เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว อานนท์ นำภา ในคดีมาตรา 112 รวมทั้งสิ้น 6 คดี และได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล ในคดีมาตรา 112 กรณีโพสต์เฟซบุ๊กรวม 5 ข้อความ เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา ต่อศาลอาญาเช่นกัน
ศาลมีคำสั่งยกคำร้องทั้งใน 6 คดีของอานนท์และคดีของอุกฤษฏ์ ซึ่งกรณีของอานนท์ มีศาลอุทธรณ์เป็นผู้สั่ง พบว่ามีสองคดีที่คำสั่งยกคำร้องระบุในทำนองว่า ‘การกระทำของจำเลยสร้างความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’
ส่วนกรณีของอุกฤษฏ์ แม้การยื่นประกันตัวในครั้งนี้ เขาจะเขียนแถลงประกอบด้วยตนเอง ซึ่งระบุว่าถึงการเป็นเสาหลักของครอบครัว และต้องการเรียนให้จบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ศาลฎีกาก็มีคำสั่งยกคำร้อง
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ทั้งสองคนยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ถึงแม้ว่าทุกคดีที่อานนท์และอุกฤษฏ์ถูกคุมขัง รวมถึงคดีที่ยื่นประกันตัวในครั้งนี้ ยังไม่มีคดีใดสิ้นสุด
.
ทบทวนการถูกคุมขังของอานนท์ และ ‘ก้อง’ อุกฤษฏ์
สำหรับอานนท์ นำภา ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 658 วัน (ปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ) ด้วยโทษจำคุกรวม 26 ปี 37 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 29 ปี 1 เดือนเศษ หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ม.112 แล้วจำนวน 10 คดี และโทษในคดีอื่น ๆ
ส่วน “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล ถูกคุมขังระหว่างฎีกาตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2567 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 518 วัน (ปัจจุบันถูกขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง) ด้วยโทษจำคุกรวม 7 ปี 30 เดือน หรือประมาณ 9 ปีเศษ หลังศาลชั้นอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดี ม.112 รวม 2 คดี ได้แก่ คดีของศาลอาญา กรณีโพสต์เฟซบุ๊กรวม 5 ข้อความ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 5 ปี 30 เดือน และคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำคุก 2 ปี
.
ก้อง อุกฤษฏ์: เขียนแถลงการณ์ด้วยตนเองในคำร้องยื่นประกันตัวคดี ม.112 ระบุขอออกมาเป็นเสาหลักของครอบครัวและเรียนให้จบ แต่ศาลฎีกายังคงยกคำร้องอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล โดยเป็นการยื่นขอประกันตัวครั้งที่ 10 ในคดีที่ศาลอาญาแล้ว และอุกฤษฏ์ได้เขียนแถลงประกอบคำร้องด้วยลายมือของเขาเองยื่นประกอบด้วย มีเนื้อหาโดยสรุปดังต่อไปนี้
กระผมถูกจำคุกในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2567 จนถึงปัจจุบัน โดยอยู่ระหว่างฎีกาและได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลฎีกามาหลายครั้งแล้ว สุดท้ายก็ยกคำร้องทุกครั้งด้วยเหตุผลเกรงว่าจะหลบหนี เกรงว่าจะทำให้พยานหลักฐานยุ่งเหยิง ซึ่งกระผมยืนยันเสมอว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี และไม่ทำให้พยานหลักฐานยุ่งเหยิงแน่นอน
เหตุการณ์ที่ครอบครัวที่มีภาระการงานและสภาพทางการเงินไม่ดีนัก ต้องสละเวลามาดูแล ทั้งที่ความเป็นจริงกระผมควรที่จะเป็นเสาหลักของครอบครัว แต่ตอนนี้กระผมกลับเป็นภาระของครอบครัวที่ต้องมาดูแล
แม้กระทั่งเรื่องการเรียนปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้จบในขณะที่กระผมจำคุกอยู่ในเรือนจำยังไม่สามารถทำได้ ยิ่งถูกย้ายไปอยู่เรือนจำกลางบางขวาง ยิ่งทำให้เป้าหมายในการเรียนจบเป็นไปได้ยากขึ้น ทั้ง ๆ ที่เหลือเพียงสามวิชาก็จะเรียนจบแล้ว ซึ่งการเรียนดังกล่าวให้จบถือว่าเป็นเป้าหมายและความหวังของครอบครัวของกระผมเลย
จนสุดท้ายสภาพจิตใจของกระผมทรุดโทรมอยู่เรื่อย ๆ จนบางคืนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาโดยที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาที่กระผมเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้น
สุดท้ายกระผมยังเคารพความยุติธรรมและเคารพกฎหมาย ซึ่งกระผมเชื่อว่าศาลมีความเมตตากรุณาต่อกระผม โดยที่ศาลฎีกาให้โอกาสแก่กระผมในการขอปล่อยชั่วคราวอีกครั้ง โดยยอมรับทุกเงื่อนไขที่ศาลฎีกากำหนด เพื่อให้ผู้พิพากษามอบโอกาสให้กระผมเป็นเสาหลักดูแลครอบครัวและเรียนปริญญาตรีให้จบการศึกษา ก่อนที่คำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด และกระผมเชื่อเสมอว่าศาลมีความยุติธรรมแก่ประชาชนตลอดมา
คำร้องขอประกันตัวถูกส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่ง ต่อมา ศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 3 ก.ค. 2568 ให้ยกคำร้อง โดยระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกามาแล้วหลายครั้ง และเหตุที่อ้างตามคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างฎีกา มิใช่เหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง”

.
อานนท์ นำภา: ยื่นประกันตัวคดี ม.112 รวม 6 คดี ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด มีบางคดีที่ศาลระบุว่า ‘การกระทำของจำเลยสร้างความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’
เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวอานนท์ นำภา ในคดีมาตรา 112 ทั้งสิ้น 6 คดี ซึ่งคดีทั้งหมดยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คดี ซึ่งได้แก่ 1) กรณีปราศรัยใน #ม็อบ14ตุลา63, 2) กรณีโพสต์ 2 ข้อความในเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน, 3) คดีโพสต์จดหมาย #ราษฎรสาส์น, 4) กรณีปราศรัยใน #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์1, 5) กรณีโพสต์ 3 ข้อความบนเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้มาตรา 112 และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และคดีที่ 6) กรณีชุมนุม #ม็อบ17พฤศจิกา63 ที่หน้ารัฐสภา
คำร้องขอประกันตัวทั้ง 6 ฉบับ มีใจความสำคัญระบุโดยสรุปว่า จำเลยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาของศาล เนื่องจากไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกฟ้อง คดีของจำเลยมีหนทางต่อสู้คดีได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งมีประเด็นที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ และประการสำคัญนั้นคือคดียังไม่ถึงที่สุดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จึงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29
จำเลยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน สามารถติดต่อได้โดยง่าย อีกทั้งไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพลที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานได้ และหากจำเลย ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวย่อมไม่อาจก่ออุปสรรคหรือความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาลได้อย่างแน่นอน หากจำเลยไม่ได้รับสิทธิประกันตัวและต้องถูกคุมขังในระหว่างการต่อสู้คดีทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด ถือเป็นการลงโทษจำเลยเสมือนว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดไปแล้ว แม้ภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดยกฟ้องจำเลย ก็มิอาจบรรเทาผลร้ายเกินสมควรที่เกิดขึ้นกับจำเลย และครอบครัวในระหว่างถูกคุมขังได้ อีกทั้งจำเลยไม่มีพฤติกรรมที่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว
โดยหากศาลเห็นว่ามีความจําเป็นจะต้องกําหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวใด ๆ ตามกฎหมาย จําเลยยินดีปฏิบัติตามคําสั่งของศาลอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลได้โปรดอนุญาต
.
คำร้องขอประกันตัวทั้ง 6 คดี ถูกส่งไปให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณา ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 9 ก.ค. 2568 ให้ยกคำร้องการประกันตัวทั้ง 6 คดี ซึ่งหากพิจารณาในคำสั่งของศาลแล้วพบว่ามีสองคดีที่ศาลมีคำสั่งระบุในทำนองว่า การกระทำของจำเลยสร้างความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในคดีปราศรัยใน #ม็อบ14ตุลา63 มีคำสั่งระบุ “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี หากอนุญญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
ในคดีโพสต์ 2 ข้อความในเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน มีคำสั่งระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง จำเลยถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกับคดีนี้หลายคดี ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและนับโทษต่อ กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้งและเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
ในคดีโพสต์จดหมาย #ราษฎรสาส์น มีคำสั่งระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา พฤติการณ์แห่งคดี และโทษที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลย ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ อันเนื่องจากเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี และตามพฤติการณ์ยังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
ในคดีปราศรัยใน #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์1 มีคำสั่งระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
คดีโพสต์ 3 ข้อความบนเฟซบุ๊ก คำสั่งระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว การกระทำที่จำเลยถูกฟ้องสร้างความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปโตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและให้นับโทษต่อ หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง ทั้งเหตุที่จำเลยอ้างตามคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ มิใช่เหตุเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
และในคดีชุมนุม #ม็อบ17พฤศจิกา63 ที่หน้ารัฐสภา มีคำสั่งระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีประกอบพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 กระทบกระเทือนและสร้างความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 4 เดือน และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นอีกหลายคดี หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”

