ทำไม ม.112 ถึงเป็น “คดีทางการเมือง”: การนิรโทษกรรมที่ไม่นับรวม ยิ่งสะท้อนความเป็นการเมือง

ท่ามกลางกระแสการถกเถียงเรื่องนิรโทษกรรมในรอบปีที่ผ่านมา ข้อถกเถียงหลักของพรรคการเมืองและสังคม กลายเป็นประเด็นปัญหาหลักในเรื่องควรจะรวมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองหรือไม่ โดยมีความพยายามตอกย้ำไม่ให้รวมข้อหามาตรานี้ อ้างว่าเป็นความผิดอาญาที่ร้ายแรง กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อจิตใจคนไทย ไม่ใช่เรื่องการเมือง และไม่ใช่คดีการเมือง

แต่จริงหรือที่มาตรา 112 ไม่เกี่ยวกับ “การเมือง”?  จริงหรือที่ “ความร้ายแรงของข้อหา” และ การนิยามสถานะของข้อหานี้ ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง?  รายงานชิ้นนี้จึงชวนประมวล “ความเป็นการเมือง” ของมาตรา 112 ทั้งในแง่ที่มาของตัวบทที่สัมพันธ์กับอำนาจทางการเมือง การบังคับใช้ที่เปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายรัฐ อุดมการณ์ทางการเมืองที่ผลักดันการตีความกฎหมาย การถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แรงจูงใจทางการเมืองของผู้ถูกกล่าวหา และการเมืองของการปฏิเสธความเป็นการเมือง

การนิรโทษกรรมคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง โดยยกเว้นมาตรา 112 นั้น นอกจากจะไม่ใช่จุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยที่แท้จริงแล้ว ถึงที่สุด ยังเป็นภาพสะท้อนของความเป็นการเมืองของมาตรา 112 มากกว่าข้อกล่าวหาอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

.

.

1. ตัวบทมาตรา 112 ถูกแก้ไขอย่างสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

แม้มาตรา 112 จะถูกบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ปี พ.ศ. 2499 แต่ก่อนหน้านั้นก็มีตัวบทในลักษณะใกล้เคียงกันมาก่อน สืบเนื่องมาจากในระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์ ในกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ. 2451) แม้จะมีความแตกต่างจากปัจจุบันอยู่บ้าง เช่น การแยกมาตราระหว่างการหมิ่นประมาทและแสดงความอาฆาตมาดร้าย ออกจากการดูหมิ่น ทั้งยังกำหนดอัตราโทษที่แตกต่างกัน คือประการแรกกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ส่วนการดูหมิ่นกำหนดโทษไม่เกิน 3 ปี รวมถึงในสมัยนั้นยังมีการคุ้มครองพระโอรสและพระธิดาของกษัตริย์แยกเป็นอีกมาตราหนึ่งด้วย

ในช่วงหลังการอภิวัฒน์ 2475 เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย ในปี 2478 รัฐสภาได้แก้ไขกลุ่มกฎหมายดังกล่าวบางส่วน ทั้งโดยการยกเลิกฐานความผิดเรื่องการหมิ่นประมาทพระโอรสและพระธิดา และการแก้ไขในมาตราเรื่องการดูหมิ่น โดยเพิ่มเติมเหตุยกเว้นความผิด ได้แก่ ถ้า “ได้กระทำไปภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นเพียงการติชมตามปกติวิสัย ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด”

จนในปี 2499 หลังคณะราษฎรหมดอำนาจลง ได้สร้างบทบัญญัติข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ฯ ให้อยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  อย่างในปัจจุบัน และจัดวางไว้ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยไม่ได้มีการกำหนดเหตุยกเว้นความผิดอีก แต่ยังมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

การเปลี่ยนแปลงตัวบทที่สัมพันธ์กับสถานการณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน คือการแก้ไขโทษของมาตรา 112 ที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 โดยคณะรัฐประหารในยุคนั้น ได้ออกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519  กำหนดเพิ่มอัตราโทษข้อหามาตรานี้ จากเดิมโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี

คำสั่งคณะรัฐประหารฉบับนี้ ดำรงอยู่มาเกือบ 50 ปี แม้คณะรัฐประหารชุดนั้นจะไม่ได้คงอยู่แล้ว แฝงฝังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายอาญาปกติ ทำให้ตัวบทมาตรา 112 มีโทษสูงขึ้น รวมทั้งทำให้มีอัตราโทษขั้นต่ำ ที่ศาลไม่สามารถลงโทษต่ำกว่า จำคุก 3 ปี ได้ โดยไม่เคยถูกทบทวนตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย โดยแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็ไม่รับคำร้องที่ขอให้วินิจฉัยเรื่องคำสั่งคณะรัฐประหารดังกล่าว มีสภาพเป็นกฎหมายหรือไม่ หรือขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

อัตราโทษที่บัญญัติในกฎหมายมาตรานี้ จึงสัมพันธ์กับการยึดอำนาจของคณะรัฐประหาร ไม่ใช่ตัวบทที่มีที่มาโดยชอบด้วยกฎหมายจากรัฐสภา โทษที่สูงขึ้นของมาตรา 112 จึงดำรงสัมพันธ์กับ “การเมือง” อย่างยิ่ง

.

.

2. การบังคับใช้มาตรา 112 เปลี่ยนแปลงตามนโยบายรัฐ และสถานการณ์ทางการเมือง

ความเป็นการเมืองของมาตรา 112 ยังพบได้ในมิติการบังคับใช้กฎหมาย ที่เปลี่ยนแปลงผันเปลี่ยนไปตามนโยบายของรัฐ ซึ่งกำหนดการใช้หรือไม่ใช้กฎหมาย จะแจ้งข้อหานี้หรือไม่แจ้ง หรือจะใช้ในลักษณะใดบ้าง อันสะท้อนถึง “อำนาจทางการเมือง” ที่อยู่เบื้องหลังการใช้กฎหมาย

ในช่วงก่อนหน้าปี 2549 ก่อนความขัดแย้งทางการเมืองนั้น คดีข้อหานี้ยังพบไม่มากนัก อาจมีคดีที่เป็นที่รู้จักบ้าง เช่น คดีช่วง เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519, คดีของวีระ มุสิกพงษ์ หรือคดีของสุลักษณ์ ศิวรักษ์ แต่ปริมาณจำนวนคดีก็ไม่ได้มากนัก

จนกระทั่งตั้งแต่ช่วงปี 2549 เป็นต้นมา ที่ความขัดแย้งทางการเมืองเข้มข้นขึ้น ปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดงปี 2552 เป็นต้นมา รวมทั้งการขยายตัวของสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้จำนวนคดีมาตรา 112 เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีประชาชนหรือผู้ชุมนุมถูกดำเนินคดีเพิ่มขึ้น

การใช้มาตรา 112 ผันเปลี่ยนอีกครั้งในช่วงหลังรัฐประหารของ คสช. เมื่อคณะรัฐประหารออกประกาศให้คดีในข้อหาความมั่นคงของรัฐต้องถูกพิจารณาพิพากษาในศาลทหาร ทำให้คดีข้อหานี้ซึ่งเกิดเหตุในช่วงวันที่ 25 พ.ค. 2557- 12 ก.ย. 2559 ต้องถูกพิจารณาในศาลทหาร สถานการณ์การต่อสู้คดียิ่งเป็นไปอย่างยากลำบาก มีการพุ่งเป้าเรียกบุคคลที่เคยถูกดำเนินคดีข้อหานี้ไปรายงานตัวในค่ายทหาร มีการดำเนินคดีต่อนักกิจกรรมและนักการเมืองหลายคน ศาลทหารยังลงโทษในอัตราที่สูงขึ้นไปในแต่ละกระทง คือจำคุกกระทงละ 8-10 ปี ซึ่งไม่ค่อยพบคดีที่ศาลพลเรือนในยุคก่อนหน้านั้น ลงโทษสูงขนาดนี้มาก่อน

จนช่วงระยะที่การใช้บังคับหรือไม่ใช้บังคับกฎหมาย เกี่ยวข้องกับ “การเมือง” อย่างชัดเจน คือช่วงระยะต้นปี 2561 จนถึงก่อนหน้าเดือนพฤศจิกายน 2563 เกิดช่วงเวลาที่รัฐมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการบังคับใช้มาตรา 112 ทำให้เกิดสถานการณ์ที่แทบไม่พบคดีใหม่ที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหานี้ และพบการยกฟ้องคดีข้อหานี้หลายคดีที่ค้างอยู่ในชั้นศาล หรือลงโทษจำเลยด้วยข้อหาอื่นแทนที่มาตรา 112

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะเป็นนายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2563 ว่า เดิมเรามีกฎหมายอาญา มาตรา 112 อยู่ และไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ อยากบอกคนไทยว่าวันนี้มาตรา 112 ไม่ได้ใช้เลย เพราะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเมตตาไม่ให้ใช้ นี่คือสิ่งที่ท่านทรงทำให้แล้ว”

พล.อ.ประยุทธ์ยังให้สัมภาษณ์ต่อด้วยว่า สำนึกไว้ด้วยว่ามาตรา 112 ทำไมถึงไม่มีการดำเนินคดี และทำไมถึงมีคนฉวยโอกาสตรงนี้ขึ้นมา ทรงมีพระเมตตา พระมหากรุณาธิคุณ กำชับมากับผมโดยตรง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการใช้ 112

จนในช่วงต้นของการเคลื่อนไหว “เยาวชนปลดแอก” นั้น แม้จะเริ่มมีการปราศรัยเรียกร้องในประเด็นสถาบันกษัตริย์นับแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นมา และเริ่มมีการดำเนินคดีจากการชุมนุม แต่ตำรวจก็ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 แต่อย่างใด โดยมากยังเป็นการใช้ข้อหามาตรา 116 เป็นหลัก

จนกระทั่งหลังการชุมนุมทางการเมืองยังขยายตัว วันที่ 19 พ.ย. 2563 พล.อ.ประยุทธ์ได้ออกแถลงการณ์ในนามนายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะใช้กฎหมาย “ทุกฉบับ ทุกมาตรา” ที่มีอยู่ดำเนินการต่อผู้ชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 เพิ่มเติมในคดีเดิมที่ไม่ได้แจ้งไว้ หรือนำไปสู่คดีใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อยมานับตั้งแต่ปลายปี 2563 จนถึงปัจจุบัน

แนวทางการบังคับใช้มาตรา 112 ในกระบวนการยุติธรรม ยังพบว่ามีความผันแปรไปในบริบทการเมืองแต่ละช่วง อาทิ ในเรื่องการประกันตัว ซึ่งในยุคทศวรรษ 2550 อัตราการได้ประกันตัวเป็นไปได้ยากหากถูกดำเนินคดีนี้ ตั้งแต่ในชั้นสอบสวนไปจนถึงชั้นศาล แต่ในยุคหลังปี 2563 พบแนวโน้มการประกันตัวในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาที่ดีขึ้น แต่เกิดรูปแบบการคุมขังไม่ให้ประกันตัวแกนนำนักกิจกรรมในช่วงการเคลื่อนไหวในแต่ละระลอก และกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวอย่างเข้มข้นเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหว รวมทั้งการไม่ให้ประกันตัวหากคดีเริ่มขึ้นสู่ชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาในปัจจุบัน

แนวโน้มอัตราโทษเฉลี่ยที่ศาลลงโทษ ยังขึ้นลงผันแปรไปในบริบททางการเมือง ได้แก่ ยุคก่อนหน้าปี 2557 ศาลมักลงโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 กระทงละเฉลี่ย 5 ปี   ต่อมาในช่วง ยุค คสช. พบศาลทหารลงโทษจำคุกเปลี่ยนแปลงไปอยู่ที่กระทงละ 8-10 ปี โดยแม้แต่ศาลพลเรือนในบางคดีก็ลงโทษในอัตรานี้  จนในช่วงยุคปี 2563 เป็นต้นมา พบว่าศาลกำหนดโทษอยู่ที่จำคุก 3-5 ปี เป็นหลัก โดยส่วนใหญ่ยังพิพากษาจำคุกในอัตราโทษ 3 ปี เป็นสัดส่วนที่มากกว่าด้วย โดยบริบทสำคัญในช่วงปัจจุบัน คือสังคมตั้งคำถามต่อการใช้กฎหมายมาตรานี้เพิ่มสูงขึ้น

ตัวอย่างดังกล่าวสะท้อน ความผันแปรของแนวทางการใช้กฎหมาย ที่สัมพันธ์กับสถานการณ์ทางการเมือง และเกี่ยวเนื่องกับนโยบายของรัฐและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม

.

.

3. การตีความ การให้ความหมาย ล้วนสัมพันธ์กับอุดมการณ์ทางการเมืองของผู้ใช้กฎหมาย

ปัญหาของมาตรา 112 อีกระดับหนึ่งที่สัมพันธ์กับการเมือง คือการตีความกฎหมายในเรื่องนี้สัมพันธ์กับอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างไรมาก การตีความภายใต้อุดมการณ์ต่าง ๆ ล้วนก่อให้เกิดความแตกต่างในการทำความเข้าใจและบังคับใช้ข้อหานี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบังคับใช้กฎหมาย ต้องผ่านการตีความของผู้ใช้กฎหมาย และผู้ตีความยากที่จะปลอดพ้นจากอคติ จุดยืน มุมมอง หรือกระทั่งอุดมการณ์ทางการเมือง แม้จะมีหลักการทางนิติศาสตร์ในการพยายามกำกับการตีความเพื่อลดปัญหาดังกล่าว แต่มาตรา 112 เป็นข้อหาที่การให้ความหมาย สัมพันธ์กับอุดมการณ์ทางการเมืองของผู้ตีความอย่างยิ่ง  

คำบรรยายในข้อกล่าวหา ในคำฟ้องคดี และโดยเฉพาะในคำพิพากษาในคดีต่าง ๆ หลายคดี ล้วนมีการบรรยายถึงเรื่องสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสถาบันกษัตริย์ การให้ความหมายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำอธิบายทางประวัติศาสตร์ในเรื่องชาติ ความมั่นคงของชาติ กับสถาบันกษัตริย์ รวมถึงการอธิบายความรู้สึกนึกคิดของ “ปวงชนชาวไทย” สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องข้อเท็จจริงโดยสัมบูรณ์ แต่เป็นความคิดเห็นที่ล้วนสัมพันธ์กับอุดมการณ์ทางการเมืองที่กำหนดการตีความกฎหมายอีกทีหนึ่ง

ประเด็นทางกฎหมายที่ตามมาในการตีความ เช่น การเชื่อมโยงมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เป็นฐานการอธิบายมาตรา 112, การตีความขอบเขตของมาตรา 112 ว่าคุ้มครองไปถึงพระมหากษัตริย์ในอดีตหรือไม่ หรือคุ้มครองในฐานะสถาบันกษัตริย์หรือตัวบุคคล, การตีความการกระทำอย่างการวิพากษ์วิจารณ์หรือล้อเลียนเสียดสี ว่าเป็นความผิดหรือไม่, การตีความเรื่องความร้ายแรงของการกระทำและการกำหนดโทษที่ตามมา เหล่านี้ล้วนสืบเนื่องมาจากกรอบคิดทางอุดมการณ์ข้างต้นที่ส่งผลต่อการตีความ

โดยมาก พบว่าหลายคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ใช้อุดมการณ์ทางการเมืองที่ในทางวิชาการเรียกว่า “ราชาชาตินิยม” ตีความสถานะของข้อหามาตรานี้ สถานะของสถาบันกษัตริย์ และใช้บรรยายการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหา ทำให้เกิดภาวะการตีความอย่างกว้างขวาง  หรือการใช้ความเห็นที่วางอยู่บนฐานทางอุดมการณ์แบบหนึ่ง มาตีความตัดสินผู้ถูกกล่าวหาที่อาจคิดเห็นต่างออกไป รวมทั้งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวเนื่องกับข้อหามาตรานี้ในหลายคำวินิจฉัย ก็อยู่ภายใต้กรอบคิดทางอุดมการณ์แบบหนึ่ง

หากก็มีศาลที่พยายามตีความต่างออกไป แม้ในสัดส่วนที่น้อยกว่า โดยพยายามตีความมาตรานี้ให้ยึดโยงกับอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย ภายใต้ข้อจำกัดของตัวบทที่มีมากขึ้น อาทิเช่น ในคดีของ “นารา” กรณีคลิปลาซาด้า ศาลอาญาที่ยกฟ้องจำเลย มีส่วนที่ตีความว่าบัญญัติเกี่ยวกับการล่วงละเมิดมิได้ของกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 นั้น แท้จริงมีความมุ่งหมายให้ความคุ้มกันการถูกฟ้องคดีกับพระมหากษัตริย์ เพราะการกระทำใด ๆ ของพระมหากษัตริย์จะเป็นความผิดไม่ได้ เพราะไม่ได้กระทำเองโดยตรง จึงไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดีมาตรา 112

นอกจากในกระบวนการยุติธรรม ข้อถกเถียงต่อมาตรานี้ ในสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมือง สถาบันทางการเมืองต่าง ๆ นักวิชาการ รวมทั้งประชาชนทั่วไป ก็ยากจะหลีกเลี่ยงพ้นการพิจารณาภายใต้อุดมการณ์ทางการเมือง สนามการถกเถียง อธิบาย กระทั่งตัดสินพิพากษาข้อหามาตรา 112 จึงเป็นเรื่องของอุดมการณ์ทาง “การเมือง” อย่างยิ่ง

.

.

4. การกล่าวหามาตรา 112 กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทั้งของผู้เห็นต่างผู้ใช้อำนาจรัฐ

อีกภาวะความเป็นการเมืองหนึ่งของข้อหามาตรา 112 คือเมื่อข้อกล่าวหานี้เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ทำให้ง่ายต่อการนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จากกลุ่มฝ่ายที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน ก่อให้เกิดการมุ่งกล่าวหาเพื่อปราบปราม-ลดทอนการแสดงออกของฝ่ายที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม โดยเพียงแค่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหานี้ ก็สร้างผลกระทบต่อชีวิตของผู้ถูกกล่าวหาหลายคน แม้ยังไม่ได้ถูกตัดสินว่ามีความผิดก็ตาม

ปรากฏการณ์สำคัญในการใช้มาตรา 112 ในช่วงปี 2563 คือผู้กล่าวหาในคดีเกินกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด เกิดจากการกล่าวหาโดยประชาชนด้วยกันเอง โดยที่จำนวนมากผู้กล่าวหายังเป็นประชาชนที่สังกัดในกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ในลักษณะกล่าวอ้างถึงการปกป้องสถาบันกษัตริย์ มากกว่าจะเป็นปัจเจกบุคคลไปกล่าวหาเพียงลำพัง

ทำให้พบปรากฏการณ์ที่มีบุคคลเดียวที่เป็นผู้กล่าวหาซ้ำ ๆ ในหลายคดี พบกรณีแบ่งหน้าที่กันในกลุ่มปกป้องสถาบันฯ ไปแจ้งความกล่าวหานักกิจกรรมที่ปราศรัยเป็นรายคน พบการคอยมอนิเตอร์สื่อสังคมออนไลน์และรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมส่งไปข่มขู่คุกคามหรือนำไปกล่าวหาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งพบการไปเป็นพยานให้การในฝ่ายผู้กล่าวหาโดยบุคคลซ้ำ ๆ ที่มีอุดมการณ์ลักษณะเดียวกันในหลายคดี

ขณะที่ เจ้าหน้าที่รัฐเอง ก็ใช้ข้อกล่าวหานี้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการปราบปรามการแสดงออกทางการเมือง ดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2563 ประกาศนำกฎหมาย “ทุกฉบับ ทุกมาตรา” ที่มีอยู่ดำเนินการต่อผู้ชุมนุม ทำให้ข้อกล่าวหามาตรา 112 ถูกนำมาใช้ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมอย่างกว้างขวางขึ้น แรงผลักดันการใช้กล่าวหาเช่นนี้ เป็นนโยบายของรัฐเพื่อปราบปรามผู้ชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง

การใช้ข้อหาอย่างมาตรา 112 จึงกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมือง กระบวนการทางกฎหมายถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ตัวอย่างหนึ่งอาทิ สถานการณ์การให้และไม่ให้ประกันตัวสลับกันไปมา จนเกิดระลอกของคุมขังแกนนำนักกิจกรรมในช่วงปี 2563-65 ภายใต้การจับแล้วปล่อยอย่างต่อเนื่อง การแจ้งข้อหาในคดีจำนวนมาก การกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวอย่างเข้มข้น การเพ็งเล็งคอยร้องถอนการประกันตัว กลายเป็นยุทธวิธีของรัฐส่วนหนึ่งที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวในช่วงดังกล่าวค่อย ๆ ลดระดับลงไป

ไม่ว่าบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมจะมองเห็นถึงความเป็นการเมืองของมันหรือไม่ก็ตาม แต่การดำเนินไปของกระบวนต่าง ๆ ภายใต้กลไกทางกฎหมายเช่นนี้ ล้วนส่งผลถึงสถานการณ์ทางการเมืองและการเคลื่อนไหวแสดงออกของประชาชน

.

.

5. แรงจูงใจของผู้ถูกดำเนินคดีจำนวนมาก ล้วนเป็นเรื่องทางการเมือง

ในด้านของผู้ถูกกล่าวหาด้วยคดีมาตรา 112 โดยเฉพาะนับแต่ความขัดแย้งในทศวรรษที่ 2550 เป็นต้นมา และเข้มข้นขึ้นหลังข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของคนรุ่นใหม่ในปี 2563 หลายคนแสดงออกถึงความรู้สึก ความคิดเห็น นำเสนอข้อเรียกร้อง ผ่านปราศรัยในการชุมนุม การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ การแสดงออกบนโลกออนไลน์ ล้วนเกิดขึ้นด้วยแรงจูงใจทางการเมือง ที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์ นำเสนอปัญหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ อาจด้วยท่าทีที่ต่างกันไปตามสถานะของผู้แสดงออกแต่ละคน

ปัญหาสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันในระบอบประชาธิปไตย ล้วนเป็นปัญหาทางการเมือง ความเปลี่ยนแปลงสถานะและบทบาทที่เกิดขึ้นผ่านการออกกฎหมายหลายฉบับเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน ก็ล้วนเป็นปัญหาทางการเมือง การแสดงความคิดเห็นในเรื่องเหล่านี้จึงล้วนเป็นการแสดงออกทางการเมือง

แม้หลายคดี ผู้ถูกดำเนินคดีจะถูกกล่าวหาว่านำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ แต่ปัญหาสำคัญคือหากสังคมไม่สามารถตรวจสอบประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ได้อย่างเปิดเผยโปร่งใสได้แล้ว จะทราบได้อย่างไรว่าข้อมูลใดเป็นจริงหรือเท็จ การพิสูจน์ความจริงที่แม้เป็นประโยชน์สาธารณะก็ยังเกิดขึ้นได้ยากในกระบวนการพิจารณาคดีมาตรา 112  การสร้างความเปิดเผยโปร่งใสของสถาบันทางสังคมล้วนเป็นประเด็นในการออกแบบระบบการเมืองประการหนึ่ง

ผู้ถูกดำเนินคดีหลายคนยืนยันถึงเจตนารมณ์ทางการเมืองในการแสดงออกของตน อาทิเช่น อานนท์ นำภา ยืนยันว่าตนเองนำเสนอปัญหาเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาด้วยความปรารถนาดีต่อสังคมและประเทศชาติ อยากเห็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง มีพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ได้โดยเป็นธรรม

“บัสบาส” ผู้ถูกลงโทษด้วยข้อหามาตรา 112 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ยืนยันว่าเขาแสดงออกเพราะเห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีปัญหา ที่ต้องปฏิรูปให้เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตย อยู่ภายใต้ระบบการตรวจสอบ เขาอยากเห็นการถกเถียงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์โดยสงบสันติเป็นไปได้ในสังคมไทย

“มีชัย” ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่สมุทรปราการ ยืนยันว่าเขาโพสต์ข้อความเพียงแต่เป็นการตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณของสถาบันกษัตริย์ อยากให้สังคมร่วมกันคิดว่าจะสามารถปรับลดงบประมาณเพื่อเป็นประโยชน์โดยรวมได้อย่างไร เป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต และกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์โดยรวม

เหล่านี้ เป็นเพียงตัวอย่าง ที่สะท้อนว่าแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะถูกกล่าวหาด้วยข้อหาทางอาญา แต่ล้วนแสดงออกด้วยเจตจำนงและเป้าหมายทางการเมือง อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้น

สิ่งเหล่านี้ ล้วนเข้าข่ายนิยาม “การกระทำที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง” ซึ่งกรรมาธิการนิรโทษกรรมฯ ที่สภาจัดตั้งขึ้นเพื่อทำรายงานการศึกษาก่อนหน้านี้ ให้นิยามว่าหมายถึง “การกระทำที่มีพื้นฐานมาจากความคิดที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง หรือต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งหรือเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง”

แต่ควรกล่าวด้วยว่า กรณีแรงจูงใจทางการเมือง ยกเว้นกรณีผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 ที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีฉ้อโกง หรือแอบอ้างเพื่อหาประโยชน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการนำข้อหานี้มากล่าวหาด้วยในหลายคดี และเป็นอีกปัญหาการใช้กฎหมายที่ต้องพิจารณาแยกออกไป

.

.

6. การพยายามปฏิเสธ “ความเป็นการเมือง” ของมาตรา 112 เป็นเรื่องทางการเมือง

“กรณี พรบ.นิรโทษกรรม ตอบโต้โดยเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของแกนนำที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ไม่เกี่ยวอะไรกับการเมือง ไม่ควรรวมคดี ม.112 ใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” บางส่วนของข้อความในเอกสารเกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ของหน่วยงานความมั่นคง ที่ใช้ชื่อว่า “ยุทธศาสตร์ฝ่ายเรา” ประจำวันที่ 19-25 ต.ค. 2567 ที่ สส. ชยพล สท้อนดี จากพรรคประชาชน นำมาเปิดเผยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนมีนาคม 2568

.

.

ความหมายของความเป็นการเมืองในอีกมิติที่สำคัญ คือการเมืองของความพยายามปฏิเสธความเป็นการเมือง ในประเด็นปัญหาที่เป็นเรื่องทางการเมืองอย่างยิ่ง และพยายามทำให้เกิดภาวะที่ยกเว้นในการพิจารณาความเป็นการเมืองของประเด็นปัญหานั้น ให้พิจารณามันแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ

ประเด็นปัญหามาตรา 112 รวมถึงปัญหาเรื่องสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยนั้น ถูกทำให้อยู่ภายใต้การเมืองของการพยายามปฏิเสธความเป็นการเมืองเช่นนี้ การทำให้การแก้ไขกฎหมายต้องถึงขนาดถูกยุบพรรคการเมือง กระทั่งการพยายามอธิบายสร้างการยกเว้นให้กับมาตรา 112 ให้มีสถานะที่ถูกพิจารณาแตกต่างจากข้อหาอื่น ๆ ในการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง การพยายามโต้แย้งว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการเมือง สิ่งเหล่านี้ควรถูกพิจารณาว่าเป็น “ปฏิบัติการทางการเมือง” ประการหนึ่ง

การนิรโทษกรรมคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง โดยยกเว้นมาตรา 112 นั้น นอกจากจะไม่ใช่จุดเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยที่แท้จริงแล้ว ยังเป็นภาพสะท้อนของความเป็นการเมืองของมาตรา 112 มากกว่าข้อกล่าวหาอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยแม้แต่ข้อหาอย่างการก่อการร้าย การก่อกบฏ การล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ยังสามารถถูกนับรวมในร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งเป็นร่างนิรโทษกรรมสองฉบับ ที่เสนอโดยพรรคครูไทยเพื่อประชาชน และพรรคร่วมไทยสร้างชาติ อันมีแนวโน้มที่สภาจะพิจารณาเป็นร่างหลักในเรื่องนิรโทษกรรมทางการเมืองต่อไป

กล่าวได้ว่า ยิ่งพยายามยกเว้นและไม่นับรวมคดีมาตรา 112 ในการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองให้ได้เพียงใด ดูเหมือนกลับยิ่งสะท้อน “ความเป็นการเมือง” ของข้อหามาตรานี้ยิ่งขึ้นไปอีก

.

ชวนอ่านบทความข้อถกเถียงเรื่องความหมายของคดีการเมือง และดูสรุปร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน

คดีการเมืองคืออะไร?: สองมุมมองที่แตกต่างของความเป็นคดีการเมือง

นิรโทษกรรมประชาชน ก้าวแรกของทางออกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

.

X