำเลยในการออกมาต่อสู้คดีหรือไม่
ในทางหลักการ มาตรการของศาลในการขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาคดี มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อควบคุมไม่ได้ผู้กระทำความผิดหลบหนี ไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน ก่อเหตุอันตรายอื่น อาจเกิดอุปสรรคหรือความเสียหายต่อการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีของศาล ทั้งหมดนี้เป็นเหตุจำกัดเสรีภาพที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 108 วรรค 1 เท่านั้น
เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติข้างต้น จำเลยในคดีนี้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาและได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวนเรื่อยมา ไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี จำเลยยังแสดงเจตนารมณ์ในการยืนยันต่อสู้คดีถึงที่สุด แม้จะไม่ได้รับการประกันตัวให้ออกมาต่อสู้คดีข้างนอกก็ตาม รวมทั้งก่อนหน้านี้เขาก็เคยถูกกล่าวหาและคุมขังในคดีอื่น ๆ ในช่วง คสช. แต่ก็ต่อสู้คดีจนสิ้นสุดเรื่อยมา โดยไม่ได้หลบหนี
นอกจากนี้ ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยเรื่องการปล่อยชั่วคราวและวิธีการเรียกประกันในคดีอาญา
พ.ศ. 2565 ได้ออกข้อกำหนดเรื่องการกำกับดูแลและการเรียกประกัน ในข้อ 8 ว่า แม้มีเหตุตามกฎหมายที่จะออกหมายขัง แต่หากศาลเห็นว่าการกำกับดูแลสามารถช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้นั้นจะหลบหนีหรือก่อภัยอันตราย หรือสร้างความเสียหายในระหว่างการประกันตัว ก็ให้มีคำสั่งปล่อยชั่วคราวได้
จากข้อกำหนดดังกล่าวข้างต้น เมื่อพิจารณาในข้อเท็จจริงของคดีนี้ พบว่าศาลก็ไม่ได้พิจารณาคุ้มครองสิทธิในการได้รับประกันตัวเพื่อออกมาสู้คดีของจำเลยตามบทบัญญัติของกฎหมายอย่างชัดเจนมากนัก แม้จำเลยจะยินยอมขอให้ติดกำไล EM และตั้งผู้กำกับดูแลในคำร้องขอประกันตัวทุกฉบับ โดยแม้ศาลจะทยอยยกฟ้องในแต่ละคดี แต่ก็ยังไม่เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคำสั่งในการประกันตัวอีกด้วย
จากกรณีของยงยุทธ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่มาตรฐานการพิจารณาคำสั่งให้ประกันตัวของศาลว่า จำเลยในคดีที่เกี่ยวข้องกับ ‘ความมั่นคง’ หรือเพียงแต่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหาที่มี “ความร้ายแรง” แม้พยานหลักฐานจะเป็นอย่างไรก็ตาม จะต้องถูกคุมขังจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีความผิดหรือไม่
แต่ในทางปฏิบัติ การให้หรือไม่ให้ประกันตัวกลับขึ้นอยู่กับ “ดุยพินิจของศาล” ในการพิจารณาตีความกฎหมาย หากการใช้ดุลยพินิจกว้างขวางและไม่มีขอบเขต ก็ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานได้โดยง่าย โดยเฉพาะเมื่อดุลยพินิจนั้นถูกใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหา ดังนี้ผู้ใช้ดุลยพินิจจะต้องมีความระมัดระวังและคำนึงถึงหลัก “สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” อยู่เสมอ
กรณีของ “แดง ชินจัง” นี้ คือภาพสะท้อนของการใช้ดุลยพินิจเช่นนี้ ศาลมักให้เหตุผลสั้น ๆ ว่า “พฤติการณ์ร้ายแรง” หรือ “เกรงว่าจะหลบหนี” โดยไม่จำเป็นต้องแสดงข้อเท็จจริงหรือหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีความเสี่ยงดังกล่าวจริงหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงประวัติหรือพฤติกรรมผู้ถูกกล่าวหา แม้เขาจะไม่เคยหลบหนีและยินยอมให้ใช้มาตรการอื่น ๆ เช่น ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ EM หรือการตั้งผู้กำกับดูแล เพื่อให้ได้ประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีก็ตาม
.
จากการติดตามข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปี 2568 ยังคงมีผู้ต้องขังคดีการเมือง จำนวนอย่างน้อย 55 คน และเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 32 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 17 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
