ในวันที่ 8 ก.ค. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของของ อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรม จากเหตุปราศรัยใน #ม็อบ17พฤศจิกา63 #กูสั่งให้มึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563
เหตุในการชุมนุมครั้งนี้ “คณะราษฎร 2563” ได้จัดการชุมนุมหน้ารัฐสภาเกียกกาย เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่มีการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยหนึ่งในนั้นมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเสนอโดย iLaw และมีประชาชนเข้าชื่อกว่า 100,732 รายชื่อ ผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้รัฐสภารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว
แต่ในระหว่างวัน เจ้าหน้าที่รัฐเข้าสลายการชุมนุมด้วยการฉีดน้ำผสมสารเคมี และยิงแก๊สน้ำตาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เวลา 14.22 น. จนถึง 19.22 น. ทั้งที่ ยังไม่มีความรุนแรงอันจะเป็นเหตุอันเพียงพอให้เจ้าหน้าที่เข้าสลายการชุมนุม ต่อมาเวทีได้ประกาศยกเลิกการชุมนุมตั้งแต่เวลา 21.00 น. หลังผู้ชุมนุมสามารถเข้าปักหลักที่หน้ารัฐสภาได้ไม่กี่ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสายถึงช่วงบ่ายวันเดียวกัน ได้มีการชุมนุมจัดกิจกรรมของกลุ่ม “ไทยภักดี” บริเวณหน้ารัฐสภา แต่ไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีมาตรการควบคุมเป็นพิเศษ หรือมีการเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มดังกล่าวแต่อย่างใด
ในคดีนี้อานนท์ ถูกดำเนินคดีใน 6 ข้อกล่าวหา ได้แก่ มาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 215, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ นอกจากอานนท์แล้ว ยังมี “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ ถูกกล่าวหาด้วย โดยพบว่าคดีในส่วนของข้อหามาตรา 112 มีประชาชนกลุ่มปกป้องสถาบันฯ เป็นผู้กล่าวหา ได้แก่ กรณีของอานนท์ มี สมชาย อิสระ เป็นผู้กล่าวหา และกรณีของพริษฐ์ มี ประดิษฐ์ ต้นจาน เป็นผู้กล่าวหา
นอกจากนั้นยังมีคดีของนักกิจกรรมอีก 4 คน ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ มาตรา 215 ซึ่งคดีนี้ พนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้อง โดยเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์บ่งชี้ผู้ต้องหาเป็นผู้ใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงาน หรือก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และสถานที่ชุมนุมไม่มีลักษณะเป็นสถานที่แออัด ไม่เสี่ยงต่อโรค
.
ภาพรวมการสืบพยาน
การสืบพยานในคดีทั้งหมดรวม 7 นัด ตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย. 2566 จนมาถึงช่วง พ.ค. 2568 ฝ่ายโจทก์ได้นำพยานเข้าสืบทั้งหมด 12 ปาก ส่วนฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบ 4 ปาก
ประเด็นฝ่ายโจทก์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรกที่ชี้ว่าจำเลยไม่แจ้งการชุมนุมล่วงหน้าก่อน 24 ชั่วโมง ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ และ ส่วนที่ 2 มองว่าเนื้อหาปราศรัยของจำเลยเข้าข่ายความผิดหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ และยุยงปลุกปั่นฯ ตามมาตรา 112 และ 116
ฝ่ายจำเลยสู้ว่าเมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว กฎหมายระบุไว้ว่า พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ จะไม่ถูกนำมาบังคับใช้ จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องแจ้งการชุมนุมล่วงหน้าก่อน และจำเลยไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุม และเจ้าหน้าที่ยังสลายการชุมนุมโดยใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้เนื้อหาในการปราศรัยนั้นยังระบุไปที่สถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่ตัวบุคคล หรือ รัชกาลที่ 10 ยืนยันว่าเจตนาของการปราศรัยคือการวิพากษ์วิจารณ์ให้ปรับปรุง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
.
บันทึกการสืบพยานโจทก์
อดีต ผกก.สน.บางโพ เบิกความไม่แน่ใจว่าเมื่อมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จะถูกบังคับใช้
พ.ต.อ.สุรเดช พจนาวงษ์พานิช รองผู้บังคับบัญชาการตำรวจนครบาล 3 ผู้กล่าวหา เบิกความว่าขณะเกิดเหตุพยานรับตำแหน่งเป็นผู้กำกับการ สน.บางโพ เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลาประมาณ 15.00 น. ได้มีการปราศรัยเรียกร้องกดดันให้ สส. – สว. รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาสังคม โดยพยานได้ออกคำสั่งให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยุติการชุมนุม และยกเลิกภายในเวลา 16.00 น. ของวันดังกล่าว
หลังจากที่มีการประกาศแจ้ง พยานเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมยังปักหลักชุมนุมต่อไป โดยไม่ยอมยุติการชุมนุมตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง พยานจึงให้ พนักงานสอบสวน สน.บางโพ ไปขอหมายศาลให้ยกเลิกการชุมนุม ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมยกเลิกการชุมนุมในเวลาต่อมา 21.00 น. พยานได้ไปดูพื้นที่จริง และพบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้ยุติการชุมนุมไปในเวลาดังกล่าวจริง
พยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่าตนจำไม่ได้ว่ามีกลุ่มไทยภักดีมาร่วมชุมนุมที่รัฐสภาในวันนั้นด้วยหรือไม่ และจำไม่ได้ว่ากลุ่มดังกล่าวจะแจ้งการชุมนุมกับพยานหรือไม่
ทนายให้พยานดูเอกสาร ซึ่งเป็นโพสต์เชิญชวนเข้าร่วมการชุมนุมในวันดังกล่าว เป็นการโพสต์ออกมาจากเพจเยาวชนปลดแอก ไม่ใช่จากจำเลยในคดีนี้ พยานตอบว่าน่าจะมีการแบ่งหน้าที่กันทำงานมากกว่า และพยานไม่สามารถยืนยันได้ว่าจำเลยในคดีนี้เป็นผู้จัดการชุมนุมหรือไม่
ในช่วงเช้าของวันที่ 17 พ.ย. 2563 พยานยืนยันว่ามีการตั้งแบริเออร์ขวางถนนเพื่อทำป้องกันแนวปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ยังคงเส้นทางให้รถสามารถสัญจรผ่านไปมาได้ แต่พยานไม่มีภาพยืนยันว่าในวันดังกล่าวรถยนต์สามารถสัญจรในพื้นที่เกิดเหตุได้อย่างไร
ทนายถามเพิ่มเติมว่าพยานได้มีการออกประกาศอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาชุมนุมหรือไม่ พยานอธิบายว่า ในการชุมนุม ฝ่ายจราจรจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประชาชนสัญจรไปมาได้สะดวก แต่ไม่ได้มีเอกสารมายืนยันเพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของพยาน
ประเด็นที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จะไม่สามารถบังคับใช้ได้หรือไม่นั้น พยานตอบว่าไม่แน่ใจ แต่มีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ทนายจึงถามต่อว่าพยานรู้หรือไม่ว่ามีคดีตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ของประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมในเหตุเดียวกันนี้ พยานตอบว่าจำไม่ได้ พยานตอบเพิ่มเติมว่า มีผู้ชุมนุมพยายามปีนเข้ารัฐสภา แต่พยานจำไม่ได้ว่าเป็นใคร และไม่รู้ว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งสองคนในคดีนี้อย่างไรด้วย
ทนายถามต่อในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายงานการชุมนุมว่าจำเลยทั้งสองคนมาชุมนุมในเวลาเท่าไหร่ พยานตอบว่าในส่วนของ สน.บางโพ ไม่ได้ระบุไว้ว่าใครจะมาชุมนุมในเวลาเท่าใด แต่มีรายงานที่ยืนยันได้ว่าอานนท์ขึ้นปราศรัยในเวลา 20.00 น.
พยานระบุเพิ่มเติมว่าจากการลงตรวจสอบพื้นที่มีรายงานความเสียหายของทรัพย์สิน แต่ตอบไม่ได้ว่ามีสิ่งใดบ้าง ส่วนที่ตอบได้คือมีรถฉีดน้ำ ที่อยู่ในระหว่างตรวจสอบความเสียหาย
ทนายให้พยานดูคำให้การที่มีการเข้าให้การกับพนักงานสอบสวนเป็นจำนวน 2 ครั้ง ลงวันที่ 18 พ.ย. 2563 และ 9 ธ.ค. 2563 พยานยอมรับว่าไม่ได้ให้การไว้ว่ามีรายงานความเสียหายอะไรเกิดขึ้นในพื้นที่ชุมนุมนี้
.
.
ตำรวจสืบสวน อ้างผู้ชุมนุมพยายามรื้อลวดหนาม ประกาศ 3 ครั้งแล้ว จึงใช้น้ำผสมแก๊สน้ำตาฉีดใส่ ระบุตรงกันพบอานนท์แค่ช่วงค่ำ ขึ้นปราศรัยก่อนชุมนุมยุติ
พ.ต.อ.เอกนิวัตน์ พึ่งอุทัยศรี ฝ่ายสืบสวน จากกองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เบิกความว่า ตนทราบว่ามีการชุมนุมของคนรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่องในปี 2563 โดยในวันที่ 15 พ.ย. 2563 มีการประกาศเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุม ในวันที่ 17 พ.ย. 2563 เวลา 15.00 น. โดยมีเนื้อหาในการชุมนุมว่าจะเข้าปิดล้อมรัฐสภา พยานจึงได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาทราบ
ในวันที่ 13 พ.ย. 2563 มีการชุมนุมเกิดขึ้นที่รัฐสภาจากหลายกลุ่มผู้ชุมนุม ได้แก่ กลุ่มไทยภักดี และกลุ่ม ศปปส. มารวมตัวกันชุมนุมเพื่อยื่นหนังสือไม่ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะเชื่อว่าหากมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หลังจากที่มีการยื่นหนังสือเสร็จสิ้นแล้ว พยานได้รับทราบว่ากลุ่มไทยภักดี ได้เดินทางไปยื่นหนังสือในประเด็นเดียวกันนี้ที่สำนักงานอัยการสูงสุดที่ศูนย์ราชการฯ ต่อ แต่ทั้งนี้การชุมนุมของกลุ่มดังกล่าวก็ไม่ได้มีเหตุการณ์ที่มีความวุ่นวายใด ๆ
ทั้งนี้ ในช่วงเวลาบ่าย พยานทราบว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากมาชุมนุมที่รัฐสภา จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่วางแผนป้องกันสถานที่ โดยวางกำลังเจ้าหน้าที่ คฝ. ตามจุดต่าง ๆ โดยรอบ รวมถึงมีการวางแบริเออร์ แนวกั้นบริเวณถนนสามเสน ตั้งแต่ถนนเกียกกายและด้านหน้าของบริษัทบุญรอด ส่วนพยานประจำการอยู่ที่ถนนเกียกกาย หน้ารัฐสภา เพื่อวางกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เผื่อมีเหตุชุลมุนเกิดขึ้น
พยานทราบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีการแบ่งเป็นสองฝ่ายใหญ่ ๆ ระหว่างกลุ่มรักสถาบันฯ และกลุ่มคณะราษฎร 2563 ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพัฒนาการมาจากกลุ่มเยาวชนปลดแอก โดยในการชุมนุมที่รัฐสภามี “โตโต้” ปิยรัฐ เป็นหนึ่งในแกนนำที่พามวลชนมาชุมนุม
ในขณะนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมมีการเรียกร้องให้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมี 7 ฉบับทั้งจากฝั่งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และภาคประชาสังคม และทราบว่าจุดประสงค์ของการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพื่อให้มีประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
พยานเห็นว่าการชุมนุมในวันเกิดเหตุมีมวลชนไม่น้อยกว่า 4,000 คน โดยที่ฝั่งถนนหน้าบริษัทบุญรอดมีการวางกลยุทธ์ป้องกันพื้นที่รัฐสภาเป็นเขตหวงห้ามไว้ด้วยรั้วลวดหนาม แนวกั้น ห่างจากสถานที่ 150 เมตร นอกจากนี้พยานยังยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้มีการชุมนุมโดยสงบ หากมีความไม่สงบเกิดขึ้นจะปฏิบัติตามขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ คฝ.
อย่างไรก็ตาม พยานเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมพยายามรื้อแนวกั้น ลวดหนามของเจ้าหน้าที่ ด่าทอเจ้าหน้าที่ทำให้สุดท้ายเจ้าหน้าที่จึงใช้น้ำฉีดมาที่กลุ่มผู้ชุมนุมจนถอยออกไปจากพื้นที่เกิดเหตุ พยานเบิกความต่อไปว่า มีการประกาศให้ยุติการชุมนุมถึง 3 ครั้ง โดยในครั้งที่ 3 ได้ประกาศใช้น้ำผสมแก๊สน้ำตาฉีดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมให้ถอยออกไป
พยานเบิกความเพิ่มเติมว่าผู้ชุมนุมบางส่วน ได้มีการทำลายรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนคำปราศรัยของจำเลยในคดีนี้พยานจำเนื้อหา และรายละเอียดไม่ได้ แต่จับใจความได้ว่ามีการโจมตีรัฐบาลในขณะนั้น ที่ไม่ยอมตั้ง สสร. ในการร่างฯ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พยานยืนยันว่าการชุมนุมยุติลงในเวลา 21.00 น. ของวันดังกล่าว
ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานทราบว่าในปี 2557 มีการทำรัฐประหารภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับคณะ คสช. โดยหลังจากนั้นได้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ เป็นฉบับปี 2560
พยานทราบว่าในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ คนที่ร่างกฎหมายดังกล่าวก็เป็นกลุ่มคนที่คณะรัฐประหาร 2557 ได้เลือกมาทั้งหมด ไม่ได้มีการแต่งตั้งจากประชาชน ส่วนร่างของภาคประชาสังคมที่นำโดยกลุ่ม iLaw จะมีคนรณรงค์ร่วมลงชื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นจำนวนเท่าไหร่ พยานไม่ทราบ แต่ทราบว่าในวันที่มีการชุมนุมซึ่งเป็นเหตุในคดีนี้ คือวันเดียวกันที่จะมีการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
พยานยอมรับว่าในขณะนั้นมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งทำให้ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามสภาพการณ์ แต่ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็ได้ปฏิบัติตามหลักสากล และมีการแจ้งเตือนให้ยุติการชุมนุมกับผู้ชุมนุมในวันดังกล่าว
พยานยอมรับว่าในตอนช่วงเช้าของการชุมนุม มีกลุ่มไทยภักดีรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา โดยมีการยื่นหนังสือค้านในการแก้ร่างรัฐธรรมนูญฯ แต่ไม่มีการดำเนินคดีกับประชาชนกลุ่มนี้ แต่ดำเนินคดีกับกลุ่มราษฎร
นอกจากนี้ ตามเอกสารในคดีที่มีภาพถ่ายเกี่ยวกับการชุมนุม ก็เป็นภาพเหตุการณ์เพียง 20 % เท่านั้น พยานไม่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ตัวเองเป็นหัวหน้าในการควบคุมสถานการณ์ มีการจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่ตามจุดต่าง ๆ แม้พยานจะประจำอยู่แค่จุดเดียว คือตรงสี่แยกเกียกกาย แต่ก็ยังเป็นคนดูภาพรวมของสถานการณ์ทั้งหมด
พยานยังรับว่าตามบันทึกถอดเทปคำปราศรัยในคดี ในการปราศรัยของจำเลยมีการกล่าวให้ยุติการชุมนุมเช่นเดียวกัน ไม่ใช่มีเพียงฝ่ายตำรวจที่ประกาศยุติการชุมนุม
พยานตอบทนายจำเลยว่า จากรายงานตรวจพื้นที่เกิดเหตุ ที่ระบุว่าไม่มีความเสียหาย ใด ๆ เกิดขึ้นจากการชุมนุม แต่พยานไม่ได้เป็นผู้จัดทำรายงานดังกล่าว ตนไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้างความเสียหาย เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่เกิดเหตุมีความวุ่นวายมาก ไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุความวุ่นวายได้
ตามรายงานข่าวที่ออกในทางสาธารณะระบุไว้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากแก๊สน้ำตาด้วย พยานทราบหรือไม่ พยานตอบว่าก็เป็นไปตามรายงานข่าวที่ทนายความให้ดู
ทนายจึงถามต่อว่า หากในวันนั้นเจ้าหน้าที่ไม่สกัดกั้นผู้ชุมนุม โดยปล่อยให้ผู้ชุมนุมได้เข้าไปชุมนุมอย่างสงบ ก็จะไม่มีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้น และไม่มีใครต้องได้รับบาดเจ็บ พยานตอบว่าการสกัดกั้นเป็นไปเพื่อการรักษาแนวปะทะไม่ให้ประชาชน 2 ฝ่ายในวันนั้นเข้าปะทะกัน และเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย แต่เมื่อทนายถามว่าในการสกัดกั้นนั้นใช้กฎหมายข้อใดมาใช้อ้างอิงการกระทำดังกล่าว พยานตอบว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ผู้บังคับบัญชาการตำรวจนครบาลมาตอบ
พยานยอมรับว่า กลุ่มคณะราษฎรได้เดินทางไปถึงรัฐสภา และมีการนั่งฟังอภิปรายโดยสงบ ไม่มีใครบุกรุกเข้าอาคารรัฐสภา และเมื่อมีการประกาศให้ยุติการชุมนุม ประชาชนก็แยกย้ายกันกลับ
.
พล.ต.ต.มณฑล บัวจีบ ผู้บังคับบัญชาการหน่วยสืบสวน กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 เบิกความว่าได้รับคำสั่งให้สืบสวนหาข่าว และกำกับหน้าที่ให้กับลูกน้องติดตามการชุมนุม โดยเฉพาะจำเลยในคดีนี้
พยานจัดเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวของจำเลยมาอย่างต่อเนื่องทั้งทางกายภาพและออนไลน์ โดยอธิบายเพิ่มเติมการเคลื่อนไหวทางกายภาพคือการไปติดตามในพื้นที่ชุมนุม ส่วนทางออนไลน์คือการติดตามทางสื่อโซเชียลมีเดียของจำเลย เห็นว่าจำเลยมีการตั้งกลุ่มเยาวชนปลดแอก ร่วมกับนักศึกษา นักเรียน เพื่อจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางประชาธิปไตย
พยานติดตามการเคลื่อนไหวของจำเลยก่อนการชุมนุมในเหตุนี้ เห็นว่าเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2563 มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่ากลุ่มของคณะราษฎรจะมีการชุมนุม โดยร่วมกับเครือข่ายหลายกลุ่มเช่น แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม
เมื่อวันที่ 9 และ 11 ก.ย. 2563 กลุ่มของจำเลยได้นัดหมายชุมนุมที่สนามหลวงในวันที่ 19 ก.ย. 2563 โดยมีมวลชนรวมตัวกันมากกว่า 20,000 คน ซึ่งในเวลาต่อมา ก็มีกลุ่มต่าง ๆ เปิดตัวขึ้นมากมาย และนัดหมายการชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค. 2563 เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกจากตำแหน่ง
ก่อนจะมีการชุมนุมในคดีนี้ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2563 มีกิจกรรมม็อบเฟส (Mob Fest) นัดหมายเชิญชวนให้ประชาชนร่วมชุมนุมในวันที่ 17 พ.ย. 2563 ที่รัฐสภา จัดกิจกรรมราษฎรล้อมสภา เริ่มชุมนุมตั้งแต่ 15.00 – 21.00 น. ทั้งนี้ พยานไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ได้รับรายงานมาจากพนักงานสอบสวนอีกทีหนึ่ง
อานนท์ขึ้นถามค้านกับพยานว่าจากการเบิกความข้างต้น ในการทำงานของตำรวจสันติบาลมีการถ่ายรูปทุกครั้ง แต่ในคดีนี้พยานไม่ได้ส่งรูปต่าง ๆ เข้ามาในสำนวนคดีใช่หรือไม่ พยานตอบว่าที่เบิกความข้างต้นเป็นการได้รับรายงานจากลูกน้อง พยานไม่ได้เบิกความลอย ๆ
จำเลยจึงถามต่อว่า พยานได้เอาหลักฐานทั้งหมดในคดีนี้ไปสอบปากคำกับพยานโจทก์ด้วยหรือไม่ หรือไม่ได้เอาเหตุการณ์อะไรไปเล่าให้ฟังเลย พยานบอกว่าไม่ได้เอาไปให้พนักงานสอบสวนใช้สอบปากคำ แต่ที่เบิกความข้างต้นเป็นการเล่าให้เห็นสถานการณ์เท่านั้น
อานนท์ถามว่าในการชุมนุม 19 ก.ย. 2563 ไม่ได้มีการสลายการชุมนุม และมีกิจกรรมฝังหมุดคณะราษฎรใหม่ เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่หมุดเดิมหายไป พยานทราบหรือไม่ว่าใครเป็นผู้ขโมยไป พยานตอบว่าไม่ทราบ และไม่ใช่หน้าที่ของพยานที่จะสืบทราบได้ และไม่ทราบด้วยว่าใครจะเป็นผู้ขโมยหมุดอันใหม่ที่กลุ่มคณะราษฎรนำไปฝังไว้ และในการสอบปากคำของคดีดังกล่าวพยานยอมรับกับจำเลยว่าไม่สามารถจำคำให้การที่ให้กับพนักงานสอบสวนไว้ได้ แต่จำได้ว่ามีการชี้ตัวจำเลยเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคดีดังกล่าว
พยานตอบจำเลยว่า ได้ฟังคำปราศรัยของจำเลยแล้ว แต่ไม่ขอออกความเห็นเกี่ยวกับคำปราศรัยในคดีนี้ เนื่องจากพยานเข้าให้การในฐานะผู้ให้ข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ยืนยันตามที่อานนท์บอกว่าในการชุมนุมนี้ไม่มีการสลายการชุมนุมเกิดขึ้น
ส่วนข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม พยานอธิบายกับจำเลยว่า พยานไม่ใช่คู่ขัดแย้งของกลุ่มผู้ชุมนุม และมีหน้าที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเป็นกลางรับฟังทุกฝ่าย
อานนท์ถามต่อว่าในการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค. 2563 ที่พยานได้เบิกความไว้ข้างต้น เป็นการชุมนุมโดยมีวัตถุประสงค์ใด พยานตอบว่าเป็นการชุมนุมขับไล่ประยุทธ์ แต่ในทุกการชุมนุมพยานเห็นว่ามีการเรียกร้อง 3 ข้อเรียกร้องของคนรุ่นใหม่เสมอ
อานนท์ถามว่าในส่วนการเรียกร้องให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พยานเห็นด้วยหรือไม่ พยานตอบว่าขอรับฟัง แต่จะเห็นด้วยหรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้ แต่เห็นด้วยว่าการเสนอร่างรัฐธรรมนูญควรทำที่รัฐสภา
อานนท์ถามต่อว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีการเปิดให้ลงประชามติ พยานจำได้หรือไม่ว่าตัวเองตอบคำถามเกี่ยวกับการที่ให้ สว. เลือกนายกได้ พยานตอบไปว่าอย่างไร พยานตอบว่าไม่ทราบ
พยานอธิบายเพิ่มเติมว่า ในคดีนี้มีการชุมนุมเรียกร้องให้สภารับร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน พยานเห็นด้วยกับร่างฯ ดังกล่าวหรือไม่ พยานตอบว่า ตัวเองมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยเท่านั้น
เกี่ยวกับประเด็นการรายงานตัวบุคคล และการชี้ตัวผู้กระทำผิดตามที่พยานเบิกความว่าลูกน้องส่งรายงานมาให้ดูนั้น อานนท์ให้พยานดูบัญชีรายชื่อพยานโจทก์ที่เข้าเบิกความในคดีนี้ และถามว่ามีรายชื่อใดบ้างที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพยาน ซึ่งพยานตอบว่าในนี้ไม่มีใครเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานเลย
อานนท์จึงถามต่อว่าในเหตุการณ์ชุมนุมนี้มีการเข้าสลายการชุมนุมจากเจ้าหน้าที่ คฝ. และมีการยิงปืนกระสุนยางใส่ประชาชนด้วย พยานได้ไปตามหาตัวเพื่อจับกุมหรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบและไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิง จำเลยจึงถามต่อไปว่าเหตุที่ไม่ได้ตามจับกุมเจ้าหน้าที่ที่ยิงกระสุนยาง เนื่องจากต้องการปกปิดการกระทำผิดของตัวเองใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้
พยายยอมรับว่าในวันดังกล่าวมีกลุ่มผู้ชุมนุมอีกฝ่ายร่วมชุมนุมด้วย แต่ไม่ทราบว่ามีการแจ้งจับกลุ่มไทยภักดีหรือไม่ และในวันเกิดเหตุจะมีการเปิดทางให้ผู้ชุมนุมเดินทางไปถึงรัฐสภาได้หรือไม่พยานไม่ทราบ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ และไม่ได้ขอกล้อง CCTV จากรัฐสภาเพื่อมาตรวจสอบ
ตอบทนายจำเลยถามค้าน ตามรายงานการสืบสวนของพยาน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นแอดมินเพจต่าง ๆ ที่จำเลยหยิบยกมาเบิกความใช่หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบ
.
พนักงานสอบสวน รับว่า พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่ใช้บังคับระหว่างประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน – ตรวจสถานที่หลังชุมนุม ไม่พบสิ่งใดเสียหาย
พ.ต.ท.ธรรมรัตน์ เรืองดิษฐ์ เบิกความว่าเมื่อตอนเกิดเหตุในคดีนี้ ตนได้ถูกส่งให้มาช่วยราชการอยู่ที่ สน.บางโพ ในตำแน่งพนักงานสอบสวน
ในวันนั้นพยานประจำการเตรียมความพร้อมอยู่ที่ สน. ตั้งแต่ช่วงเช้า และได้ลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้จัดทำบัญชีของกลาง เป็นซีดีบันทึกเหตุการณ์การปราศรัยของจำเลย รวมไปถึงทำรายงานการสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว
นอกจากนั้นได้มีหนังสือร้องทุกข์จากเขตดุสิต ว่าจำเลยไม่ได้ขออนุญาตใช้เครื่องกระจายเสียง แต่พยานไม่ได้มีการสอบปากคำ ผอ.เขตดุสิต แต่อย่างใด
จนเมื่อหลังเหตุการณ์ไปแล้ว ได้มีคำสั่งให้พยานสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงพยานในคดีนี้อย่าง เจษฎ์ โทณะวณิก และ พ.ต.อ.สุรเดช พจนาวงษ์พานิช ผู้กล่าวหาด้วย และได้ร่วมสอบปากคำจำเลย อานนท์ นำภา ในการสอบปากคำครั้งแรกด้วย แต่ในครั้งต่อ ๆ ไป พยานไม่ได้เป็นคนสอบปากคำ
ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานทราบว่าในการจะสั่งยกเลิกการชุมนุม ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ นั้นต้องมีคำสั่งจากศาลแพ่ง พยานเบิกความว่าตอนที่ บช.น. มีคำสั่งให้ยกเลิกการชุมนุมได้มีการไปขอคำสั่งจากศาลแพ่ง แต่เนื่องจากเลยเวลาราชการไปแล้ว จึงไม่สามารถขอคำสั่งได้ ศาลบอกให้มาอีกทีวันหลัง แต่ก็ไม่ได้มีการขอคำสั่งใหม่เนื่องจากการชุมนุมยุติไปแล้ว
พยานตอบทนายจำเลยว่าตนทราบว่าในขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่ถูกนำมาใช้ และเมื่อ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่นำมาใช้ ก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งการชุมนุมล่วงหน้าก่อน 24 ชั่วโมง
พยานทราบว่าในคดีการชุมนุมสาธารณะหลาย ๆ คดี ซึ่งเป็นคดีของศาลแขวงอื่น ๆ อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง และยอมรับว่าในตอนบันทึกสถานที่เกิดเหตุ พยานระบุไปว่าไม่พบความเสียหายใด ๆ
พยานตอบทนายจำเลยว่าในวันชุมนุม ไม่ปรากฏข้อมูลของอานนท์ จนกระทั่งขึ้นปราศรัยในเวลา 20.40 น.
.
พ.ต.อ.ชาญชาตรี สีดาคำ เบิกความว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุรับหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน สน.บางโพ และเป็นหนึ่งในคณะทำงานสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ ตามคำสั่งของกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยในคดีนี้ พยานได้สอบปากคำจำเลยทั้งสองด้วย
ตอบทนายจำเลยถามค้าน พยานไม่ทราบว่าในระหว่างประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จะไม่ถูกบังคับใช้ และไม่มีความเห็นว่าคำสั่งห้ามชุมนุม 50 เมตรรอบรัฐสภาเป็นคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ในการชุมนุมดังกล่าว พยานตอบทนายจำเลยว่าไม่มีข้อมูลว่ามีผู้ใดติดเชื้อโควิดจากการชุมนุม
ตอบทนายจำเลยว่าหลังจากการชุมนุมสิ้นสุดแล้ว ไม่พบว่ามีคนของรัฐสภามาร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม
พยานตอบทนายจำเลยว่าในสำนวนการสืบสวน เจ้าหน้าที่ได้ใช้น้ำผสมแก๊สน้ำตา และน้ำผสมสารเคมีฉีดเข้าที่ผู้ชุมนุมจริง
ในรายงานการสืบสวนระบุว่าจำเลย (อานนท์) ปรากฏตัวขึ้นปราศรัยในเวลา 20.47 น. เท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้ยุติการชุมนุมแล้ว
.
.
พยานนักวิชาการบางปากมองว่า คำปราศรัยของจำเลยดูหมิ่นสถาบันฯ ทำให้กษัตริย์ดูเหมือนสร้างภาพ อ้างรัฐธรรมนูญ ม.6 คุ้มครองสถาบันฯ ไม่ให้ใครล่วงละเมิด ขณะที่อีกบางปากมองว่าไม่เข้าข่าย ม.112 แต่ผิด ม.116 เนื่องจากมีการปลุกปั่น
สฤษดิ์ ธัญกิจจานุกูล ผอ.กองกฎหมาย มหาวิทยาลัยราชภัฎ สวนดุสิต เบิกความในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
พยานเบิกความเกี่ยวกับคำปราศรัยของจำเลยที่ 2 (อานนท์) ว่ามีเนื้อหาทำนองว่ายื่นข้อเสนอต่อสถาบันกษัตริย์ มีการออกไปเซลฟี่ แจกลายเซ็น เป็นการแสวงหาคนสนับสนุนนั้น พยานเห็นว่าคำว่าพยายามแสวงหาคนสนับสนุน คือการหมายถึงตัวรัชกาลที่ 10 นอกจากนี้ในข่าวสาธารณะยังเห็นว่า รัชกาลที่ 10 ได้เซลฟี่กับประชาชน ก็เลยเข้าใจได้ว่าคำปราศรัยของจำเลยที่ 2 หมายถึงกษัตริย์
พยานจึงเห็นว่า การปราศรัยดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นกษัตริย์ กล่าวหาว่ากษัตริย์หลอกลวงประชาชน และมีการเชื้อเชิญให้ประชาชนมาร่วมชุมนุม จึงเป็นการยุยงปลุกปั่นอีกด้วย
พยานตอบคำถามทนายจำเลยถามค้านว่า แม้ไม่ได้จบปริญญาเอกหรือทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มาโดยตรง และไม่เคยขึ้นทะเบียนเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานศาลยุติธรรม แต่เคยให้ความเห็นในคดีที่เกี่ยวกับมาตรา 112 มาแล้วไม่น้อยกว่า 30 คดี
พยานตอบคำถามจำเลย (อานนท์) ซึ่งถามค้านด้วยตัวเอง ยอมรับตามที่จำเลยถามว่า พยานเป็นคนจังหวัดตรัง ในตอนเลือกตั้ง พยานเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนโยบายไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ พยานเห็นด้วยตามที่จำเลยถามว่ากษัตริย์ควรถูกติชมได้ หากเป็นการติชมภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
พยานไม่ทราบข้อเท็จจริงกรณีรัชกาลที่ 10 ไปประทับที่ประเทศเยอรมัน หากมีหลักฐานก็จะยอมรับได้ พยานยอมรับว่าภายหลังการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ มีการเปิดให้ประชาชนเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด พร้อมแจกลายเซ็นนั้นเป็นเรื่องจริงตามภาพข่าวที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ แต่อธิบายเพิ่มเติมว่าให้ใช้คำว่าแจกลายเซ็นคงจะไม่เหมาะสม คิดว่าเป็นการลงพระปรมาภิไธยมากกว่า
จำเลยถามพยานถึงกรณีรัชกาลที่ 10 เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศกล่าวว่าประเทศไทยเป็น Land of Compromise (ดินแดนแห่งการประนีประนอม) ว่าจากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ พยานคิดว่ามีการ Compromise (ประนีประนอม) หรือไม่ พยานตอบว่า Compromise ของพระองค์กับของจำเลยเป็นคนละแบบกัน ส่วนใครทำผิดกฎหมายก็คือผิดกฎหมาย
ในประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีความน่ากังวลและเป็นเรื่องใหญ่ โดยจำเลยได้อธิบายให้พยานว่า ทรัพย์สินที่เป็นส่วนพระมหากษัตริย์ เช่น วัดพระแก้ว หากที่ดินดังกล่าวอยู่การครอบครองส่วนพระองค์แล้ว เมื่อมีการสวรรคตของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ทรัพย์สินที่ควรจะเป็นสมบัติสาธารณแผ่นดินก็จะถูกโอนย้ายไปตามกฎหมายมรดก ซึ่งสามารถตกทอดสู่ลูกหลานหรือบุคคลใดก็ได้ที่อยู่ในพินัยกรรม พยานตอบว่ากรณีดังกล่าวหากมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ ก็จะพูดได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เลยไม่อยากให้ความเห็น
พยานทราบว่ารัชกาลที่ 10 ทรงตรัสกับประชาชนที่เข้าเฝ้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์กับกลุ่มผู้ชุมนุมคนรุ่นใหม่ว่า “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจ” แต่ไม่ขอให้ความเห็นในเรื่องนี้ ถ้าอยากรู้ว่าในขณะที่พูดนั้นมีความรู้สึกเช่นไร ก็ต้องไปถาม ร.10 ด้วยตัวเอง
จำเลยได้ถามพยานว่าภาพจำเกี่ยวกับ ร.10 ในขณะที่ทรงเยี่ยมเยียนราษฎร หลังจากครองราชย์มีให้เห็นมากน้อยแค่ไหน พยานตอบว่าไม่ค่อยมี และที่มีการเชิญชวนให้ประชาชนเข้าเฝ้าใกล้ชิดทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมทั้งมีให้เซลฟี่ เรียกการกระทำดังกล่าวว่าปลอมได้หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ทราบ ส่วนการเซลฟี่ก็เป็นเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จะปลอมหรือไม่ พยานไม่รู้
พยานยอมรับว่าไม่ทราบข่าวที่กลุ่มไทยภักดีของหมอวรงค์ ได้เดินทางไปที่รัฐสภาในวันเดียวกัน พยานไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวมาก่อน ส่วนที่มีข่าวว่าพระราชินีจะเคยตรัสกับหมอวรงค์เรื่องการเคลื่อนไหวที่ต่อต้านการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ว่าเป็นเรื่องที่ทำถูกต้องแล้ว เพราะหมอต่อต้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อานนท์ถามกับพยานต่อว่า คำว่า “ไม่ถูกต้อง” คืออะไรในความหมายนี้ พยานตอบว่า คิดว่าไม่เกี่ยวกับที่คนรุ่นใหม่ที่ออกมาเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และไม่รู้ว่าหมอวรงค์ต่อต้านสิ่งใดอยู่
อานนท์ให้ดูภาพข่าวของวันที่ 1 พ.ย. 2563 ปรากฏเนื้อหาเกี่ยวกับ ร.10 ที่ทรงตรัสกับหมอวรงค์ว่า “ต้องช่วยกันเอาความจริงออกมา” จะมีความหมายว่าอะไร พยานตอบว่า ไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ได้รู้เหตุการณ์ในข่าวว่าคืออะไร ไม่อาจตีความได้
อานนท์จึงถามต่อว่า การกระทำแบบนี้ของ ร.10 เป็นการเลือกที่รักมักที่ชังหรือไม่ พยานตอบว่า จำเลยใช้เหตุการณ์สมมติมาอธิบาย บุคคลที่จำเลยใช้สมมติเป็นบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 พยานไม่อาจก้าวล่วงได้
ส่วนที่จำเลยถามว่า การที่ในหลวงเสด็จรับฟังกลุ่มประชาชนเสื้อเหลือง แต่กับอีกฝ่ายที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์กลับไม่เคยได้เข้าเฝ้าในหลวง พยานเห็นด้วยกับการกระทำแบบนี้หรือไม่ พยานตอบว่า การเข้าเฝ้าอาจมีคนทั้งสองกลุ่มก็ได้ จะมาบอกว่ามีแค่ซ้ายหรือขวาที่เข้าเฝ้าหรือไม่ พยานตอบไม่ได้
พยานไม่ทราบว่า การพูดคุยรับฟังของกลุ่มคนรุ่นใหม่กับ รัชกาลที่ 10 จะเกิดขึ้นเพื่อปรับความเข้าใจกันได้หรือไม่ แต่ยอมรับตามที่จำเลยถามว่าการแสดงออกทางการเมือง เช่นการ ชูสามนิ้ว สามารถทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย จำเลยจึงถามกับพยานว่า รัชกาลที่ 10 ควรรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่หรือไม่ พยานตอบว่าก็ควรที่จะมีการรับฟังกันเกิดขึ้น
ส่วนประเด็นตามมาตรา 116 ตามฟ้องที่จำเลยพูดเชิญชวนให้ผู้ชุมนุมไปแยกราชประสงค์ พยานตีความว่าจำเลยต้องการจะไปปิดเส้นทางคมนาคม
อานนท์ถามในคำปราศรัยจำเลยพูดโดยมีความหมายว่า ไม่ว่าตำรวจ คฝ. จะปิดอีกกี่แยก เราจะเดินไปให้ถึงสี่แยกราชประสงค์ พยานจึงตอบว่าการพูดทำให้คนฟังคิดเป็นอย่างอื่นได้หลายแบบ และยอมรับตามที่จำเลยถามว่าในวันที่ผู้ชุมนุมไปแยกราชประสงค์ไม่ทราบว่ามีการปิดสถานีรถไฟฟ้าหรือไม่อย่างไร
เกี่ยวกับมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญ จำเลยถามกับพยานว่าทราบหรือไม่ว่ามาตราดังกล่าวมีแม่แบบมาจากประเทศอะไร พยานตอบว่าไม่ทราบ แต่พยานทราบว่ากษัตริย์ต้องดำรงความเป็นกลางในระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข
อานนท์จึงถามต่อว่า หากกษัตริย์ปฏิบัติตัวผิดไปจากรัฐธรรมนูญ ประชาชนสามารถพิพากษ์วิจารณ์ได้หรือไม่ พยานตอบว่า ต้องดูว่าผิดอะไร และเอาอะไรมาตัดสินว่ามีความผิด
พยานไม่ทราบว่าการที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ ลงสมัครเลือกตั้งในปี 2562 จะสามารถทำได้หรือไม่ ทั้งไม่ทราบว่ามีการสั่งแก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านการทำประชามติจากประชาชนแล้ว หรือเรื่องที่มีการโอนหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ออกไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์อย่างไร ตลอดจนไม่ทราบเรื่องการโอนย้ายข้าราชการอัยการ คือพระองค์ภาฯ ไปเป็นข้าราชการทหารส่วนพระองค์ โดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการเช่นเดิม
อานนท์ถามค้านด้วยคำถามสุดท้ายว่า ถ้ากษัตริย์ทำผิด ย่อมสามารถถูกลงโทษตามกฎหมายได้ใช่หรือไม่ พยานตอบว่าสามารถลงโทษได้ แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจน
.
.
เจษฏ์ โทณะวณิก นักวิชาการนิติศาสตร์และอาจารย์วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย จังหวัดขอนแก่น เบิกความว่าเมื่อได้อ่านคำฟ้องแล้วมีความเห็นว่าการที่กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เป็นความประสงค์ที่ต้องการจะทำให้เกิดการสถาพรร่วมกันกับประชาชน เห็นว่าการใช้เสรีภาพสามารถมีได้ในประชาชนทุกคน แต่หากการใช้เสรีภาพทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม ก็เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มองว่า “สิทธิ” กับ “เสรีภาพ” ไม่เหมือนกัน ถ้ากฎหมายไม่เขียนรับรองไว้ว่าสิทธินี้ไม่มีอยู่ ก็ย่อมไม่สามารถมีสิทธิที่จะกระทำได้ เพราะการมีสิทธิอยู่มาพร้อมกับหน้าที่ที่บุคคลจะต้องปฏิบัติตาม
เมื่อพูดถึงการชุมนุมสาธารณะ ย่อมสามารถรวมกลุ่มกันได้ แต่ถ้ามีข้อกำหนดตามกฎหมาย หรือมีขอบเขตใด ๆ ก็ต้องปฏิบัติตามนั้น เช่น การชุมนุมต้องอยู่ในความสงบ ปราศจากอาวุธ
ในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งระบุไว้ว่าผู้ใดจะละเมิดมิได้ เวลาที่เราพูดถึงสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเมืองไหนที่มีประเพณีการปกครองโดยระบอบกษัตริย์มาอย่างยาวนาน และเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็ยังคงต้องมีการสืบสานประเพณีภายใต้กรอบของประชาธิปไตย การมีอยู่ของมาตรา 6 พยานจึงมองว่าเป็นพระราชสาสน์ของกษัตริย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และต้องการรักษาสถาบันกษัตริย์ให้เชื่อมโยงกับสถาบันอื่น ๆ จึงเป็นที่มาของคำว่า The king can do no wrong ซึ่งเป็นการสืบสานจากอดีตที่กษัตริย์ต้องอยู่ในที่เคารพสักการะ เป็นสถาบันหลักของชาติ
พยานได้เห็นเอกสารตามฟ้องเกี่ยวกับเหตุการณ์วันที่ 17 พ.ย. 2563 แล้วเห็นว่า ผู้ชุมนุมที่ไปปักหลักชุมนุมในวันดังกล่าวนั้นมีอยู่ 3 ลักษณะ ดังนี้
1.กลุ่มผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่างสงบไม่ได้มีการจาบจ้วง พูดจาล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์
2.กลุ่มผู้ชุมนุมที่ขึ้นเวทีปราศรัย แต่ไม่ได้พูดจาละเมิดอะไร
3.กลุ่มผู้ชุมนุมขึ้นปราศรัยที่มีการพูดจายุยงปลุกปั่น
กลุ่มที่ 3 พยานมองว่าเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่ต้องการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และสถาบันกษัตริย์ เช่น การยกเลิกมาตรา 112 – 116
อานนท์ขึ้นถามค้านพยาน โดยเริ่มต้นถามว่าเกี่ยวกับประวัติการศึกษาของพยาน ซึ่งเรียนจบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ได้มีวิทยานิพนธ์ที่ศึกษาเฉพาะกฎหมายมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ พยานตอบว่าใช่ และยอมรับว่าพยานไม่เคยเขียนข้อวิเคราะห์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวลงในวารสารนานาชาติ (Tier 1) มาก่อน แต่พยานเคยเขียนบทความเกี่ยวกับกษัตริย์ลงวารสารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่พยานไม่แน่ใจว่าวารสารดังกล่าวอยู่ในระดับ Tier 1 หรือไม่ และพยานยอมรับว่าเคยเข้าเป็นพยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในหลายคดี
เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ตามที่พยานเบิกความว่าเป็นการสืบสานประเพณี จำเลยถามกับพยานว่าในปี 2475 เคยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ระบุว่า กษัตริย์จะต้องบริหารประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ พยานตอบว่า รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเขียนขึ้นโดยคณะราษฎร ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่สามารถอ้างอิงถึงได้ แต่ยอมรับว่ามีการเขียนไว้ตามที่จำเลยถามจริง และยอมรับว่าหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ในมาตรา 6 ก็ยังคงระบุเนื้อความไว้อย่างเดิม
อานนท์ถามกับพยานว่าในการโอนทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปเป็นส่วนพระองค์ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสถาบันกษัตริย์หรือไม่ เพราะในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีการทำแบบนี้มาก่อน พยานตอบว่า ไม่ถูก เพราะมีการโอนทรัพย์สินอยู่เรื่อย ๆ บรรดาทรัพย์สินที่สะสมมาของแผ่นดินเป็นของกษัตริย์โดยสิ้นเชิง จึงเป็นที่มาของการเรียกกษัตริย์ในอีกนามนึงว่าพระเจ้าแผ่นดิน ที่ผ่านมาทรัพย์สมบัติแผ่นดินที่กษัตริย์ยกให้ ก็ไม่ได้แปลว่ายกให้เลย แต่เป็นการแบ่งให้ใช้ร่วมกันเท่านั้น
อานนท์ถามต่อว่าในกรณีนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงโอนย้ายทรัพย์สินแผ่นดินไปเป็นส่วนพระองค์ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัชกาลจะมีปัญหาเรื่องการจัดการมรดก เนื่องจากไม่ได้มีการจัดการตามกฎหมายมรดกแบบทั่วไปใช่หรือไม่ พยานตอบว่าต้องพิจารณาดูตามการสืบสันตติวงศ์ของกษัตริย์ และพิจารณาตามกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อานนท์จึงขยายความเพิ่มว่า หากมีการจัดการมรดกเกิดขึ้น ทรัพย์สินก็ต้องโอนไปตามบุตร ทายาทโดยชอบธรรมตามลำดับใช่หรือไม่ พยานตอบว่าต้องไปดูว่ามีการเขียนพินัยกรรมไว้อย่างไร ส่วนทรัพย์สินของกษัตริย์ ก็มีกฎหมายเฉพาะ จะใช้แค่กฎหมายมรดกไม่ได้
อานนท์ถามต่อถ้าเป็นไปตามที่พยานอธิบายมา ในอดีตทรัพย์สินของรัชกาลที่ 5 ทำไมรัชกาลที่ 10 ถึงไม่ได้รับส่วนแบ่ง ในเมื่อพระองค์ทรงเป็นลูกหลานที่สืบราชสันติวงศ์มา พยานตอบว่าจำเลยอาจไม่ได้ฟังที่พยานอธิบายเมื่อสักครู่ การแบ่งปันทรัพย์สินเป็นพระราชวินิจฉัยของพระองค์ จะมีการแบ่งหรือไม่แบ่งก็ได้ พยานไม่ทราบได้
จำเลยถามกับพยานว่า หากกษัตริย์ทำผิดกฎหมาย ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือไม่ พยานตอบว่า ยอมรับได้ เพราะกษัตริย์ย่อมต้องเป็นกลางทางการเมือง
.
กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าข้อความของจำเลยในคดีนี้ไม่เข้าข่ายมาตรา 112 แต่เห็นว่าเข้าข่ายมาตรา 116 ที่มีการปลุกปั่นให้ประชาชนเข้าร่วมการชุมนุม
พยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในการทำวิทยานิพนธ์ พยานไม่ได้ทำประเด็นเกี่ยวกับมาตรา 112 – 116 และยอมรับว่าไม่เคยได้รับเชิญให้ไปพูดประเด็นเกี่ยวกับสองมาตราดังกล่าวมาก่อน รวมถึงไม่เคยรับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาในวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายมาตรา 112 – 116 และยอมรับว่าเคยเข้าไปเป็นพยานโจทก์หลายคดีในสองข้อหานี้
พยานยอมรับว่าเคยเขียนบทความวิจารณ์ข้อเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ และเคยออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่เกิดขึ้น
ทนายถามว่าถ้าการชุมนุมเป็นการเชิญชวนไม่สวมหมวกกันน็อก จะถือว่าเป็นการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองหรือไม่ พยานตอบว่าต้องดูที่บริบท ว่ามีการกระทำซ้ำ ๆ เกิดขึ้นจากคำพูดของคนเชิญชวนหรือไม่
ส่วนหลังจากที่จำเลยปราศรัยแล้ว จะมีการก่อความไม่สงบถึงขนาดประกาศกฎอัยการศึกตามที่ทนายถามหรือไม่ พยานอธิบายว่าการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นการสะสมยาพิษที่ใส่ในสังคมเรื่อย ๆ ให้คนเกลียดสถาบันฯ
.
ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้อง จะเข้าข่ายมาตรา 112 หรือไม่ พยานขอไม่ชี้ แต่การกระทำของกลุ่มผู้ชุมนุม พยานเห็นว่าไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ
พยานเข้าใจว่าตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ต้องมีการแจ้งการชุมนุม และต้องมีผู้จัดการชุมนุม แต่จากเอกสารที่พยานได้ดูเห็นแล้ว เห็าว่าการชุมนุมนี้ไม่ได้มีการแจ้งการชุมนุมแต่อย่างใด
.
อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เบิกความแสดงความเห็นต่อคำปราศรัยของจำเลยว่า คำว่า “ปลอม” ที่ปรากฏในคำปราศรัยนั้นมีความหมายว่าการแสดงโดยไม่จริงใจ เป็นการสร้างภาพ ทำให้คนฟังเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์เสแสร้ง จึงคิดว่าเป็นการหมิ่นพระมหากษัตริย์
มองว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในสถานะที่จะละเมิดมิได้ เห็นว่าจำเลยไม่ได้ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 34 เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จำเลยไม่ได้ใช้สิทธิโดยชอบ
ตอบจำเลยถามค้าน ว่าที่อ้างว่าตนมีความเชี่ยวชาญด้านสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น เพราะเคยเขียนบทความหลากหลายบทความลงในเว็บไซต์ผู้จัดการ และตีพิมพ์รวมเล่ม ทราบว่า สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเจ้าของเว็บไซต์ผู้จัดการ
จำเลยได้ถามพยานอีกหลายคำถาม เป็นคำถามเกี่ยวกับข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับสถานบันพระมหากษัตริย์ มากกว่า 10 คำถาม แต่จำเลยไม่ขอตอบทั้งหมด ชี้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดี
.

จนท.เขตดุสิต ระบุไม่มีผู้แจ้งขอใช้เครื่องขยายเสียง แต่คนขอจะต้องเป็นผู้จัดชุมนุม
พัชรีพร กำเนิดศิริ เจ้าหน้าที่สุขาภิบาล สำนักงานเขตดุสิต ขึ้นเบิกความว่า ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ พยานมีหน้าที่รับผิดชอบตรวจวัดระดับเสียงของเครื่องขยายเสียง ซึ่งผู้ที่ต้องการจะขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงจะต้องมาทำคำร้องขอกับฝ่ายของพยาน โดยจะมีแบบฟอร์มให้กรอกคำร้อง และพยานจะนำคำร้องดังกล่าวส่ง ผอ.เขตให้เป็นผู้อนุมัติ ซึ่งจากการตรวจสอบเกี่ยวเหตุในคดีนี้ พยานเห็นว่าไม่มีการขออนุญาตเครื่องขยายเสียง
ทนายจำเลยถามค้าน พยานจำไม่ได้ว่า ขณะเกิดเหตุในคดีนี้เป็นช่วงที่การแพร่ระบาดโควิด – 19 สถานการณ์ไม่รุนแรงใช่หรือไม่ พยานตอบว่าจำไม่ได้ ส่วนพื้นที่ชุมนุมจะมีอากาศถ่ายเทสะดวกหรือไม่ พยานก็ไม่ทราบ
ส่วนช่วงปี 2563 จะมีรายงานผู้ติดเชื้อในเขตดุสิตหรือไม่พยานจำไม่ได้ แต่ที่พยานไปให้การว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเนื่องจากเห็นว่ามีการรวมตัวกัน ยอมรับว่าไม่ได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดในพื้นที่ชุมนุม
ส่วนการขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียง คนแจ้งจะต้องเป็นผู้จัดการชุมนุม แต่ในการชุมนุมจะมีใครเป็นผู้จัดการชุมนุมบ้างพยานไม่ทราบ
.
พยานผู้กล่าวหา เคยร่วมชุมนุม กปปส. เห็นด้วยกลับไปใช้ระบอบกษัตริย์-ไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มคนรักในหลวงในช่วงเดียวกัน แม้จะเสี่ยงโรค
สมชาย อิสระ ผู้กล่าวหา เบิกความว่าตนได้ติดตามการปราศรัยรวมถึงความเคลื่อนไหวของจำเลยและพวกมาโดยตลอด เนื่องจากมีพฤติกรรมก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยพยานได้เริ่มติดตามความเคลื่อนไหวมาตั้งแต่การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
เมื่อพยานได้ฟังการปราศรัยของจำเลยว่าด้วยเรื่องการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ยอมปรับตัวเข้ากับระบอบประชาธิปไตยและยังมีการหาผู้สนับสนุน พยานรู้สึกว่าเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นประมาท จึงได้ไปร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนที่ สน.บางโพ
พยานตอบอานนท์ซึ่งถามค้านเองว่า อยากให้รัชกาลที่ 10 อยู่ในสถานะแบบไหน ระหว่างก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หรือหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ว่าสถานะแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ยอมรับได้ แต่ก็ไม่ติดขัดอะไรหากจะเปลี่ยนสถานะกลับไปเป็นก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พยานเห็นว่าถ้าประเทศกลับไปใช้ระบอบกษัตริย์น่าจะดีกว่า เพราะนักการเมืองโกงกิน
พยานตอบอานนท์ว่าไม่ขอก้าวล่วงในเรื่องที่รัชกาลที่ 10 ไม่ได้เอาเยี่ยงย่างรัชกาลที่ 9 รวมไปถึงการแต่งกายและการประทับอยู่ที่เยอรมัน อาจเป็นภาพตัดต่อ แต่ถึงแม้เป็นภาพจริงก็ยอมรับได้ เพราะพระองค์ทรงปิดทองหลังพระ ส่วนเรื่องครอบครัว ไม่ขอก้าวล่วง
อานนท์ถามว่าที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทุกปีนั้น เป็นการประจบสอพลอสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ขอก้าวล่วง
พยานตอบจำเลยว่าที่ไม่ปรากฏโครงการในพระราชดำริของรัชกาลที่ 10 เลย เพราะท่านทรงปิดทองหลังพระ
พยานตอบว่าไม่ทราบเรื่องที่มีการโอนกำลังพลจาก กรมทหารราบที่ 1 และ 11 เข้าไปเป็นกองกำลังส่วนพระองค์ รวมไปถึงไม่ทราบเรื่องที่มีการโอนทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เข้าเป็นทรัพย์สินส่วนตัว แต่มองว่าเห็นด้วย เพราะรัชกาลที่ 10 จะได้มีการจ่ายภาษีอย่างถูกต้อง พยานเห็นด้วยกับการโอนทรัพย์สินดังกล่าว เพราะเป็นทรัพย์สินของรัชกาลที่ 10 เองอยู่แล้ว ท่านมีสิทธิจัดการตามความเหมาะสม ไม่กังวลเรื่องมรดก หรือการที่ทรัพย์สินจะกระจายลดน้อยลง
พยานยอมรับว่าในการชุมนุมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้น ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ พยานรู้สึกไม่ชอบใจ มีความเห็นว่าอยากจะชุมนุมก็ชุมนุมไป จะด่ารัฐบาลก็ทำได้ แต่อย่าก้าวล่วงพระมหากษัตริย์ พยานไม่เคยเข้าร่วม มีเพียงติดตามข่าวเท่านั้น
ในการชุมนุมในคดีนี้ซึ่งมีการสลายการชุมนุม พยานมองว่าการชุมนุมดังกล่าวจัดขึ้นท่ามกลางการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีคำสั่งให้เลิกการชุมนุม เมื่อไม่ยอมเลิก ก็ต้องเป็นไปตามนั้น
พยานยอมรับว่าทราบว่ามีการใช้แก๊สน้ำตากับเด็ก ๆ พยานเคยเห็นภาพมาก่อน ส่วนในระหว่างการชุมนุมที่มีเด็กตะโกนว่าถูกยิงและกรีดร้องนั้น พยานมองว่าเป็นการโกหก เล่นละคร เพราะไม่น่าจะเจ็บขนาดนั้น
ในวันที่ 2 พ.ย. 2563 ที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนรักในหลวง ซึ่งพยานก็ไป พยานยอมรับว่าแม้จะมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์การระบาดของโรคเช่นกัน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ไปนี้ไปด้วยความจงรักภักดีอยากจะรับเสด็จในหลวง และมองว่าการออกไปรับเสด็จนั้นไม่ใช่การชุมนุม ตอบจำเลยว่า ไม่ทราบว่าโควิดจะเลือกระบาดกับคนจงรักภักดีและคนไม่จงรักภักดีหรือไม่ ให้ไปถามโควิดเอาเอง
พยานชี้ว่าการที่รัชกาลที่ 10 มีการเสด็จไปเจอประชาชนอย่างใกล้ชิด คือเครื่องยืนยันว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีการปรับตัว รวมไปถึงการกล่าวต่อประชาชน การถ่ายเซลฟี่ และการชูป้ายไฟต้อนรับในหลวงและราชินี ก็ยิ่งแสดงออกถึงการปรับตัวใหม่ ๆ ของสถาบันฯ
พยานตอบว่าการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ย่อมสามารถทำได้ รัชกาลที่ 10 อยู่เป็นกลาง ไม่เข้าข้างใคร ที่ไม่เคยเห็นท่านแสดงออกอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ เพราะกลุ่มเด็กเหล่านี้ก็ไม่เคยไปเข้ารับเสด็จท่าน เชื่อว่าท่านรับฟังความคิดเห็นของเด็กรุ่นใหม่ ส่วนที่จำเลยถามว่าท่านจะอยากจับเด็กเข้าคุกไหม พยานตอบว่าคงไม่มีใครอยากจะจับเด็ก ถ้าไม่มีการกระทำผิด
ว่าด้วยเนื้อหาปราศรัยที่มีการกล่าวว่า “ถ้าวันไหนไม่ยอมปฏิรูปจะปฏิวัติ” จำเลยถามพยานว่าทราบหรือไม่ว่าหลังการปฏิวัติในปี 2475 ก็ยังคงมีพระมหากษัตริย์อยู่ พยานทราบ
.
ประดิษฐ์ ต้นจาน เบิกความว่าติดตามการชุมนุมของกลุ่มของจำเลยและพวกมาก่อน ในการชุมนุมวันที่ 17 พ.ย. 2563 พยานฟังเนื้อหาปราศรัยแล้วเกิดความไม่สบายใจ ทำให้รัชกาลที่ 10 มัวหมอง ประชาชนเกิดความไม่เคารพ เสื่อมเสียเกียรติ เป็นการด้อยค่ากษัตริย์
ตอบอานนท์ถามค้านว่ารู้จักกับสมชาย อิสระ ผู้กล่าวหาในคดีนี้ตั้งแต่ปี 2559 เนื่องจากเคยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส.
พยานยอมรับว่าระหว่างกลุ่มสามนิ้วและกลุ่มเสื้อเหลืองมีความขัดแย้งกัน และรับรู้ว่ากลุ่มเสื้อเหลืองที่มาชุมนุมในวันเดียวกันเป็นกลุ่มของหมอวรงค์
ระหว่างดูคลิปการชุมนุมพยานไม่เห็นจำเลย เห็นจำเลยแค่ตอนขึ้นปราศรัยในเวลา 2 ทุ่มกว่า ๆ เท่านั้น พยานจำได้ว่าจำเลยมีการขึ้นพูดให้ประชาชนที่มาเข้าร่วมกลับบ้าน ซึ่งพยานเห็นด้วย พยานไม่เห็นด้วยแค่ในส่วนของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ เท่านั้น
พยานตอบจำเลยว่าทราบดีว่าปัจจุบันประเทศไม่ได้ปกครองด้วยระบอบศักดินา แต่เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
จำเลยถามว่าพยานทราบไหมว่าคำว่า “พระบาตร” ใช้ได้กับทั้งกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย พยานทราบ จากนั้นจำเลยจึงถามว่าพยานอยากเป็นฝุ่นใต้ตีนใครหรือไม่ พยานตอบว่าอยากเป็น ส่วนใครที่ไม่อยากเป็นก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ควรพูด จำเลยถามว่าทำไมจึงอยากเป็นฝุ่นใต้ตีน พยานตอบว่าอยากจะใกล้ชิดกับพระองค์
พยานตอบคำถามสุดท้ายของจำเลยว่าถ้ามีลูกพยานก็อยากจะสอนให้ลูกเป็นฝุ่นใต้ตีนเช่นกัน
.
บันทึกการสืบพยานจำเลย
อานนท์ยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องขึ้นปราศรัย เพราะไม่ต้องการให้เกิดการใช้ความรุนแรงกับประชาชน ชี้การเสนอให้สถาบันกษัตริย์ปฏิรูปตนเองนั้นสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มีเจตนาล้มล้าง
อานนท์ นำภา จำเลยในคดีนี้ ขึ้นเบิกความเป็นพยาน กล่าวถึงความจำเป็นในการต้องออกมาปราศรัยและสื่อสารเกี่ยวกับสถาบันว่ากษัตริย์ เนื่องจากมีความพยายามเพิ่มพระราชอำนาจ ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเสด็จประทับอยู่ที่เยอรมันโดยไม่มีการตั้งผู้สำเร็จราชการนั้นขัดต่อจารีตประเพณีและทำให้การบริหารราชการล่าช้า ทั้งยังมีกริยาที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงการใช้อำนาจนอกราชอาณาจักร การขยายพระราชอำนาจทางการทหารผ่านการโอนกำลังพล การแก้ไข พ.ร.บ.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โอนทรัพย์สินของแผ่นดินมาเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ การกระทำในลักษณะที่ว่ามาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 ไม่เคยปรากฏว่าเคยมีมาก่อน เหตุผลทั้งหมดดังกล่าวนำมาสู่ข้อเสนอ 10 ข้อเพื่อปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนรุ่นใหม่
การชุมนุมในช่วงปี 2563 มีขึ้นเรื่อยมา หลายสถานที่ หลายกลุ่ม โดยหนึ่งในข้อเสนอหลักคือการเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออก โดยในการชุมนุมหลายครั้งเป็นการชุมนุมที่ไม่มีแกนนำ
ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563 เหตุมาจากมีการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยประชาชนได้มาร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเสนอโดย iLaw และมีประชาชนเข้าชื่อกว่าแสนรายชื่อ
ในวันดังกล่าว เดิมทีพยานไม่ได้ไปร่วมการชุมนุม แต่เมื่อดูไลฟ์สดติดตามสถานการณ์ พบว่ามีการใช้ความรุนแรงใส่ผู้ชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ มีการใช้น้ำผสมแก๊สน้ำตาและใช้น้ำผสมสี พยานจึงตัดสินใจไปร่วมการชุมนุม โดยเดินทางไปที่ฝั่งบุญรอด
เมื่อไปถึง มีการใช้แก๊สน้ำตาผสมน้ำยิงใส่ผู้ชุมนุมซึ่งเป็นเด็ก ๆ และสร้างความเจ็บแสบให้ดวงตา แม้พยานจะใส่แว่นกันแก๊สอยู่ก็ตาม หลังจากนั้นแว่นของพยานได้หล่นหายในที่ชุมนุม
เวลาต่อมาพยานจึงเดินขึ้นเวทีเพื่อบอกให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน และอย่าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจากการสืบพยานมา ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคนไหนแจ้งว่ามีตำรวจได้รับบาดเจ็บเลย
การขึ้นพูดในวันที่ 17 พ.ย. 2563 พยานมีแรงจูงใจดังนี้
1. นัดหมายกับผู้ชุมนุมให้กลับบ้าน
2.หากดูจากประวัติศาสตร์ เช่น ในช่วง 6 ตุลาคม 2519, พล.อ.เปรม องคมนตรี ปราศรัยกับทหารก่อนเกิดรัฐประหาร 2549 หรือการเรียกร้องการรัฐประหารของ สนธิ ลิ้มทองกุล หรือ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ แต่งกายชุดธงชาติซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม กปปส. พบว่าทุกครั้งที่สถาบันกษัตริย์มีการเอียงข้างทางการเมือง จะมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม
เพื่อไม่ให้เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น พยานจึงจำเป็นต้องขึ้นปราศรัย
พยานยืนยันว่าการพูดถึงข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ เป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่ไม่มีการเรียกร้องให้ล้มล้างการปกครอง เปลี่ยนรูปของรัฐ การแสดงออกดังกล่าวก็ถือว่าได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
พยานเห็นว่าการใช้มาตรา 112 ในการเอาผิดคนเห็นต่าง ทำให้ไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดี ทั้งรัฐสภายุโรป หรือสหประชาชาติเองก็มีการออกแถลงการณ์เรียกร้องให้หยุดดำเนินคดีด้วยมาตรา 112
พยานยืนยันปิดท้ายว่าจุดมุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์ปฏิรูปตนเองนั้นสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มีเจตนาที่จะล้มล้าง
.

พยานจำเลยชี้คำปราศรัยของอานนท์มุ่งหมายสถาบันไม่ใช่ตัวบุคคล ชี้มาตรการป้องกันของเจ้าหน้าที่ในการชุมนุมคือชนวนเหตุความรุนแรง
อิสระ ชูศรี นักแปล-นักวิจัยอิสระด้านภาษาศาสตร์ เบิกความให้ความเห็นถึงการปราศรัยของจำเลยว่า คำว่า “ท่าน” ในคำปราศรัยไม่สามารถระบุได้ว่าหมายถึงใคร และการพูดถึงว่าการเซลฟี่นั้นปลอม เมื่อดูบริบทประกอบพบว่าไม่เคยมีการทำมาก่อน คำว่าปลอมหมายถึงไม่ใช่ของแท้ดั้งเดิม จึงหมายความได้ว่าการเซลฟี่ไม่ใช่ลักษณะอันพึงเป็น พยานไม่คิดว่าการเซลฟี่ในบริบทนี้หมายถึงรัชกาลที่ 10 เนื่องจากไม่เคยเห็นรัชกาลที่ 10 ถือโทรศัพท์ถ่ายรูป
เมื่อดูเจตนาของคำปราศรัยพบว่ามีเจตนาต้องการวิจารณ์ อันหมายถึงอยากปรับปรุงให้ดีขึ้น เห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์อยากให้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นการดูหมิ่น การดูหมิ่นดูถูกนั้นหมายถึงการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแย่ลง ไม่ได้มีเป้าหมายให้สิ่งที่พูดดีขึ้น
เมื่อพิจารณาบริบทในข้อความแล้วพบว่าเป็นการมุ่งเน้นการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นไปที่ระบอบมากกว่าตัวบุคคล
บุณยนุช มัทธุจักร เจ้าหน้าที่ iLaw เบิกความว่า ในตอนนั้น พยานเป็นเจ้าหน้ารณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 มีปัญหาทั้งเนื้อหาและที่มา มีความจำเป็นต้องมีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้มีการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ในการเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างฯ โดยรวบรวมรายชื่อได้ถึงแสนรายชื่อ และได้เสนอให้รัฐสภาพิจารณา
ในวันเกิดเหตุ พยานเข้าไปทำหน้าที่สังเกตการณ์ในสภา โดยก่อนหน้าได้ทราบว่ามีการชุมนุม แต่ไม่ทราบใครเป็นผู้จัด ในช่วงเช้าในตอนเดินทางมายังรัฐสภา พยานได้พบกลุ่มคนเสื้อเหลืองจำนวนมากชุมนุมกันที่หน้ารัฐสภา จำไม่ได้ว่ามีสิ่งกีดขวางหรือไม่ แต่จำได้ว่ายังสามารถเดินทางสัญจรได้อยู่
ในช่วงเย็นได้ทราบว่ามีการใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุม และได้มีเจ้าหน้าที่ iLaw ออกไปสังเกตการณ์ ขณะเดียวกันการประชุมร่วมในสภาก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญถึง 7 ฉบับ โดย 3 ฉบับมีเนื้อหาใกล้เคียงกัน ส่วนอีก 4 ฉบับเป็นการแก้ไขรายมาตราจากรัฐธรรมนูญ 60
พยานออกจากสภาช่วงเวลาประมาณ 22.30-23.00 น. เมื่อออกมาสถานการณ์ภายนอกดูปกติดี แต่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าก่อนหน้าเคยมีการชุมนุม เนื่องจากพยานรู้สึกแสบตา เพราะแก๊สน้ำตาที่ยังกระจายอยู่ในบริเวณนั้น ตอนที่ออกมา ไม่พบประชาชนแล้ว รถเองก็แทบไม่มีแล้วเช่นกัน
พยานยังเบิกความและนำส่งเอกสารถึงการเปลี่ยนแปลงพระราชอำนาจผ่านการแก้ไขกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 10 ซึ่งทาง iLaw ได้เคยเขียนบทความ “ส่วนราชการในพระองค์: คสช. สร้างหน่วยงานพิเศษที่ตรวจสอบไม่ได้ ทำลายระบอบประชาธิปไตยฯ” ซึ่งได้ว่าด้วยการแก้ไข รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งมี “การจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์” ที่ระบุไว้ในมาตรา 15 ซึ่งปัจจุบันมาตราดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้อยู่
นอกจากนี้หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังมีการออก พ.ร.บ.จัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ ที่ทำให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการโอนย้ายข้าราชการตามอัธยาศัยได้ เดิมทีนั้นการที่พระมหากษัตริย์จะแต่งตั้งหรือปลดข้าราชการใดนั้นจะต้องกระทำโดยมีผู้ลงนามรับสนองฯ
การเปลี่ยนแปลงพระราชอำนาจผ่านการแก้ไขกฎหมายเช่นนี้ คสช. ได้สร้างระบบกฎหมายพิเศษที่ตรวจสอบไม่ได้ขึ้นมา โดยมีการระบุว่า “ส่วนราชการในพระองค์ ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ” ผลที่ตามมาคือทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้แม้จะมีการกระทำความผิด ต่างจากส่วนราชการปกติ ซึ่งหากมีการกระทำความผิดก็สามารถทำอุทธรณ์คำสั่งหรือตั้งกรรมการตรวจสอบได้
กระบวนการทั้งหมดนี้ พยานมองว่าเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย และยังขัดกับหลักการพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ (The King Can Do No Wrong) ซึ่งประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ต่างก็ใช้หลักนี้ อ้างอิงจากความเห็นของ ปรีดี พนมยงค์ และ หยุด แสงอุทัย ที่มีความเห็นต้องหลักนี้ว่า พระมหากษัตริย์ทำผิดไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำด้วยพระองค์เอง หากจะทำอะไร ต้องมีผู้ลงนามรับสนองฯ กษัตริย์ไม่ได้กระทำการโดยพระองค์เอง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 ก็บัญญัติไว้เช่นกัน
นอกจากนี้ iLaw ยังศึกษาเพิ่มเติมถึง พ.ร.บ.ทรัพย์สินฯ โดยเขียนออกมาในบทความ “เทียบ พ.ร.บ.ทรัพย์สินฯ 4 ฉบับ พระราชอำนาจกษัตริย์เพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง?” สรุปความเปลี่ยนแปลงในการจัดระเบียบทรัพย์สินเกี่ยวกับกษัตริย์ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้ ทำให้สาธารณะสมบัติไม่มีอีกต่อไป กลายเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปทั้งหมด และยังมีหลักการว่าด้วยเมื่อมีปัญหาในการนิยามว่าทรัพย์สินใดเป็นของพระมหากษัตริย์ให้เป็นไปตามพระราชวินิจฉัย
ในส่วนของหุ้นของบริษัท SCG และ SCB นั้น เดิมทีเป็นชื่อของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในตอนนี้ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นพระนามของรัชกาลที่ 10 แทน ซึ่งเมื่อทรัพย์สินดังกล่าวกลายมาเป็นส่วนของพระองค์เอง มีการให้อำนาจในการจัดการทรัพย์สินตามพระราชอัธยาศัย หมายความกษัตริย์ก็ย่อมสามารถโอนจ่ายทรัพย์สินเหล่านี้ออกไปได้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ก็สามารถตกทอดเป็นทรัพย์มรดกได้ตามหลักประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
.
พัชร์ นิยมศิลป์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เบิกความว่าตนได้ทำวิทยานิพนธ์ ป.เอก เกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ และยังสอนวิชากฎหมายการชุมนุมสาธารณะด้วย โดยในคดีนี้ มองว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้ในมาตรา 44 นอกจากนี้ยังมีกฎหมายระหว่างประเทศรับรองไว้ เช่น ICCPR และ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อีกด้วย
พยานตั้งขอสังเกตว่าการสลายการชุมนุม รวมไปถึงการตั้งสิ่งกีดขวาง และการประกาศห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบรัฐสภา การกำหนดและการกระทำดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นไปโดยชอบ และยิ่งประกอบการเดินทางมาของผู้ชุมนุม ซึ่งไม่มีความรุนแรง หรือมีการพกพาอาวุธ การชุมนุมดังกล่าวอยู่ในพิสัยที่จะดูแลการชุมนุมได้ จึงเห็นได้ว่าความรุนแรงเริ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาจัดการสถานการณ์
เมื่อพิจารณาต่อว่ามีการชุมนุมของอีกกลุ่มหนึ่งในวันเดียวกัน เห็นได้ว่ามีการเลือกปฏิบัติกับผู้ชุมนุมสองกลุ่มแตกต่างกัน
ในการจัดแนวป้องกัน ได้มีการจัดแนวป้องกันที่เกินกว่ามาตรฐานสากล เช่น การใช้รั้วลวดหนาม ซึ่งเมื่อผู้ชุมนุมไปเห็นจึงได้มีการรื้อถอนออก เวลาต่อมาเจ้าหน้าที่จึงได้ฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม พยานมองว่าเหตุสำคัญคือการตั้งรั้วลวดหนามดังกล่าวเป็นเหตุที่นำไปสู่ความรุนแรง
พยานยังมีข้อสังเกตอีกว่าสถานที่ราชการในประเทศไทยมีรั้วรอบขอบชิดอยู่แล้ว ระยะจากกำแพงสภาไปถึงข้างในสภาก็มีระยะห่างพอสมควร การนำแบริเออร์และรั้วลวดหนามมาใช้จึงเป็นมาตรการที่เกินควร และการประกาศเรื่องห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตร ก็ไม่มีความจำเป็น
นอกจากนี้ประกาศห้ามชุมนุมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค ยังเป็นประกาศที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาได้ ทำให้กระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ประกาศของนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นประกาศที่ให้อำนาจอย่างกว้างขว้างซึ่งเปิดช่องให้ลิดรอนเสรีภาพเป็นอย่างมาก
พยานปิดท้ายว่าการปราศรัยของจำเลยนั้น ที่ว่าสถาบันฯ ไม่ยอมปรับตัว มุ่งเน้นไปที่ตัวสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ตัวบุคคล แต่ มาตรา 112 นั้นปกป้องประมุขของประเทศซึ่งเป็นบุคคล ดังนั้น คำปราศรัยของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112

.
คดีนี้จะเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 10 ของอานนท์ นำภา ที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา ก่อนหน้านี้ เขาถูกลงโทษจำคุกรวมแล้วทั้งสิ้น 24 ปี 33 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 26 ปี 9 เดือนเศษ แยกเป็นคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 จำนวน 9 คดี, คดีข้อหาหลักตามมาตรา 116 จำนวน 1 คดี, คดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1 คดี และคดีละเมิดอำนาจศาล 1 คดี โดยทุกคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา



