ข้อเสนอทางกฎหมายต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ….
จัดทำโดยเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน
ภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผ่านพ้นการปกครองของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทำการรัฐประหารในปี 2557 และครองอำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนานถึงเก้าปี กลุ่มการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติเพื่อนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองซึ่งเกิดจากความขัดแย้งมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9 และ 16 กรกฎาคม 2568 มีร่างกฎหมายซึ่งมีหลักการเรื่องการนิรโทษกรรมห้าฉบับในการพิจารณา และผ่านการพิจารณารับหลักการวาระที่หนึ่งเพียงสามฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ….ฉบับ นายวิชัย สุดสวัสดิ์ กับคณะเป็นผู้เสนอ ฉบับนายปรีดา บุญเพลิง กับคณะเป็นผู้เสนอ และฉบับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะเป็นผู้เสนอ โดยร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ…นายชัยธวัช ตุลาธนเป็นผู้เสนอ และร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พ.ศ…. ฉบับ นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ได้ตกไป
ประเด็นที่ถกเถียงในสังคมมาตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา เป็นประเด็นหลักคือการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาว่าควรจะรวมหรือคดีดังกล่าวหรือไม่
อย่างไรก็ตามหากจะมีจะมีการผ่านร่างพระราชบัญญัติซึ่งมีหลักการในการนิรโทษกรรมยังมีอีกหลายประเด็นให้ต้องถกเถียง หรือต้องนับรวมเป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองเช่นเดียวกัน เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขทั้งสามฉบับซึ่งผ่านหลักการในวาระแรกยังไม่ครอบคลุมคดีทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นในห้วงเวลา 2557 เป็นต้นมาในหลายฐานความผิด เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน จึงขอเสนอประเด็นพิจารณาต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขดังต่อไปนี้
1. ระยะเวลาในการนิรโทษกรรม ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีระยะเวลาในการนิรโทษกรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 – 2565 ซึ่งคดีที่เกิดจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกนั้นยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีอีกหลายคดีที่เกิดขึ้นมาในช่วงปี 2566 จนถึงปัจจุบัน จะตกหล่นไป อาทิ คดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่นำโดยรัฐบาลเพื่อไทย, คดีละเมิดอำนาจศาลของนักกิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงปีดังกล่าว เป็นต้น
ข้อเสนอ ระยะเวลาสิ้นสุดการนิรโทษกรรมนั้นจึงควรครอบคลุมกลุ่มบุคคลทุกกลุ่มให้มากที่สุด โดยควรระบุจนถึงวันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ
2. ความผิดตามบัญชีแนบท้าย ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ….ฉบับนายวิชัย สุดสวัสดิ์นั้นมีฐานความผิดตามบัญชีแนบท้าย 12 ข้อรวม 20 ฐานความผิด ซึ่งฉบับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เพิ่มฐานความผิดมาอีกหนึ่งฐาน แต่จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่าคดีทางการเมืองตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันมีอย่างน้อย 34 ฐานความผิด ซึ่งหากพิจารณาในรายละเอียดจะมีความแตกต่างในเชิงรายละเอียดจากร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขทั้งสามฉบับถึง 21 ฐานความผิด (รายละเอียดฐานความผิดคดีการเมืองปี 2557 จนถึงปัจจุบันดูท้ายข้อเสนอ)
อาทิ เช่น ความผิดฐานดูหมิ่นศาล, ความผิดฐานทำให้ทรัพย์สาธารณะเสียหาย (ม.360), ความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, ความผิดตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ, ความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ, ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนฯ, ความผิดตาม พ.ร.บ.ยุทธภัณฑ์ หรือความผิดลหุโทษอีกบางส่วน เป็นต้น
ยกตัวอย่างสถานการณ์คดีในบางข้อกล่าวหา ที่มีการใช้กล่าวหาต่อผู้ชุมนุมทางการเมืองในยุคหลังปี 2563 อาทิเช่น คดีตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ที่ในช่วงสถานการณ์โควิด มีการนำมากล่าวหาต่อผู้ชุมนุมทางการเมืองคู่ไปกับข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 423 คน ใน 124 คดี หากมีการนิรโทษกรรมเฉพาะข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามร่างกฎหมายทั้งสามฉบับ แต่หากยังมีข้อหาตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ อยู่ ผู้ถูกกล่าวหาก็ยังต้องต่อสู้คดีต่อไป
คดีข้อหาลหุโทษ อย่าง พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ซึ่งมีผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 456 คน หรือข้อหากีดขวางทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ซึ่งมีผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 289 คน
คดีเกี่ยวกับวัตถุระเบิด ซึ่งพบว่ามีผู้ถูกกล่าวหาจากการชุมนุมในช่วงทะลุแก๊สปี 2564-65 จากการครอบครองระเบิดปิงปองหรือระเบิดประดิษฐ์ต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 75 คน ใน 53 คดี โดยคดีลักษณะนี้ในหลายกรณี ได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญาอีกด้วย
หากการนิรโทษกรรมเกิดขึ้นภายใต้ความผิดแนบท้ายตามร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขสามฉบับโดยไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นกรรมาธิการ ผู้ชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา จะได้รับประโยชน์เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยจากการประมาณการของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จากยอดผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 1,977 คน จากจำนวน 1,331 คดี จะมีคดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหาซึ่งไม่มีในบัญชีแนบท้ายของร่างนิรโทษกรรมทั้งสามฉบับ อยู่อย่างน้อย 805 คดี คิดเป็นผู้ถูกดำเนินคดีค้างอยู่กว่า 1,218 คน[1] ที่จะไม่ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมตามกฎหมายทั้งสามฉบับ หรือได้ประโยชน์เพียงบางส่วน (กล่าวคือ บางคดี อาจจะได้นิรโทษกรรมในบางข้อหา แต่ยังมีข้อหาที่จะยังคงอยู่)
อย่างไรก็ตามเนื่องจากห้วงระยะเวลา 2548 -2568 นั้นเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน การกำหนดฐานความผิดให้นิรโทษกรรมไว้ท้ายบัญชีอาจทำให้ตกหล่นบางฐานความผิดได้ เพราะข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นข้อมูลขององค์กรพัฒนาเอกชนอาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด เช่นเดียวกับของหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้เก็บสถิติจากเกณฑ์คดีการเมืองตั้งแต่ต้น
ข้อเสนอ ไม่ควรระบุฐานความผิดแนบท้ายบัญชีแต่ควรกำหนดเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาคดีการเมือง แต่หากระบุไว้ควรระบุให้ครอบคลุมมากที่สุด(รายละเอียดฐานความผิดคดีการเมืองปี 2557 จนถึงปัจจุบันดูท้ายข้อเสนอ) และอาจให้อำนาจดุลพินิจคณะกรรมการในการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษเผื่อมีฐานความผิดที่ตกหล่นจากความรับรู้ของสังคมไป
3. คดีเด็กและเยาวชน การนิรโทษกรรมของประเทศไทยที่ผ่านมานับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองทั้งหมด 23 ครั้งนั้นไม่เคยมีครั้งใดที่นิรโทษกรรมเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน อาจด้วยเพราะห้วงเวลาดังกล่าวบุคคลที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่อายุมากกว่า 18 ปี หรือ เพราะการนิรโทษกรรมที่ผ่านมาครอบคลุมทุกกลุ่มทุกฐานความผิดที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าว
อย่างไรก็ตามลักษณะที่โดดเด่นของกลุ่มการเคลื่อนไหวในปี 2563 เป็นต้นมากลับมีกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น กลุ่มนักเรียนเลว กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท หรือกลุ่มทะลุแก็ซเป็นต้น
จากการติดตามข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ปี 2563 มีเยาวชนถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและชุมนุมทางการเมือง แล้วทั้งสิ้นอย่างน้อย 286 ราย ใน 220 คดี
· เยาวชนทั้งที่ถูกจับกุมระหว่างชุมนุมและถูกดำเนินคดีภายหลังจากเหตุการณ์ชุมนุมต่อเนื่องดังกล่าวอย่างน้อย 210 คน ใน 104 คดี
· เยาวชนถูกดำเนินคดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 20 ราย ใน 24 คดี
ทั้งนี้การปกป้องคุ้มครองเด็กเป็นหลักการที่ยอมรับทั่วไปในทางสากล เช่นเดียวกับเสรีภาพในการชุมนุม ในระดับระหว่างประเทศมีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the child) ในการรับรองสิทธิดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยเราเป็นภาคีตามอนุสัญญาทั้งสองฉบับ โดยอนุสัญญาสิทธิเด็ก ข้อ 3. ระบุว่าในการกระทำทั้งปวงที่เกี่ยวกับเด็ก ไม่ว่าจะกระทำโดยสถาบันสังคมสงเคราะห์ของรัฐหรือเอกชน ศาลยุติธรรม หน่วยงานฝ่ายบริหาร หรือองค์กรนิติบัญญัติ ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก และอนุสัญญาดังกล่าวยังได้รับรองเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุมไว้ในข้อ 13. และข้อ 15.
หากเราต้องการเดินหน้าและก้าวข้ามความขัดแย้งกลุ่มเยาวชนซึ่งเป็นปัจจุบันและเป็นอนาคตของประเทศชาติควรได้รับการนิรโทษกรรมเป็นลำดับแรกโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติจากความผิดที่ถูกดำเนินคดี การนิรโทษกรรมคดีเด็กและเยาวชนอาจถือเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก
ข้อเสนอ ควรนิรโทษกรรมรวมเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีในทุกฐานความผิด
4. กระบวนการในการนิรโทษกรรม
4.1 คณะกรรมการ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขเสนอองค์ประกอบของกรรมการที่แตกต่างกันทั้งสามฉบับ โดยองค์ประกอบหลักจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือคดีเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำงานด้านกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตามเครือข่ายนิรโทษกรรมเห็นว่า หน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งจะมาพิจารณาการนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นการพิจารณาว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ ดังนั้นองค์ประกอบควรประกอบด้วยบุคคลที่สามารถเข้าใจการเมือง ไม่ใช่การตัดสินถูกหรือผิด องค์ประกอบเจ้าหน้าที่รัฐ ศาลและอัยการเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์การนิรโทษกรรมอย่างแท้จริง
ข้อเสนอ ควรมีตัวแทนฝั่งการเมืองและประชาชนที่ถูกดำเนินคดีในแต่ละห้วงเวลาเป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการด้วย
4.2 ระยะเวลาในการทำงานของคณะกรรมการ ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับนายวิชัย สุดสวัสดิ์ กำหนดระยะเวลาการทำงานที่หกสิบ ขยายได้อีกไม่เกินหกสิบวัน รวมหนึ่งร้อยยี่สิบวัน หากคณะกรรมการต้องพิจารณาระยะเวลาดังกล่าวเป็นรายคดี กับจำนวนคดีหลักพันไปถึงหลักหมื่นจะเพียงพอหรือไม่ หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้วบุคคลที่ยังไม่ได้มายื่นเรื่องจะทำเช่นไร
ข้อเสนอ
· เพิ่มระยะเวลาในการทำงานของคณะกรรมการ
· ให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาได้ทั้งรายคดี หรือ รายเหตุการณ์ (บางเหตุการณ์อาจมีคดีเกิดขึ้นได้หลายคดี)
· หากหมดระยะเวลาในการทำงานคณะกรรมการอาจให้อำนาจศาลยุติธรรมมีอำนาจวินิจฉัยว่าเข้าหลักเกณฑ์ในการนิรโทษกรรมหรือไม่เพื่อให้คดีไม่ตกหล่น และไม่เป็นการตัดสิทธิบุคคลยังได้รับประโยชน์
5. ประเด็นพิจารณาอื่นๆนอกเหนือจากการนิรโทษกรรม
เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนเห็นว่า การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการแก้ไขความขัดแย้งแต่ยังมีกระบวนการอื่น ๆ ที่ยังต้องดำเนินการ หากนำหลักการกระบวนการยุติธรรมในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน(Transitional Justice) ซึ่งประกอบด้วย การนำบุคคลผู้กระทำความผิดมาลงโทษ การค้นหาความจริง การปฏิรูปสถาบันต่างๆในสังคมและการเยียวยา มาพิจารณา การนิรโทษกรรมครั้งนี้อาจเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆเฉพาะผู้ถูกดำเนินคดี ซึ่งหากไม่ได้ครอบคลุมทุกกลุ่มทุกฝ่ายแล้วอาจจะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาและเสนอมาตรการเยียวยาอื่นๆนอกจากการนิรโทษกรรม เป็นหนทางที่จะทำให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาในมิติอื่นๆในอนาคต
ทั้งนี้ยังมีกลุ่มบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร ที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารในระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 – 31 มีนาคม 2558 ซึ่งไม่ใช่คดีการเมืองแต่ได้รับผลกระทบจากการประกาศกฎอัยการศึกทำให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในศาลทหารได้ ควรให้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา(ตามความสมัครใจ) ของกลุ่มดังกล่าวหรือไม่
นอกจากนี้มีประเด็นที่คณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ….พึงพิจารณาเพิ่มเติมคือ การนิรโทษกรรมเจ้าหน้าที่รัฐผู้กระทำความผิดมาตรา 113 ประมวลกฎหมายอาญาควรรวมอยู่ในร่างพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ เพราะยิ่งเป็นการตอกย้ำการลอยนวลการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ
[1] ข้อมูล ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2568
ฐานความผิดคดีทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2557 – พ.ศ.2568
1. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
1) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 110 มาตรา 112
2) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามมาตรา 116 มาตรา 118
3) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามมาตรา 135/2
4) ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136 มาตรา 137 มาตรา 138 มาตรา 140
5) ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม มาตรา 189 มาตรา 190 มาตรา 191 มาตรา 198
6) ความผิดเกี่ยวกับศาสนา ตามมาตรา 206 มาตรา 208
7) ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ตามมาตรา 209 มาตรา 210 มาตรา 215 มาตรา 216
8) ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันอันตรายต่อประชาชน ตามมาตรา 217 มาตรา 218 มาตรา 220 มาตรา 221
9) ความผิดต่อชีวิตมาตรา 289
10) ความผิดต่อร่างกาย ตามมาตรา 295 มาตรา 296 มาตรา 297
11) ความผิดฐานหมิ่นประมาท มาตรา 326 มาตรา 328 และมาตรา 329
12) ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 มาตรา 360
13) ความผิดฐานฐานบุกรุก ตามมาตรา 362 ตามมาตรา 365
14) ความผิดลหุโทษตาม มาตรา 368 มาตรา 370 มาตรา 371 มาตรา 385 มาตรา 388 มาตรา 391 มาตรา 393
2. ความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 มาตรา 31
3. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2548
4. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
5. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498
6. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
7. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
8. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
9. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535
10. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559
11. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
12. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
13. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493
14. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ พ.ศ.2497 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
15. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551
16. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2535
17. ความผิดตามประกาศและคำสั่งคสช. และความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคสช.
18. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
19. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรียไร พ.ศ.2487 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
20. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยธง พ.ศ.2522
21.ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550
หมายเหตุ ตัวอักษรสีแดงหมายถึงฐานความผิดที่ไม่รวมอยู่ในร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร
