ยกคำร้องขอประกันตัว “วิจิตร – ประวิตร – พิชัย” แม้คดีเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ 

ในช่วงเดือน พ.ย. – ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง 3 ผู้ต้องขังทางการเมือง ได้แก่ “วิจิตร” (นามสมมติ), “บาส” ประวิตร (สงวนนามสกุล) และ พิชัย (สงวนนามสกุล) หลังทนายความยื่นขอประกันตัวไปเนื่องจากเป็นคดีที่เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ 

การยื่นประกันในชุดนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ หรือกฎหมายนิรโทษกรรม ในวาระ 2 และ 3 ที่มีข้อถกเถียงสำคัญถึงประเด็นการนิรโทษกรรมคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของเยาวชนโดยทันที ตามที่ สส. ของพรรคประชาชนสงวนคำแปรญัตติไว้ แต่ข้อถกเถียงดังกล่าวได้ตกไป ก่อนกฎหมายผ่านการพิจารณา และส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ยื่นคำร้องขอประกันตัวไปแล้วนั้น ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องในคดีของวิจิตรและประวิตร เช่นเดียวกับที่ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องในคดีของพิชัย โดยทั้งสามคดีระบุคำสั่งไปในทิศทางเดียวกันว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” ทำให้ทั้งสามคนยังคงถูกคุมขังต่อไป ถึงแม้ว่าคดีจะอยู่ในบัญชีแนบท้ายที่ได้รับการนิรโทษกรรมก็ตาม 

ปัจจุบันหลังมีการยุบสภาฯ ไปแล้ว ทำให้ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่ค้างการพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการของวุฒิสภาต้องตกไป ซึ่งต้องติดตามหลังจากการเลือกตั้งในปี 2569 เสร็จสิ้นลง คณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่างที่ตกไปได้ภายใน 60 วัน หากไม่มีการร้องขอ หรือรัฐสภาไม่อนุมัติ จะต้องเริ่มเสนอกฎหมายทั้งหมดใหม่อีกครั้ง

.

สำหรับ “วิจิตร” (นามสมมติ) เป็นผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์คดีในข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีโพสต์ข้อความ 10 โพสต์ ในช่วงหลังรัฐประหาร 2557 ซึ่งต่อมาศาลอาญาพิพากษาจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และไม่อนุญาตให้ประกันตัว 

การยื่นประกันตัวในครั้งนี้ของวิจิตร นับเป็นครั้งที่ 6 แล้วตั้งแต่ถูกคุมขังมา ทนายความได้ยื่นคำร้องไปเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2568 โดยเนื้อหาคำร้องขอประกันตัวมีใจความสำคัญดังนี้

คดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์และศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์แล้ว โดยคดีนี้จำเลยถูกฟ้องในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ในปี 2557-2558 ซึ่งขณะนั้นจำเลยประสบปัญหาในอาชีพรับเหมาก่อสร้างวัดและอาคารสถาปัตยกรรมทางศาสนาพุทธต้องหยุดก่อสร้าง ซึ่งจำเลยเข้าใจว่าเป็นผลกระทบมาจากการรัฐประหารและการประกาศกฎอัยการศึก ทำให้เศรษฐกิจถดถอยและรู้สึกเครียดจึงได้โพสต์ข้อความ ซึ่งจำเลยยอมรับว่ากระทำผิดพลาดจึงให้การรับสารภาพ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 และ 16 ก.ค. 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ กล่าวคือ บัญญัติให้การกระทำใด ๆ ของบุคคลที่แสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ซึ่งบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวระบุให้นิรโทษกรรมความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญได้นำเสนอต่อที่ประชุมสภาฯ ในวาระที่สองและสาม หลังจากนั้นวันที่ 22 ต.ค. 2568 วุฒิสภาได้รับร่าง พ.ร.บ.ไปพิจารณาต่อ 

และคดีนี้เป็นการกระทำที่อยู่ภายใต้บังคับใช้ของร่างกฎหมายดังกล่าว จึงขอให้ท่านมีดุลพินิจในการสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลย เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง และเป็นคดีที่ถูกฟ้องตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ปัจจุบันจำเลยอายุ 59 ปี มีโรคประจำตัวคือปอดอักเสบ โดยโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ส่งตัวจำเลยไปรักษาอยู่ที่สถาบันโรคทรวงอกระหว่างวันที่ 17 ถึง 27 มิ.ย. 2568 ปัจจุบันจำเลยยังคงรักษาต่อเนื่อง และแพทย์สถาบันทรวงอกนัดตรวจติดตามอาการทุก 15 วัน

จำเลยยินยอมให้ศาลกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ก็ตามที่เห็นสมควร เพื่อเป็นหลักประกันว่าจำเลยจะไม่หลบหนี ซึ่งรวมถึงการยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) และจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลอย่างเคร่งครัดทุกประการ

ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 3 พ.ย. 2568 ให้ยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 10 ปี หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”

สำหรับกรณีของวิจิตร หลังมีอาการป่วยวิกฤตจนถูกส่งตัวไปรักษาที่สถาบันโรคทรวงอกเมื่อช่วงเดือน มิ.ย. 2568 ที่ผ่านมา เขาถูกส่งตัวกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ จนปัจจุบันถูกย้ายกลับมาคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมแล้ว หลังอาการเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

จนถึงปัจจุบัน (28 ธ.ค. 2568) วิจิตรถูกคุมขังมาแล้ว 286 วัน

.

“บาส” ประวิตร นั้นเป็นผู้ต้องขังที่คดียังไม่สิ้นสุดที่ถูกคุมขังมายาวนานที่สุดในระลอกนี้ คือตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. 2566 หลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 6 ปี 4 เดือน ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าวางเพลิงป้อมตำรวจจราจร บริเวณใต้ทางด่วนดินแดง ภายหลังการชุมนุม #ม็อบ10สิงหา เมื่อปี 2564 และไม่ได้ประกันตัวหลังจากนั้นเรื่อยมา

วันที่ 7 พ.ย. 2568 ทนายความได้ยื่นประกันตัวประวิตร ซึ่งนับว่าเป็นการยื่นครั้งที่ 11 แล้วตั้งแต่เขาถูกคุมขังมา 2 ปีเศษ สำหรับคำร้องขอประกันตัวสามารถสรุปเป็นใจความสำคัญได้ดังนี้

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 สภาฯ พิจารณาผ่านร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ วาระ 2 และ 3 ก่อนส่งต่อให้วุฒิสภาพิจจารณาร่างกฎหมาย หากที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกประกาศบังคับใช้ โดยคดีที่จะได้นิรโทษกรรมตามร่างกฎหมายนี้ หากผู้นั้นกำลังรับโทษอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการจำคุกหรือควบคุมตัวในลักษณะใดก็ตาม ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้นไปทันที รวมถึงให้หน่วยงานของรัฐลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญานั้นออก 

ฐานความผิดที่จะได้รับนิรโทษกรรมตามร่างกฎหมายดังกล่าว นั้นรวมไปถึงข้อหาตามคำฟ้องในคดีนี้ด้วย การคุมขังจำเลยจึงเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ เกินความจำเป็นแก่กรณี และไม่เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรม โดยทำให้รัฐไทยต้องเสียทรัพยากรไปกับการคุมขังจำเลยในคดีที่อาจได้รับการนิรโทษกรรมในอนาคต จึงขอให้ศาลพิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวจำเลย

คดีนี้ยังไม่ปรากฏเหตุและพฤติการณ์ใด ๆ ที่เข้าเงื่อนไขตาม ป.วิอาญา มาตรา 108/1 ที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงขอให้ศาลพิจารณาให้ประกันตัวจำเลยตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาฯ พ.ศ. 2568 ทั้งนี้ จำเลยยินยอมติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) รวมถึงเงื่อนไขอื่นที่ศาลเห็นสมควร จำเลยยินดีปฏิบัติตามคำสั่งของศาลทุกประการ

ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 8 พ.ย. 2568 ให้ยกคำร้อง โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งศาลอุทธรณ์พิจารณายกคำร้องของจำเลยทุกครั้ง เมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ศาลฎีกาพิจารณายกคำร้องของจำเลยอีกเช่นกัน และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”

ภายหลังที่ทนายความยื่นประกันตัวไปนั้น ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาออกมา ซึ่งพิพากษาแก้เป็นจำคุก 6 ปี จากเดิมที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกไว้ 6 ปี 4 เดือน

จนถึงปัจจุบัน (28 ธ.ค. 2568) ประวิตรถูกคุมขังมาแล้ว 902 วัน

.

สำหรับกรณีของพิชัย เขาถูกขังในระหว่างฎีกามาตั้งแต่ 23 ก.ย. 2568 หลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน 15 วัน ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าพกพาวัตถุระเบิดในช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ซ ใน #ม็อบ4ตุลา64 และไม่ได้รับสิทธิประกันตัวตั้งแต่นั้นเรื่อยมา 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2568 ทนายความได้ยื่นประกันตัวเป็นครั้งที่ 2 พร้อมกับการยื่นฎีกาคำพิพากษา หลังจากครั้งแรกที่ยื่นไปในวันที่มีคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ โดยคำร้องขอประกันตัวมีใจความสำคัญดังต่อไปนี้

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2568 จำเลยได้ยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกาไว้ต่อศาล และจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน เพราะเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และเชื่อมั่นว่าศาลจะอำนวยความยุติธรรมให้กับคู่ความทุกฝ่ายในคดีทุกฝ่ายซึ่งรวมถึงจำเลยด้วย

ในชั้นสอบสวน จำเลยให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนเป็นอย่างดี และได้รับประกันตัวในชั้นฝากขังและระหว่างพิจารณาคดี รวมถึงชั้นอุทธรณ์ ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และเป็นเพียงบุคคลธรรมดาประกอบอาชีพรับจ้าง ไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพลที่จะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หากจำเลยได้รับการประกันตัวย่อมไม่อาจก่อให้เกิดอุปสรรคหรือความเสียหายต่อการดำเนินคดีอย่างแน่นอน อีกทั้งจำเลยยังเป็นเสาหลักของครอบครัว มีภาระหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว รวมถึงบิดามารดาที่อายุมากแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะหลบหนีหากได้รับการประกันตัว

คดีนี้ยังไม่ปรากฏเหตุและพฤติการณ์ใด ๆ ที่เข้าเงื่อนไขตาม ป.วิอาญา มาตรา 108/1 ที่ศาลจะไม่อนุญาตให้ประกันตัว อีกทั้งศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกไม่เกิน 5 ปี และได้รับประกันตัวมาโดยตลอด ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จึงขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวและวิธีเรียกหลักประกันในคดีอาญา พ.ศ. 2565 เพื่อยืนยันและคุ้มครองสิทธิจำเลยที่จะมีสิทธิได้รับการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม โดยไม่ต้องส่งคำร้องไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่ง

ทั้งนี้ จำเลยยินยอมวางหลักประกันตามที่ศาลกำหนด โดยหากศาลเห็นว่ามีความจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขใด ๆ จำเลยยินดีปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอย่างเคร่งครัด

จากนั้นศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ลงวันที่ 22 ธ.ค. 2568 โดยระบุว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เหตุที่อ้างตามคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยชั่วคราวในระหว่างฎีกา มิใช่เหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง”

ผลของคำสั่งดังกล่าว จึงทำให้พิชัยถูกขังต่อไป จนถึงปัจจุบัน (28 ธ.ค. 2568) พิชัยถูกคุมขังมาแล้ว 97 วัน

.

อย่างไรก็ตาม สำหรับกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2568 หลังการยุบสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ส่วนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่ปัจจุบันยังค้างการพิจารณาอยู่ในกรรมาธิการของวุฒิสภาต้องตกไป 

แต่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 147 วรรคสองเปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่ตกไปภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป จึงอาจต้องติดตามอีกครั้งภายหลังมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงจะทราบว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว จะเป็นไปในทิศทางใด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

หากอนุทินรีบยุบสภาหนี ร่างแก้รัฐธรรมนูญ-นิรโทษกรรม-อากาศสะอาดฯ ร่างกม.รวม 106 ฉบับอาจ “ตกไป” ทันที

X