ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัว อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน หลังทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวชั้นอุทธรณ์ในคดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 6 คดี ไปเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงให้ยกคำร้องทั้ง 6 คดี ระบุเหตุผลโดยสรุปว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
ผลของคำสั่งทำให้อานนท์ยังคงถูกขังระหว่างอุทธรณ์อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงวันนี้ (17 พ.ย. 2568) เป็นเวลา 784 วันแล้ว หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 จำนวน 10 คดี และโทษจำคุกในคดีต่างๆ ที่ยังไม่สิ้นสุดรวมกัน 26 ปี 37 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 29 ปี 1 เดือนเศษ โดยในวันที่ 4 ธ.ค. 2568 นี้จะมีนัดฟังคำพิพากษาในคดีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา63 หน้ากรมทหารราบที่ 11 ของอานนท์และพวกรวม 7 คน ซึ่งจะเป็นคดีที่ 11 ของอานนท์ที่มีคำพิพากษาออกมาแล้ว
.
สำหรับคดีที่ยื่นขอประกันตัวในครั้งนี้มีทั้งสิ้น 6 คดี โดยเป็นคดีของศาลอาญาทั้งหมด ได้แก่ คดีปราศรัย #ม็อบ14ตุลา63, คดีโพสต์ 2 ข้อความในเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัชกาลที่ 10, คดี #ราษฎรสาส์น โพสต์จดหมายข้อความถึงกษัตริย์, คดีปราศรัย #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์1, คดีโพสต์ 3 ข้อความในเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การใช้มาตรา 112 และ ปัญหาของสถาบันกษัตริย์ และคดีปราศรัย #ม็อบ17พฤศจิกา63 หน้ารัฐสภา
หากนับรวมที่ยื่นประกันตัวในครั้งนี้แล้ว ตั้งแต่อานนท์ถูกคุมขังมาได้มีการยื่นคำร้องในทุกคดีรวมกันทั้งหมดเป็น 116 ฉบับ (แยกเป็นยื่นคำร้องขอประกันตัว 86 ฉบับ และคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว 30 ฉบับ) ศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องทุกฉบับเรื่อยมา
คำร้องขอยื่นประกันตัวทั้ง 6 คดี มีใจความสำคัญดังนี้
จำเลยข้อเรียนต่อศาลว่า การคุมขังจำเลยไว้โดยไม่ให้สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการต่อสู้คดีชั้นอุทธรณ์ ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุดถือเป็นการลงโทษจำเลยเสมือนว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดไปแล้ว แม้ภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้องจำเลย ก็มีอาจบรรเทาผลร้ายเกินสมควรที่เกิดขึ้นกับจำเลย และครอบครัวในระหว่างถูกคุมขัง
จำเลยประกอบวิชาชีพเป็นทนายความสิทธิมนุษยชนให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ถูกดำเนินคดีอาญาจากการใช้สิทธิและเสรีภาพการแสดงออกทางการเมืองเป็นจำนวนหลายคดีในหลายศาล ไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจึงกระทบต่อการทำหน้าที่ทนายความของจำเลยและเกิดความเสียหายต่อลูกความจำเลยอย่างยิ่ง
จำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน สามารถติดตามได้โดยง่าย และศาลนี้เคยมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณา จำเลยไม่เคยกระทำผิดเงื่อนไขที่ศาลกำหนดและไม่เคยถูกเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวในคดีนี้เลยสักครั้ง ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าหากจำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์จำเลยจะไปก่อเหตุภยันตรายประการอื่นหรือจะหลบหนีแต่อย่างใด
ศาลนี้และศาลอาญากรุงเทพใต้เคยอนุญาตให้จำเลยเดินทางไปยังประเทศเกาหลีใต้ เพื่อร่วมงานรับรางวัลควังจูเพื่อสิทธิมนุษยชน เมื่อปี 2566 เมื่อจำเลยเดินทางกลับมายังประเทศไทยตามกำหนดก็มารายงานตัวต่อศาล ไม่ได้หลบหนีแต่อย่างใด
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2568 องค์กร Front Line Defenders จัดงานมอบรางวัล Front Line Defenders Award for Human Rights Defenders at Risk ประจำปี 2025 ให้อานนท์ นำภา ในประเทศไทย ในฐานะทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่มีบทบาทส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แม้ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงอันตรายในชีวิตส่วนตัว โดยมีผู้อำนวยการของผู้ให้รางวัลดังกล่าวเดินทางมาจากประเทศไอร์แลนด์ด้วย แต่จำเลยไม่สามารถไปรับรางวัลด้วยตนเองได้
อีกทั้งคดีนี้ยังไม่ปรากฏเหตุและพฤติการณ์ใด ๆ ของจำเลยที่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จึงขอศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาคำร้องขโดยยึดถือหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
.
ยกคำร้องรวด 6 คดี “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
หลังทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว ศาลอาญาได้ส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัย ต่อมานายประกันทราบคำสั่งศาลและติดตามเอกสารคดีที่มีคำสั่งยกคำร้อง สำหรับคำสั่งยกคำร้องการประกันตัว ศาลอุทธรณ์ระบุคำสั่งแยกออกเป็นรายคดี ดังนี้
คดีปราศรัยใน #ม็อบ14ตุลา63 ระบุคำสั่งลงวันที่ 8 พ.ย. 2568 ว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อย ชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
คดีโพสต์ 3 ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุคำสั่งลงวันที่ 7 พ.ย. 2568 ว่า “พิเคราะห์แล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งศาลอุทธรณ์พิจารณายกคำร้องของจำเลยทุกครั้ง เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ศาลฎีกาพิจารณายกคำร้องของจำเลยอีกเช่นกัน และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
คดีโพสต์ 2 ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุคำสั่งลงวันที่ 7 พ.ย. 2568 ว่า “พิเคราะห์แล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งศาลอุทธรณ์พิจารณายกคำร้องของจำเลยทุกครั้ง เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ศาลฎีกาพิจารณายกคำร้องของจำเลยอีกเช่นกัน จำเลยยื่นคำร้องฉบับนี้อ้างเหตุเช่นเดียวกับที่เคยยื่นมาแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้ยกคำร้อง”
คดี #ราษฎรสาส์น โพสต์จดหมายข้อความถึงกษัตริย์ ระบุคำสั่งลงวันที่ 8 พ.ย. 2568 ว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ จำคุกจำเลย 2 ปี และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
คดีปราศรัยใน #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์1 ระบุคำสั่งลงวันที่ 7 พ.ย. 2568 ว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
คดีปราศรัยใน #ม็อบ17พฤศจิกา63 ระบุคำสั่งลงวันที่ 8 พ.ย. 2568 ว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี โทษที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยและนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นหลายคดี หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง อีกทั้งศาลฎีกาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
