เมื่อช่วงสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัวผู้ต้องขัง 5 ราย ได้แก่ อานนท์ นำภา หลังทนายความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดีมาตรา 112 จำนวน 6 คดี และยกคำร้องประกันตัว “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ และ “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง สองผู้ต้องขังในคดีขัดขวางขบวนเสด็จ ตามมาตรา 110 รวมทั้ง “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 แม้ทั้งหมดยืนยันว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และมีความประสงค์ที่จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด
สำหรับกรณีของอานนท์ นำภา ทนายความได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดีมาตรา 112 จำนวน 6 คดี ไปเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 โดยศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องทั้ง 6 คดี ระบุโดยสรุปว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย และนับโทษต่อกับคดีอื่น ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมาแล้วหลายครั้ง หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนั้นชอบแล้ว
ส่วนกรณีของสุรนาถและบุญเกื้อหนุน สองผู้ต้องขังในคดีขัดขวางขบวนเสด็จ หลังทนายความยื่นฎีกาคำพิพากษาและยื่นขอประกันตัวไปเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2568 ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ระบุไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม และไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแล
ด้าน “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112
เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมาได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาและยื่นขอประกันตัวทั้งสอง โดยศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
.

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัว สุรนาถ – บุญเกื้อหนุน สองจำเลยคดี ม.110 หลังยื่นฎีกาพร้อมยื่นประกันตัวครั้งที่ 3
กรณี “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ และ “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง สองจำเลยผู้ต้องขังคดีในคดี “ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ตามมาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จ ระหว่างเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563
หลังสองถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาจากศาลชั้นต้น ที่เคยยกฟ้องคดีทุกข้อกล่าวหาเป็นเห็นว่ามีความผิด ลงโทษจำคุกคนละ 16 ปี ไม่รอลงอาญา และศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา
เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ทนายความได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาในส่วนของสุรนาถและบุญเกื้อหนุนต่อศาลอาญา พร้อมทั้งได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวทั้งสองคนเป็นครั้งที่ 3
ในคำร้องของ “ตัน” สุรนาถ มีเนื้อหาโดยสรุปว่า แม้คดีนี้จะมีพฤติการณ์ร้ายแรงและมีอัตราโทษสูง แต่จำเลยต้องการต่อสู้คดีให้ถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม การควบคุมตัวจำเลยไว้ทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าถึงสิทธิได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม สิทธิในการประกันตัว และหลักการสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และยังเป็นโทษร้ายแรงกับจำเลย เพื่อนร่วมงาน และเครือข่ายการทำงาน จำเลยเป็นหัวหน้าองค์กรพัฒนาเอกชน “บางกอกฮับ” ซึ่งมีเป้าหมายสร้างแกนนำเยาวชนให้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาพัฒนาชุมชน และสร้างภูมิคุ้มกัน เท่าทันปัจจัยเสี่ยงรอบตัว จำเลยทำงานเพื่อสังคมมาต่อเนื่องยี่สิบกว่าปี
อีกทั้งจำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอนและไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เมื่อจำเลยทราบว่าถูกออกหมายจับก็ได้ประสานกับทนายความเพื่อนัดหมายเข้ามอบตัวและรับทราบข้อกล่าวหาในวันถัดมา แต่ก็ถูกจับกุมบริเวณหน้าบ้านขณะกำลังจะเดินทางไปสถานีตำรวจ แม้จะถูกขังระหว่างสอบสวนจำนวน 12 วัน แต่ศาลอาญาได้ยกคำร้องฝากขังครั้งที่สาม เนื่ืองจากไม่มีเหตุจำเป็นในการควบคุมตัว ทำให้จำเลยได้รับอิสรภาพ ซึ่งจำเลยได้มารายงานตัวตามนัดหมายและนัดสืบพยานตลอดจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ส่วนคำร้องขอประกันตัวของ “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน มีเนื้อหาโดยสรุปว่า แม้คดีนี้จะมีพฤติการณ์ร้ายแรงและอัตราโทษสูง แต่จำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีเพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ ซึ่งขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเพียงนักศึกษาที่ออกมาทำกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตย จำเลยไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อนและภายหลังเกิดเหตุก็ไม่เคยถูกดำเนินคดีอื่นใด
อีกทั้งจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เมื่อจำเลยทราบข่าวการออกหมายจับจำเลย จำเลยเดินทางมามอบตัวที่ สน.ดุสิต ด้วยตนเอง โดยในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา ศาลอนุญาตให้ประกันตัวโดยตลอด จำเลยมาตามนัดหมายสืบพยานตลอดจนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง แม้ในชั้นอุทธรณ์ศาลมีคำพิพากษาลงโทษ จำเลยต่อสู้คดีตามกฎหมายและเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้มีเจตนากระทำผิด
ในการขอประกันตัวครั้งนี้ จำเลยใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินกิจการของครอบครัวมูลค่ากว่าเก้าล้านบาท เพื่อยืนยันว่าจำเลยไม่มีทางหลบหนี เพราะหากจำเลยหลบหนีย่อมกระทบต่อความเป็นอยู่และหนทางทำมาหากินของครอบครัว
จำเลยกำลังจะจบการศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกิจการทั่วโลก โดยอยู่ระหว่างรออนุมัติปริญญา และมีแผนจะศึกษาต่อปริญญาโทที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา การที่จำเลยถูกคุมขังอยู่นั้นส่งผลกระทบกับการศึกษาเกินกว่าจำเป็น อีกทั้งจำเลยมีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการรักษาและทานยาเป็นประจำ แม้กรมราชทัณฑ์จะสามารถรักษาพยาบาลผู้ป่วยต้องขังได้ แต่โรคประจำตัวของจำเลยต้องดูแลอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน การคุมขังจำเลยทำให้สุขภาพของจำเลยย่ำแย่ลง
คำร้องของทั้งสองคนยังระบุอีกว่า จำเลยยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ยินยอมติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และยินยอมให้ศาลตั้งผู้กำกับดูแลและขอให้มีคำสั่งไต่สวนเพื่อแต่งตั้งผู้กำกับดูแล
คำร้องขอประกันตัวของทั้งสองคน ถูกส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา ในเวลาต่อมาทราบคำสั่งจากศาลว่ามีคำสั่งยกคำร้อง โดยเป็นคำสั่งลงวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ระบุว่า พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบของจำเลยแล้วยังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม และไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่จำเลยทั้งสองร้องขอ
ส่วนเหตุผลตามคำร้องประกอบที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยที่ 2 (บุญเกื้อหนุน) มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยทั้งสองชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง
.

ยกคำร้องประกันตัวคดี ม.112 ไผ่ – ครูใหญ่ หลังยื่นประกันตัวครั้งที่ 4
สำหรับกรณีของ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 กรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564
หลังจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายืนตามศาลจังหวัดภูเขียวว่า ทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 ให้จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และจำคุกครูใหญ่ 2 ปี ส่วนข้อหาตามมาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พิพากษายกฟ้อง ทั้งสองคนไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว จึงเป็นเหตุให้ถูกคุมขังในชั้นฎีกาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 เรื่อยมา
เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ทั้งสองคนได้ยื่นฎีกาเพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 พร้อมกับทั้งยื่นคำร้องขอประกันตัวโดยวางหลักประกันเป็นเงินสดคนละ 500,000 บาท ซึ่งในครั้งนี้เป็นการยื่นประกันตัวครั้งที่ 4 แล้ว หากนับตั้งแต่ถูกคุมขังในครั้งนี้
สำหรับคำร้องขอประกันตัวมีใจความสำคัญสรุปได้ดังนี้ จำเลยทั้งสองไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ได้มาพบกับพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการตลอดกระบวนการ และมีความประสงค์ในการต่อสู้คดีมาโดยตลอด จึงได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาไว้แล้ว และยืนยันว่าจำเลยทั้งสองจะมาตามศาลนัดทุกครั้ง
หากเห็นควร จำเลยทั้งสองขอให้ศาลตั้งผู้กำกับดูแล แลให้ศาลกำหนดให้มารายงานตัวตามนัด รวมถึงยินยอมสวมใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือถ้าหากเห็นสมควรก็ให้กำหนดการจำกัดบริเวณ เช่น ห้ามออกจากเคหสถานหลังเวลาที่กำหนด เป็นต้น
อีกทั้งเนื่องด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมีประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัครเลือกตั้ง จำเลยที่ 2 (ครูใหญ่) มีความประสงค์ลงรับสมัครเลือกตั้งตามสิทธิของตนเอง เมื่อประกอบกับคดีนี้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำผิด จึงอยู่ในขอบเขตของกฎหมายที่สามารถให้ประกันตัวจำเลยได้
ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัวทั้งสอง โดยมีคำสั่งลงวันที่ 24 ธ.ค. 2568 ระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและเหตุตามคำร้องประกอบของผู้ขอประกันแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”
.

ศาลฎีกายกคำร้องประกันตัว “อานนท์ นำภา” 6 คดี ม.112 หลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันตัว
หลังจากที่ อานนท์ นำภา ถูกศาลอาญาพิพากษาในคดีมาตรา 112 จากเหตุปราศรัยใน #ม็อบ14ตุลา63 ทำให้ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์เรื่อยมาเนื่องจากไม่ได้รับสิทธิประกันตัวตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนปัจจุบันมีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 แล้วจำนวน 10 คดี มีโทษจำคุกในคดีต่าง ๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกัน 26 ปี 37 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 29 ปี 1 เดือนเศษ
หลังจากครั้งล่าสุดที่ทนายความได้ยื่นประกันตัวอานนท์จำนวน 6 คดีในข้อหาตามมาตรา 112 ไปเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2568 และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ซึ่งระบุว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม เป็นเหตุให้เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 ทนายความจึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัว
.
สำหรับคดีที่ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งในครั้งนี้มีทั้งสิ้น 6 คดี โดยเป็นคดีของศาลอาญาทั้งหมด ได้แก่ คดีปราศรัย #ม็อบ14ตุลา63, คดีโพสต์ 2 ข้อความในเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัชกาลที่ 10, คดี #ราษฎรสาส์น โพสต์จดหมายข้อความถึงกษัตริย์, คดีปราศรัย #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์1, คดีโพสต์ 3 ข้อความในเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การใช้มาตรา 112 และ ปัญหาของสถาบันกษัตริย์ และคดีปราศรัย #ม็อบ17พฤศจิกา63 หน้ารัฐสภา
สำหรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง 6 คดี มีใจความสำคัญดังนี้ จำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหามาโดยตลอดว่ามิได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ จำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป ซึ่งคดีมีประเด็นต่อสู้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้
จำเลยเป็นทนายสิทธิมนุษยชน เป็นที่รู้จักในสังคมและมีภูมิลำเนาแน่นอน สามารถติดต่อได้ตลอดเวลา ระหว่างต่อสู้คดีในทุกคดี จะเลยเคยได้รับประกันตัวและได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขศาลอย่างเคร่งครัด ไม่เคยกระทำผิดเงื่อนไขการประกันตัว และไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือขัดขวางการพิจารณาคดี นอกจากนั้นแล้ว ศาลอาญายังเคยอนุญาตให้จำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อไปรับรางวัลควังจูสิทธิมนุษยชนที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งจำเลยก็เดินทางกลับมาประเทศไทยและมารายงานตัวต่อศาล
แม้จำเลยถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 หลายคดี แต่ทุกคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และประการสำคัญ จำเลยเป็นหัวหน้าครอบครัวมีบุตรผู้เยาว์ 2 คน รวมทั้งบิดา มารดา และภรรยาที่ต้องเลี้ยงดู อีกทั้งยังมีภารกิจช่วยเหลือประชาชนในฐานะทนายความด้านสิทธิมนุษยชนต่อไป การที่จำเลยถูกคุมขังจึงกระทบต่อครอบครัวและวิชาชีพของจำเลยอย่างยิ่ง
ผู้ร้องพร้อมยื่นหลักทรัพย์เป็นจำนวนเงินหรือทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากพอ และยินดีให้ศาลกำหนดเงื่อนไข เช่น การติดกำไล EM ห้ามออกจากราชอาณาจักร หรือห้ามกระทำการเข้าลักษณะเดียวกับข้อหาเดิม
ต่อมา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำร้องทั้ง 6 คดี โดยมีคำสั่งลงวันที่ 24 ธ.ค. 2568 ระบุโดยสรุปว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย และนับโทษต่อกับคดีอื่น ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมาแล้วหลายครั้ง หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง
หากนับรวมการยื่นในครั้งนี้แล้ว ตั้งแต่อานนท์ถูกคุมขังมาได้มีการยื่นคำร้องในทุกคดีรวมกันทั้งหมดเป็น 122 ฉบับ (แยกเป็นยื่นคำร้องขอประกันตัว 86 ฉบับ และคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว 36 ฉบับ) ศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องทุกฉบับเรื่อยมา ทำให้เขาถูกคุมขังมานาน 2 ปี 3 เดือนเศษแล้ว
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
