จับตา! คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หลัง “ไผ่ – ครูใหญ่” อุทธรณ์ ยืนยันปราศรัยที่ภูเขียวเจตนากล่าวถึง “สถาบันกษัตริย์” จึงไม่อาจตีความขยายว่าผิด 112 ได้

3 ก.ย. 2568 ศาลจังหวัดภูเขียวนัด “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ 2 นักกิจกรรมภาคอีสาน ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในคดีมาตรา 112, 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้อนุญาต จากการปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ตำรวจ สภ.ภูเขียว ขอโทษ กรณีไปคุกคามนักเรียนที่บ้าน 

คดีนี้ไผ่และครูใหญ่ให้การปฏิเสธโดยมีข้อต่อสู้ว่า ผู้ชุมนุมและการชุมนุมมีการคัดกรอง สถานที่ชุมนุมโล่งกว้าง ไม่แออัด ไผ่และครูใหญ่ปราศรัยวิจารณ์รัฐบาลที่ออกกฎหมายส่งผลกระทบสถาบันกษัตริย์ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง รวมถึงปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ได้เรียกร้องให้ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ รวมถึงพยานหลักฐานที่เป็นคลิปของโจทก์ตลอดจนบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยนั้นไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2567 ศาลจังหวัดภูเขียวพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 (ไผ่) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงซ้ำในอนุมาตราเดียวกันภายใน 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 (ครูใหญ่) มีกำหนด 2 ปี 

ส่วนข้อหาตามมาตรา 116, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้อนุญาต พิพากษายกฟ้อง

หลังศาลมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอประกันระหว่างอุทธรณ์ที่ทนายจำเลยยื่นในช่วงบ่ายวันเดียวกันให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณา ทำให้ไผ่และครูใหญ่ต้องถูกส่งตัวไปขังที่เรือนจำอำเภอภูเขียวระหว่างรอฟังคำสั่ง ก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ประกันทั้งสองในบ่ายวันต่อมา ตีราคาประกันเป็นเงินคนละ 300,000 บาท ทั้งสองจึงได้รับการปล่อยตัวหลังถูกคุมขัง 2 วัน 1 คืน

ต่อมา วันที่ 13 มี.ค. 2568 ไผ่และครูใหญ่ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในข้อหาตาม มาตรา 112 โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและยกฟ้องจำเลยทั้งสอง หลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยและมีคำพิพากษา ศาลจังหวัดภูเขียวจึงนัดฟังคำพิพากษาในครั้งนี้

อ่านข้อมูลคดีเพิ่มเติม: คดี 112 “ไผ่-ครูใหญ่-ไมค์” หลังปราศรัยหวังให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หน้า สภ.ภูเขียว 

.

อุทธรณ์ของไผ่ จตุภัทร์ จำเลยที่ 1 ที่ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้

ประเด็นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคําพิพากษาว่า “การที่จําเลยที่ 1 ปราศรัยต่อหน้านักเรียนโรงเรียนภูเขียวว่า “ปัญหาของสังคมไทยที่ยาวนานก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ กษัตริย์ไทยที่รวยที่สุดแต่ประชาชนจนที่สุด ในยามวิกฤติกษัตริย์ไม่เคยมาเยียวยา ไม่เคยมาดูแลประชาชน” นั้น ประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่ได้ฟังข้อความดังกล่าวย่อมเกิดความรู้สึกว่าพระมหากษัตริย์ไทยไม่ดูแลเอาใจใส่ประชาชน ทั้งที่เป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด เท่ากับเป็นการกล่าวหาพระมหากษัตริย์ว่าไม่อยู่ในทศพิธราชธรรม ถือเป็นการด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันที่พึ่งเคารพสักการะอยู่ในฐานะที่จะละเมิดมิได้ ทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในองค์พระมหากษัตริย์ ทําให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง 

ส่วนที่จําเลยที่ 1 อ้างว่า คําว่ากษัตริย์ไม่เคยมาเยียวยา หมายถึง เครือข่ายของสถาบันไม่ได้หมายถึงกษัตริย์ เห็นว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง จําเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะใช้ถ้อยคําอื่นที่ตรงกับใจตน มิใช่ใช้ถ้อยคําที่คนทั่วไปฟังแล้วไม่อาจแปลเป็นอื่นได้นอกจากหมายถึงพระมหากษัตริย์ของไทยเช่นนี้ ข้ออ้างของจําเลยที่ 1 ไม่สมเหตุสมผล ไม่น่าเชื่อถือ การกระทําของจําเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112” 

จำเลยที่ 1 ขออุทธรณ์ด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังต่อไปนี้ 

1. ความหมายของถ้อยคำและเจตนาจำเลยไม่ได้เจาะจงถึงบุคคลใด ไม่อาจตีความว่ากล่าวถึงกษัตริย์ปัจจุบัน – ตีความขยายว่าผิด ม.112 ได้ 

ถ้อยคําดังกล่าว จําเลยที่ 1 เจตนาหมายถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ มิได้มีเจตนากล่าวถึงกษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง พยานเอกสารที่จำเลยยื่นต่อศาลเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำและความร่ำรวยก็กล่าวถึงทรัพย์สินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่เฉพาะทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ 

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถ้อยคําของจําเลยที่ 1 ที่พูดถึงปัญหา “ที่มีมาอย่างยาวนาน” นั้นยิ่งมีความชัดเจนถึงเจตนาของจําเลยว่า ไม่ได้หมายถึงกษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง เนื่องจากรัชกาลที่ 10 เพิ่งดํารงตําแหน่งพระมหากษัตริย์เมื่อปี 2559 ซึ่งไม่ได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ปัญหาที่จําเลยที่ 1 กล่าวถึงจึงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่หมายถึงตัว “สถาบัน” ทั้งนี้ สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มราษฎรข้อหนึ่งที่เรียกร้อง “การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” อันหมายถึงการทําให้สถาบันกษัตริย์ดียิ่งขึ้น 

พยานความเห็นของโจทก์เองก็เบิกความให้ความเห็นต่อถ้อยคําดังกล่าวว่า ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นพระองค์ใด ไม่มีชื่อพระนามในถ้อยคำดังกล่าว เอ่ยถึงแต่ สถาบัน ซึ่งหมายถึง หน่วยงาน 

เห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นด้วยเจตนาของจําเลย หรือโดยถ้อยคําซึ่งพยานผู้ให้ความเห็นของโจทก์เองให้ความเห็น ถ้อยคําตามฟ้องว่า “สถาบันกษัตริย์” “กษัตริย์” มิได้หมายความเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เช่นเดียวกับการกล่าวถึงสถาบันอื่น ๆ เช่น สถาบันการศึกษาย่อมมิได้หมายความถึง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ จึงไม่สามารถตีความไปถึงพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน อันเป็นองค์ประกอบความผิดของมาตรา 112 ได้ 

การตีความถ้อยคําตามฟ้องว่า เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้าย จึงเป็นการตีความในลักษณะขยายความ ไม่เป็นไปโดยเคร่งครัด นอกจากส่งผลร้ายกับจําเลยโดยตรงแล้วนั้นอาจส่งผลร้ายต่อกระบวนการยุติธรรมได้ 

2. เสรีภาพในการแสดงความเห็นได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับการรับรองสถานะพระมหากษัตริย์ การตีความรัฐธรรมนูญต้องคำนึงถึงคุณค่าทั้งสอง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 6 บัญญัติให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งเป็นไปตามหลัก The king can do no wrong นั้น หมายความถึง ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ อย่างไรก็ตามหลักการดังกล่าวมิได้หมายถึง ประชาชนไม่สามารถวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้ 

สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นของประชาชนได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 เช่นเดียวกับการรับรองสถานะของพระมหากษัตริย์ การตีความรัฐธรรมนูญย่อมต้องทําให้คุณค่าตามรัฐธรรมนูญทั้งสองประการไปด้วยกันได้ โดยไม่ทําให้คุณค่าใดดํารงอยู่โดยทําลายคุณค่าอีกอย่างหนึ่ง 

.

ส่วนอุทธรณ์ของครูใหญ่ อรรถพล จําเลยที่ 2 มีรายละเอียดโดยสรุปดังต่อไปนี้ 

1. จำเลยใช้เสรีภาพแสดงความเห็นตามรัฐธรรมนูญ วิจารณ์การออกกฎหมายที่กระทบสถาบันกษัตริย์ด้วยเจตนาห่วงใย ไม่ได้กล่าวถึงกษัตริย์ 

ที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า “เชื่อว่าจําเลยที่ 2 ได้ปราศรัยด้วย ถ้อยคําว่า “ต้องไม่เอานโยบายรัฐบาลไปผูกขาดสัมปทานโรงงานปูนแถวสระบุรี ระเบิดภูเขาหายไปเป็นลูก ถ้า ไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ใคร ต้องกําจัดงบประมาณของกษัตริย์” ตามฟ้องโจทก์ การที่จําเลยที่ 2 พูดเช่นนั้น ประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่ได้ฟังข้อความดังกล่าวอาจเข้าใจไปว่า พระมหากษัตริย์เป็นผู้สั่งให้ระเบิดภูเขาเพื่อนําสิ่งที่ได้ไปใช้ในกิจการโรงงานปูนสระบุรี ถือเป็นการใส่ความพระมหากษัตริย์ ทําให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง” นั้น 

จําเลยที่ 2 ขอโต้แย้งว่า การขึ้นปราศรัยของจําเลยมิใช่การกระทําที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ รวมถึงจําเลยก็มิได้มีเจตนาเช่นนั้น เนื่องจากจําเลยปราศรัยถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในระหว่างการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ออกกฎหมายเปลี่ยนแปลงสถานะของทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ และแสดงความคิดเห็นว่า จะนํามาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ในทางที่เสียหาย อันเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการออกกฎหมายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 

ในประเด็นดังกล่าว พยานผู้เชี่ยวชาญก็ได้เบิกความยืนยันข้อเท็จจริง ทั้งยังให้ความเห็นต่อข้อความตามฟ้องว่า เป็นการวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงกฎหมายโอนบางหน่วยงานเป็นของในหลวงหรือจัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตํารวจถอดเทปคําปราศรัยของจําเลยที่ 2 ไม่ถูกต้อง ครบถ้วน ถ้อยคําที่โจทก์ยกมาฟ้อง “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ใคร” แต่จําเลยปราศรัยว่า “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร” โดยเจตนากล่าวถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นนิติบุคคล ไม่ได้กล่าวถึงองค์พระมหากษัตริย์ และถ้อยคําว่า “ต้องกําจัดงบประมาณของกษัตริย์” แท้จริงแล้วจําเลยพูดว่า “ต้องจํากัดงบประมาณของกษัตริย์” ซึ่งคําว่า “จํากัด” มี ความหมายตามพจนานุกรมว่า “กําหนดหรือขีดคั่นไว้โดยเฉพาะ” ซึ่งจําเลยที่ 2 หมายถึงการกําหนดการใช้งบประมาณให้เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐสภา 

การกล่าวปราศรัยของจําเลยที่ 2 จึงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์การออกกฎหมายของรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 34 ได้ให้การรับรองไว้ อันเป็นคุณค่าหลักที่สําคัญในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเสมอกันกับคุณค่าของสถาบันกษัตริย์ และไม่อาจถูกลบล้างได้ ดังที่พยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญเบิกความไว้ 

อีกทั้งเจตนาในการกล่าวปราศรัยเรื่องดังกล่าวก็ด้วยความเป็นห่วงในพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ว่า เมื่อมีการออกกฎหมายโอนย้ายทรัพย์ในส่วนของกษัตริย์ไปเป็นในพระปรมาภิไธย ประชาชนบางส่วนก็อาจจะไปตําหนิพระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ เนื่องจากกษัตริย์มิได้กระทําการใด ๆ เอง มีผู้รับสนองบรมราชโองการ 

2. ศาลหยิบถ้อยคำนอกคำฟ้องมาวินิจฉัยเจตนา-ยืนยันกล่าวถึง “กษัตริย์” ที่เป็นชื่อตำแหน่ง ไม่ได้เจาะจง ร.10 – ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไม่ใช่การล้มล้าง

ที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า ส่วนที่จําเลยที่ 2 อ้างว่า ถ้อยคําที่พูดตนมีเจตนาให้แยกทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นทรัพย์สินส่วนตัว อะไรเป็นทรัพย์สินประจําตําแหน่งพระมหากษัตริย์ หากดูย้อนไปจะทราบเจตนาของจําเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า จากข้อมูลภาพและเสียงคําปราศรัยของจําเลยที่ 2 ใน คลิปช่วงบ่ายค่ำ-หน้า สภ. ภูเขียว ในทัมป์ไดรฟ์ ตามวัตถุพยานหมาย วจ.1 พบว่าชั่วโมงที่ 2 นาที 13 วินาทีที่ 7 จะปรากฏภาพและเสียงการปราศรัยของจําเลยที่ 2 ซึ่งบางส่วนของคําปราศรัยจําเลยที่ 2 พูดถึงพระมหากษัตริย์ว่า “เศรษฐกิจพอเพียงไม่ศักดิ์สิทธิ์ทําให้คนไทยทุกข์ ๆ พ่อจะไปแจกถุงยังชีพให้ เดี๋ยวพ่อจะเอาโครงการไปให้ โครงการที่ตรวจสอบไม่ได้ ดังนั้นใครล่ะเซ็นรัฐประหาร ถ้าบอกว่ากษัตริย์คือเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ถามหน่อยตารางนิ้วไหนตารางเมตรไหนที่กษัตริย์เอามีดไปถางป่าเอาเอง มีมั้ย” และในชั่วโมงที่ 2 ที่ 31 วินาทีที่ 50 จําเลยที่ 2 กล่าวถึงพระมหากษัตริย์อีกว่า “ในการโยกย้ายตําแหน่งทหาร พลเรือน มีใครไหมที่กล้าปฏิเสธไป ถามสลิ่มก็ได้ คุณกล้าปฏิเสธไหม เมื่อถึงเวลาโยกย้ายตําแหน่ง มันไม่มีสายวัง คําว่าสายวังคือการแทรกแซงระบบ การเมืองการปกครอง แทรกแซงระบบราชการของสถาบันพระมหากษัตริย์” คําพูดของจําเลยที่ 2 ดังกล่าวล้วนแต่เป็นถ้อยคําใส่ความ ดูถูก เหยียดหยาม พระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น และทําให้เห็นเจตนาร้ายของจําเลยที่ 2 ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มิใช่มีเจตนาเพียงต้องการให้แยกทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ให้ชัดเจนดังที่อ้าง นั้น 

ศาลชั้นต้นได้หยิบยกเอาถ้อยคําปราศรัยของจําเลยในส่วนอื่นนอกเหนือจากที่โจทก์บรรยายฟ้องมาวินิจฉัยถึงเจตนาของจําเลย โดยโจทก์มิได้นําสืบเกี่ยวกับข้อความดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นถ้อยความที่ไม่ใช่ตอนเดียวต่อเนื่องกัน ซึ่งไม่อาจหยิบยกเอาเฉพาะข้อความบางส่วนมาวินิจฉัยโดยขาดบริบทได้ และเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าถ้อยคําในส่วนแรกเป็นการกล่าวถึงในมุมมองของประวัติศาสตร์ว่า สถาบันกษัตริย์กับประชาชนเป็นสิ่งที่เกื้อกูลกัน จําเลยที่ 2 มิได้กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน 

ในส่วนถ้อยคําที่พูดถึงการแทรกแซงของสายวังหรือสถาบันพระมหากษัตริย์ในบริบทดังกล่าวนั้น จําเลยที่ 2 มิได้กล่าวหรือสื่อความถึงองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 หรือกษัตริย์พระองค์ใด เจตนาที่แท้จริงของจําเลยที่ 2 ซึ่งจําเลยได้ปราศรัยและเบิกความไว้อย่างชัดเจนว่า คําว่า กษัตริย์ หมายถึงชื่อตําแหน่ง มิได้หมายถึงตัวบุคคล และได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับคําว่า ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งไม่ได้หมายถึงตัวบุคคล 

เมื่อคําว่ากษัตริย์ในถ้อยคําตามคําฟ้องของโจทก์ หรือแม้แต่ถ้อยคําปราศรัยของจําเลยนอกเหนือจากที่โจทก์ฟ้องที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมาวินิจฉัยถึงเจตนาของจําเลย มิใช่การกล่าวถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง จึงมิใช่การยืนยันข้อเท็จจริง อีกทั้งข้อความมิใช่การหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด 

จําเลยที่ 2 ปราศรัยในเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยได้กล่าวยืนยันไว้ชัดเจนแล้วว่า การปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่การล้มล้างสถาบันกษัตริย์ และสถาบันกษัตริย์มีความจําเป็นต่อประเทศไทย 

3. บันทึกถอดเทปคำปราศรัยไม่ถูกต้อง ครบถ้วน ไม่อาจรับฟังได้

บันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของจําเลยที่ 2 รวมทั้งข้อความที่เจ้าพนักงานตํารวจคัดเลือกมาดําเนินคดีจําเลยที่ 2 นั้น ตํารวจผู้ทําการถอดเทปมิได้ดําเนินการจัดทําถอดความให้เป็นภาษาพื้นถิ่นอีสานตามที่จำเลยปราศรัยเสียก่อน อีกทั้งมีการตัดทอนข้อความออกไปเป็นจํานวนมาก เมื่อพนักงานสอบสวนนําเอกสารดังกล่าวไปประกอบการสอบปากคําพยานในชั้นสอบสวน ความเห็นของพยานที่ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนย่อมคลาดเคลื่อนไม่ควรรับฟัง  

และได้ความตามที่พันตํารวจโทพัชรพล สอนเวียง ตอบคําถามของทนายจําเลยว่า บันทึกคำให้การของพยานโจทก์ 5 ปาก มีการพิมพ์คําผิดเหมือน ๆ กัน ในตําแหน่งเดียวกัน รวมทั้งข้อความที่เป็นความเห็นของพยานก็เหมือนกันทุกถ้อยคําทุกตัวอักษร เนื่องจากใช้ไฟล์เดียวกันเอามาวาง จึงเป็นข้อเท็จจริงว่าพยานที่มาให้การในชั้นสอบสวนได้อ่านบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยในขณะที่มีข้อความตกหล่น ไม่ครบถ้วน พร้อมกับถอดความมาอย่างผิดความหมาย ย่อมจะตีความเจตนาของจําเลยผิดไป บันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของพยานดังกล่าวย่อมไม่ควรนํามารับฟังประกอบการพิจารณาของศาล 

.

.

X