พิพากษายืน จำคุก “ไผ่” 2 ปี 12 เดือน “ครูใหญ่” 2 ปี คดี 112 ศาลอุทธรณ์ชี้ แม้คำปราศรัยไม่เอ่ยถึงกษัตริย์องค์ใด แต่จำเลยเกิดในรัชกาลที่ 9 – อยู่ในรัชกาลที่ 10 เชื่อว่าเจตนาสื่อถึง ร.10 

3 ก.ย. 2568 เวลา 09.45 น. “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ 2 นักกิจกรรมภาคอีสาน เดินทางไปที่ศาลจังหวัดภูเขียว เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน 

โดยศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 จำคุกคนละ 3 ปี  เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 (ไผ่) กึ่งหนึ่ง เนื่องจากเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำผิดซ้ำภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 (ครูใหญ่) มีกำหนด 2 ปี ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต พิพากษายกฟ้อง

ทั้งนี้ หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไผ่และครูใหญ่ได้ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อหาตาม มาตรา 112 โดยไผ่ยืนยันว่า เจตนากล่าวถึง “สถาบันกษัตริย์” ไม่ระบุถึงบุคคลใด จึงไม่อาจตีความมาตรา 112 ในลักษณะขยายความ และทำให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามมาตรา 112 ได้

ส่วนครูใหญ่อุทธรณ์ว่า การปราศรัยที่หน้า สภ.ภูเขียว เป็นใช้เสรีภาพแสดงความเห็นตามรัฐธรรมนูญ วิจารณ์การออกกฎหมายที่กระทบสถาบันกษัตริย์ด้วยเจตนาห่วงใย ไม่ได้กล่าวถึงองค์พระมหากษัตริย์ อีกทั้งศาลชั้นต้นได้หยิบถ้อยคำนอกคำฟ้องมาวินิจฉัยเจตนาของจำเลย โดยโจทก์มิได้นําสืบเกี่ยวกับข้อความดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ทั้งไผ่และครูใหญ่ยืนยันว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 บัญญัติให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ เช่นเดียวกับรับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นไว้ในมาตรา 34 การตีความรัฐธรรมนูญจึงต้องคำนึงคุณค่าตามรัฐธรรมนูญทั้งสองประการ โดยไม่ทําให้คุณค่าใดดํารงอยู่โดยทําลายคุณค่าอีกอย่างหนึ่ง 

อ่านฐานข้อมูลคดีนี้: คดี 112 “ไผ่-ครูใหญ่-ไมค์” หลังปราศรัยหวังให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หน้า สภ.ภูเขียว 

.

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ชี้ การหมิ่นประมาทอดีตกษัตริย์ย่อมกระทบถึงกษัตริย์องค์ปัจจุบัน แม้คำปราศรัยไม่เอ่ยถึงกษัตริย์องค์ใด แต่จำเลยเกิดใน ร. 9 – อยู่ใน ร. 10 เชื่อว่าเจตนาสื่อถึง ร.9 – ร.10

ราว 09.45 น. ไผ่และครูใหญ่พร้อมทนายความเดินทางถึงศาล โดยมีแม่ไผ่และเพื่อน ๆ เกือบสิบคนเดินทางมาให้กำลังใจและร่วมฟังคำพิพากษา ตำรวจศาล 2 นาย ยืนเฝ้าระวังสถานการณ์และแจ้งการปฏิบัติตัวในห้องพิจารณา ขณะที่ตำรวจประจำศาลพร้อมด้วยกุญแจมือสำหรับควบคุมตัวจำเลยที่มีคำพิพากษาลงโทษเข้านั่งประจำด้านหลังห้อง

ราว 10.00 น. ผู้พิพากษาศาลจังหวัดภูเขียวออกนั่งพิจารณาคดี และอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีเนื้อหาในส่วนที่เป็นการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังนี้

สําหรับข้อหาร่วมกันฝ่าฝืนข้อกําหนดห้ามมิให้มีการชุมนุม การทํากิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ข้อหาร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาร่วมกันทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคําพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า คํากล่าวปราศรัยาของจําเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ…” จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุว่า พระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ซึ่งยังทรงครองราชย์อยู่ในขณะกระทําความผิดหรือไม่ และก็มิได้ระบุว่าพระมหากษัตริย์ที่ถูกกระทําจะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงครองราชย์อยู่ เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวอยู่ในลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แสดงให้เห็นว่า แม้การกระทําความผิดจะกระทบต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท เพียงพระองค์เดียว ย่อมมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ 

ประเทศไทยปกครองโดยพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนกระทั่งระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชนก็ตาม แต่พระมหากษัตริย์ก็ยังคงได้รับความเคารพสักการะให้ทรงเป็นประมุขของประเทศ เป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ดํารงตําแหน่งจอมทัพไทย ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจที่จะสถาปนาและถอดถอนฐานันดรศักดิ์ กับพระราชทานและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กฎหมายที่ผ่านสภาโดยฝ่ายนิติบัญญัติ การแต่งตั้งตําแหน่งสําคัญไม่ว่าจะเป็นประธานองคมนตรี องคมนตรี คณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง การดํารงตําแหน่งกระทําโดยการสืบราชสันตติวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาล

ทําให้พระมหากษัตริย์จะสืบทอดทางสันตติวงศ์ทางสายพระโลหิตต่อกันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์จักรีตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชต้นราชวงศ์ ตลอดมาจนกระทั่งรัชกาลปัจจุบัน ประชาชนในประเทศจึงผูกพันกับพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นที่เคารพสักการะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ จะกล่าวหาหรือฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้ 

ด้วยเหตุนี้การที่กฎหมายมิได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะต้องครองราชย์อยู่เท่านั้น ผู้กระทําจึงจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แม้จะกระทําต่ออดีตพระมหากษัตริย์ซึ่งสวรรคตไปแล้วก็ยังเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว การหมิ่นประมาทอดีตพระมหากษัตริย์ก็ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ยังทรงครองราชย์อยู่ 

ดังจะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดมบรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 อันเป็นรัชกาลปัจจุบัน หากตีความว่า พระมหากษัตริย์ต้องเป็นองค์ปัจจุบันที่ยังทรงครองราชย์อยู่ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการละเมิด หมิ่นประมาท ให้กระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้ 

ดังได้กล่าวในเบื้องต้นมาแล้วว่า ประชาชนชาวไทยผูกพันกับสถาบันกษัตริย์มาโดยตลอด แม้จะเสด็จสวรรคตไปแล้วประชาชนก็ยังเคารพสักการะ ยังมีพิธีรําลึกโดยทางราชการจัดพิธีวางพวงมาลาทุกปี ดังนั้น หากมีการดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้วก็ยังกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชน อันจะนําไปสู่ความไม่พอใจและอาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้ 

และเมื่อขณะเกิดเหตุตามฟ้อง จําเลยที่ 1 และที่ 2 อายุ 29 ปี และ 31 ปี ตามลําดับ แสดงว่าจําเลยที่ 1 และที่ 2 เกิดในรัชกาลที่ 9 และอยู่ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นรัชกาลปัจจุบัน คํากล่าวปราศรัยของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมสื่อให้ผู้ฟังเห็นถึงเจตนาภายในของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าหมายถึงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เป็นหลัก แม้ถ้อยคําของจําเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่ได้ระบุชื่อรัชกาลที่ 9 หรือรัชกาลที่ 10 โดยตรง แต่ประชาชน บุคคลทั่วไปที่ได้ฟังคํากล่าวปราศรัยของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเข้าใจในความหมายของคํากล่าวปราศรัยของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ต้องการสื่อให้เห็นตามคํากล่าวปราศรัยของตน 

เมื่อจําเลยที่ 1 และที่ 2 เกิดในรัชกาลที่ 9 ที่มีโครงการพระราชดําริหลายพันโครงการที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน และยังคงดําเนินอยู่ในรัชกาลที่ 10 ที่เป็นที่รับรู้ทั่วไปของประชาชนชาวไทย ดังนั้น คํากล่าวปราศรัยของจําเลยที่ 1 จึงเป็นการด้อยค่าองค์พระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นที่เคารพสักการะ ซึ่งผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ ทั้งยังทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในองค์พระมหากษัตริย์ ทําให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว 

แม้จําเลยที่ 1 จะอุทธรณ์ว่า คํากล่าวปราศรัยของจําเลยที่ 1 หมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ มิได้มีเจตนากล่าวถึงกษัตริย์พระองค์ใดก็ตาม แต่คําว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมมีความหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นั่นเอง หาใช่เช่นที่จําเลยที่ 1 อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจําเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น 

ส่วนคํากล่าวปราศรัยของจําเลยที่ 2 แม้ข้อความที่ปราศรัยจะแตกต่างจากจําเลยที่ 1 แต่ถ้อยคํากล่าวปราศรัยที่เน้นว่า “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ใคร” หรือ “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร” ตามที่จําเลยที่ 2 อุทธรณ์ ก็มีความหมายไม่ต่างกัน เท่ากับเป็นการยืนยันว่า พระมหากษัตริย์เป็นผู้กระทําตามคํากล่าวปราศรัยของจําเลยที่ 2 คํากล่าวปราศรัยของจําเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เช่นกัน หาใช่เป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการออกกฎหมายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังที่จําเลยที่ 2 อุทธรณ์ไม่ 

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจําเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน 

ส่วนที่จําเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า พฤติการณ์ในการกระทําความผิดของจําเลยที่ 2 นับเป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 รัชกาลที่ 10 และต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย กรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้ อุทธรณ์ของจําเลยที่ 2 ข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน 

ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ไม่ทําให้ผลคําพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จําต้องวินิจฉัย 

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องข้อหาร่วมกันทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) (3) โดยไม่ได้มีคําวินิจฉัยในเรื่องของกลางที่โจทก์ขอให้ริบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในข้อหานี้ 

โดยวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอฟังได้ว่าการชุมนุมปราศรัยของจําเลยที่ 1 และที่ 2 มีมูลเหตุจูงใจเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน จําเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) (3) ดังนั้น ป้ายผ้าของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทําความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ซึ่งให้ศาลใช้ดุลพินิจที่จะริบของกลาง อีกทั้งไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งต้องริบตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทําหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 เช่นกัน 

พิพากษายืน แต่ให้ยกคําขอให้ริบของกลาง โดยให้คืนของกลางแก่เจ้าของ 

ลงชื่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่จัดทำคำพิพากษา ได้แก่ เลิศชาย สุวพงษ์, เลิศบุญ เหลืองฐิติสกุล และสุรพร ชลสาคร 

.

หลังศาลอ่านคำพิพากษาจบ ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอประกันไผ่และครูใหญ่ระหว่างฎีกา โดยเสนอเงินสดเป็นหลักประกันคนละ 400,000 บาท เพิ่มจากเงินประกันชั้นอุทธรณ์ที่วางไว้คนละ 300,000 บาท ขณะที่ตำรวจประจำศาลนำทั้งสองคนลงไปควบคุมตัวที่ห้องขังด้านหลังศาลในระหว่างรอคำสั่งว่าศาลจะให้ประกันหรือไม่

ประมาณ 11.40 น. ศาลจังหวัดภูเขียวมีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันให้ศาลฎีกาพิจารณา โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า คาดว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งในวันพรุ่งนี้ (4 ก.ย. 2568) 

ผลจากคำสั่งดังกล่าวทำให้ช่วงเย็นไผ่และครูใหญ่ต้องถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำอำเภอภูเขียว โดยแม่ไผ่และเพื่อน ๆ ยังติดตามไปรอยืนส่งทั้งสองคนเข้าเรือนจำ ระหว่างรอรถผู้ต้องขัง กฤติพงษ์ แสนสุข ผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอภูเขียว ได้เดินทางมาถึงก่อน และเดินเข้ามาพูดคุย ก่อนแจ้งว่า “ไม่ต้องห่วงนะ จะดูแลทั้งสองคนให้ดีตามสิทธิมนุษยชน”  

ก่อนหน้านี้ไผ่และครูใหญ่เคยถูกคุมขังระหว่างขอประกันในชั้นอุทธรณ์ในคดีนี้มาแล้วรวม 2 วัน 1 คืน

.

คำร้องขอประกันไผ่ระบุว่า จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เนื่องจากมีความมุ่งหมายส่วนตนในการเป็นทนายความเพื่อเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้อื่น โดยอยู่ระหว่างการสอบใบอนุญาตว่าความจากสภาทนายความ, จำเลยไม่มีพฤติการณ์ก่ออันตรายประการอื่น โดยหลังเกิดเหตุในคดีนี้ จำเลยไม่เคยถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 อีก ที่สำคัญ จำเลยมีนัดสืบพยานในคดีมาตรา 112 ของศาลอาญา (คดีชุมนุม19กันยา) ในเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2568 รวม 28 นัด หากคุมขังจำเลยไว้จะทำให้ต้องเคลื่อนย้ายผู้ต้องขังไปกลับต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง สูญเสียทั้งงบประมาณในการเดินทางและจำนวนผู้คุมที่ต้องดูแลผู้ต้องขัง 

ส่วนคำร้องขอประกันครูใหญ่ระบุว่า จำเลยไม่เคยมีพฤติการณ์หลบหนี  มีภาระหน้าที่ต้องดูแลธุรกิจร้านอาหารและครอบครัว ทั้งนี้ หากศาลกำหนดเงือ่นไขการปล่อยชั่วคราวใด ๆ จำเลยยินดีปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

.

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีนี้เป็นอีกคดีที่มีการตีความมาตรา 112 ขยายการคุ้มครองไปถึงอดีตกษัตริย์ โดยก่อนหน้านี้คดีที่ศาลพิพากษาในลักษณะนี้ ได้แก่ คดีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กและติ๊กต่อกของ “ไวรัส”, คดีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของ “พอร์ท ไฟเย็น” หรือคดีโพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณี ร. 8 สวรรคตของ “วุฒิภัทร” เป็นต้น 

นอกจากนี้ยังตีความขยายไปด้วยว่า สถาบันกษัตริย์ หมายรวมถึงกษัตริย์องค์ปัจจุบันด้วย คดีที่มีการตีความในลักษณะนี้ เช่น คดีโพสต์รูปและข้อความของทิวากร และคดีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของพิมชนก เป็นต้น 

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมีข้อสังเกตทางกฎหมายว่า การตีความมาตรา 112 ในลักษณะขยายความเช่นนี้ ขัดต่อหลักกฎหมายอาญาซึ่งต้องตีความอย่างเคร่งครัด เนื่องจากกฎหมายอาญามีบทลงโทษที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

.

**(อัพเดต) ต่อมา วันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันไผ่และครูใหญ่ ระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้อีกหลายคดี ทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี หากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง”

.

.

X