จำคุกเพิ่ม 2 ปี 4 เดือน คดี ม.112-116 “อานนท์ นำภา” เหตุปราศรัย #ม็อบ17พฤศจิกา63 หน้ารัฐสภา โทษรวมทุกคดีทะลุกว่า 29 ปี

วันที่ 8 ก.ค. 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของของ อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรม จากเหตุปราศรัยใน #ม็อบ17พฤศจิกา63 #กูสั่งให้มึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563 

เหตุในการชุมนุมครั้งนี้ “คณะราษฎร 2563” ได้จัดการชุมนุมหน้ารัฐสภาเกียกกาย เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่มีการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยหนึ่งในนั้นมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเสนอโดย iLaw และมีประชาชนเข้าชื่อกว่า 100,732 รายชื่อ ผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้รัฐสภารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว 

แต่ในระหว่างวัน เจ้าหน้าที่รัฐเข้าสลายการชุมนุมด้วยการฉีดน้ำผสมสารเคมี และยิงแก๊สน้ำตาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเวทีได้ประกาศยกเลิกการชุมนุมตั้งแต่เวลา 21.00 น. หลังผู้ชุมนุมสามารถเข้าปักหลักที่หน้ารัฐสภาได้ไม่กี่ชั่วโมง

ในคดีนี้อานนท์ ถูกกล่าวหาใน 6 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 215, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ นอกจากอานนท์แล้ว ยังมี “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ถูกกล่าวหาด้วย  โดยพบว่าคดีในส่วนของข้อหามาตรา 112 มีประชาชนกลุ่มปกป้องสถาบันฯ เป็นผู้กล่าวหา ได้แก่ กรณีของอานนท์ มี สมชาย อิสระ เป็นผู้กล่าวหา และกรณีของพริษฐ์ มี ประดิษฐ์ ต้นจาน เป็นผู้กล่าวหา

.

ในวันนี้มีประชาชนร่วมเข้าฟังกว่า 20 คน และยังมีเจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ สื่ออิสระ และนักการเมืองร่วมเข้าฟังการพิจารณาด้วย โดยก่อนหน้าในคดีนี้มีการอ่านคำพิพากษาในคดีอื่นก่อน

โดยสรุปคำพิพากษา ศาลวินิจฉัยว่า ที่โจทก์นำสืบว่าการชุมนุมในวันที่ 17 พ.ย. 2563 นั้นจัดขึ้นในสถานการณ์ที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 และอยู่ในสถานที่แออัดนั้น เมื่อดูความหมายของ “สถานที่แออัด” ตามนิยามของกระทรวงสาธารณสุข หมายถึงสถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก สถานที่คนอยู่รวมกันหนาแน่น น้อยกว่า 1 ตารางเมตรต่อคน

เมื่อพิจารณาการชุมนุมในวันดังกล่าวจัดขึ้นในสถานที่โล่ง ผู้ชุมนุมสามารถเว้นระยะห่างได้ ไม่ใช่สถานที่แออัดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง อีกทั้งการชุมนุมจัดขึ้นในสถานการณ์ที่มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค มีการเปิดสถานที่ต่าง ๆ ที่ก่อนหน้าได้มีการปิดไปให้สามารถเปิดทำการอีกครั้ง เห็นได้ว่าสถานการณ์โรคระบาดในตอนนั้นผ่อนคลายลงแล้ว จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเองก็มีจำนวนลดลง

อีกทั้งโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการชุมนุม จึงไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งการชุมนุมล่วงหน้า และไม่มีหน้าที่ต้องควบคุมการชุมนุมให้เป็นไปโดยสงบ การที่จำเลยแชร์โพสต์ลงในเฟซบุ๊กเชิญชวนคนไปร่วมชุมนุม ก็ไม่อาจหมายความว่าจำเลยเป็นผู้จัดได้

อีกทั้งในระหว่างประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎหมายการชุมนุมสาธารณะ จะไม่ถูกบังคับใช้ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 3 (6) จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, พ.ร.บ.ควบคุมโรคฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ศาลยังชี้ว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นการชุมนุมโดยสงบ ซึ่งสิทธิในการชุมนุมเป็นสิทธิที่ถูกรับรองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศ ซึ่งบุคคลทุกคนมีสิทธิแสดงความเห็นและใช้เสรีภาพ ซึ่งการชุมนุมโดยสงบเองเองก็เป็นหนึ่งในสิทธิที่ได้รับการรับรอง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาจำกัดสิทธิดังกล่าวไม่ได้

ประการต่อมา ในการชุมนุมดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้สื่อสารกับผู้ชุมนุมให้ชุมนุมอย่างสงบและสันติ ไม่มีลักษณะยุยงปลุกปั่นผู้ชุมนุมให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยแต่อย่างใด และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ จะถือเอาการกระทำของผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ เป็นของจำเลยไม่ได้

การดันรั้วเหล็กของผู้ชุมนุมไปข้างหน้า ก็เพื่อให้การชุมนุมดำเนินต่อไปได้ การกระทำดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบการชุมนุมโดยสงบ เมื่อดูความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว พบว่าผู้บาดเจ็บซึ่งโดนยิงแก๊สน้ำตาและโดนฉีดน้ำใส่เป็นผู้ชุมนุมฝั่งคณะราษฎร จึงทำให้เห็นว่าผู้ชุมนุมไม่ใช่ฝ่ายใช้ความรุนแรง 

เนื้อหาการปราศรัยของจำเลยนั้นก็ไม่ได้มีลักษณะบังคับขู่เข็ญให้รัฐสภาที่กำลังพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญต้องลงมติตามที่เรียกร้อง และท้ายที่สุด ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผู้ชุมนุมต้องการก็ไม่ได้ผ่านการลงมติแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 215

ในส่วนที่จำเลยทั้ง 2 ประกาศเลิกชุมนุม และนัดหมายชุมนุมในวันต่อไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ศาลวินิจฉัยว่ามีความผิดมาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นฯ

ในส่วนเนื้อหาของการปราศรัยของจำเลยทั้งสองที่ต้องวินิจฉัยว่าเป็นหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์หรือไม่นั้น ในส่วนเนื้อหาของจำเลยที่ 1 (พริษฐ์) การปราศรัยดังกล่าวเป็นการพูดถึงรัฐสภา ในฐานะสถาปัตยกรรมที่มีความอัปลักษณ์ แม้จะเชื่อมโยงเปรียบเทียบกับโครงสร้างทางสังคมและเปรียบเปรยถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยการใช้คำราชาศัพท์ แต่การปราศรัยดังกล่าวก็เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น ไม่ไดัเป็นการดูหมิ่นกษัตริย์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 112 

ส่วนการปราศรัยของจำเลยที่ 2 (อานนท์) ที่มีเนื้อความกล่าวถึงการเซลฟี่ พูดถึงความปลอมของการกระทำ เมื่อดูบริบทและภาพข่าวการเสด็จของรัชกาลที่ 10 ที่จังหวัดอุดรธานีที่มีการไปพบประชาชน ประกอบกับภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ที่มีการเซลฟี่กับประชาชน  จึงเห็นได้ว่าการปราศรัยของจำเลยนั้น แม้จะไม่ได้กล่าวถึงพระนามโดยตรง แต่ก็มีความหมายว่ารัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ สร้างภาพ  ซึ่งเป็นการดูหมิ่น การกระทำของจำเลยจึงมีความผิด ตามมาตรา 112

เมื่อดูประวัติของจำเลยที่ 2 พบว่ามีทัศนะไม่เห็นด้วยกับสถาบันฯ อยู่บ่อยครั้ง ที่จำเลยอ้างว่าการปราศรัยและวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ นั้นไม่ได้มีเจตนาล้มล้าง แต่ต้องการให้สถาบันอยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยอย่างสง่างาม หากจำเลยเจตนาเช่นนั้นจริง ควรกระทำการอย่างเหมาะสมในรูปแบบอื่น

ในฐานความผิดตามมาตรา 116 พิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือน และในฐานความผิดตามมาตรา 112 พิพากษาจำเลยที่ 2 จำคุก 3 ปี การนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษหนึ่งในสาม โทษในความผิดมาตรา 116 เหลือจำคุก 4 เดือน และความผิดมาตรา 112 เหลือจำคุก 2 ปี

รวมโทษของพริษฐ์ จำคุก 4 เดือน และของอานนท์ จำคุก 2 ปี 4 เดือน 

คดีนี้นับเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 10 ของอานนท์ นำภา ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา รวมโทษจำคุกในทุกคดีทั้งสิ้น 26 ปี 37 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 29 ปี 1 เดือนเศษ แยกเป็นคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 จำนวน 10 คดี, คดีข้อหาหลักตามมาตรา 116 จำนวน 1 คดี, คดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1 คดี และคดีละเมิดอำนาจศาล 1 คดี โดยทุกคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา

.

ย้อนอ่านประมวลการสืบพยานคดีนี้

เปิดบันทึกสืบพยาน คดี ม.112 “อานนท์ นำภา” เหตุ #ม็อบ17พฤศจิกา63 ยืนยันปราศรัยเพื่อไม่ให้ คฝ. ใช้ความรุนแรงกับประชาชน เสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เหมาะสมกับประชาธิปไตย

X