ศาลลงจำคุก 2 เดือน คดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ‘5 นักกิจกรรม’ ขี่จักยานยนต์ถือธงเรียกร้องยกเลิก ม.112 ก่อนส่งศาลอุทธรณ์สั่งประกัน

25 พ.ย. 2568 ศาลแขวงดุสิตอ่านคำพิพากษาคดีที่นักกิจกรรม 5 คน ได้แก่ “สายน้ำ” นภสินธุ์, “ออย” สิทธิชัย, “แก๊ป” จิรภาส, “บังเอิญ” และ “ดิว” สมชาย คำนะ ในข้อหาร่วมกันชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง จากกรณีขี่รถจักรยานยนต์พร้อมถือธง ให้ยกเลิกมาตรา 112, #saveหยก, ปล่อยเพื่อนเรา เเละตราสัญลักษณ์อนาคิสต์ บริเวณวัดพระแก้ว และถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2566

คดีนี้มี พ.ต.ท.เสกสรรค์ ชุ่มแจ่ม เป็นผู้กล่าวหา  ต่อมาวันที่ 19 ก.ย. 2566 ผู้ต้องหาทั้งห้าได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่ สน.พระราชวัง ก่อนเมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2568 อัยการจะได้มีคำสั่งฟ้องคดี

เวลา 10.25 น. ห้องพิจารณาคดีที่ 509 ศาลเรียกจำเลยทั้งห้าให้ยืนฟังคำพิพากษา แต่จำเลยทั้งห้าปฏิเสธ ศาลจึงเริ่มอ่านคำพิพากษา ใจความสรุปได้ว่า โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2566 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งห้าซึ่งไม่ได้แจ้งขอจัดการชุมนุมสาธารณะ ได้ร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะเพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 โดยใช้รถจักรยานยนต์ 3 คัน เป็นพาหนะ จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

คดีนี้มีประเด็นว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพยานตำรวจหลายนายเป็นพยานเบิกความสรุปได้ว่า วันที่เกิดเหตุมีกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พยานตำรวจจึงเฝ้าระวังโดยรอบพระบรมมหาราชวัง พบจำเลยขี่รถจักรยานยนต์ ถือธงสีแดง มีสัญลักษณ์อนาคิสต์ และเลข 112 ขีดฆ่า 

จำเลยทั้งห้าสวมเสื้อสีดำ ขี่รถจักรยานยนต์แล่นมาตามถนนราชดำเนิน ถนนสนามไชย วงเวียนรักษาดินแดน ถนนท้ายวัง ท่าเตียน ถนนมหาราช ท่าพระจันทร์ ถนนหน้าพระธาตุ ถนนราชินี ถนนราชดำเนินใน และบริเวณหน้าศาลฎีกา ผ่านพระบรมมหาราชวัง โดยขับติดตามกัน และมีธงสัญลักษณ์เปิดเผยต่อบุคคลทั่วไป และมีระยะห่างไม่เกิน 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง โดยมีลักษณะขี่จักรยานยนต์ติดตามกัน ถือธง 3 ผืน มีเจตนาแสดงออกถึงข้อเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 ในระยะไม่เกิน 150 เมตรจากพระบรมมหาราชวัง และไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้ง ผู้เห็นเหตุการณ์สามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้ 

บ่งชี้ว่า จำเลยทั้งห้ามีเจตนาร่วมกัน โดยถือธงแสดงออกต่อบุคคลทั่วไป การขี่รถจักรยานยนต์มีระยะไม่ห่าง เป็นขบวน มีเจตนาร่วมชุมนุม โดยร่วมแสดงออกเรื่องใดเรื่องหนึ่งต่อบุคคลทั่วไปในที่สาธารณะ โดยธงบ่งชี้ว่าต้องการแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปให้ยกเลิกมาตรา 112 ทำให้คนที่พบเห็นเหตุการณ์สามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้ 

แผนที่สังเขปเหตุการณ์แสดงให้เห็นว่าการชุมนุมอยู่ในระยะไม่เกิน 150 เมตรจากพระบรมมหาราชวัง และไม่ได้แจ้งการชุมนุม เจือสมกับที่พยานนักวิชาการของฝ่ายจำเลยให้การตอบคำถามค้านอัยการโจทก์ว่า การนัดหมายขี่จักรยานยนต์เป็นรูปแบบการชุมนุมรูปแบบใหม่

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งห้ามีเจตนาร่วมกันขับขี่จักรยานยนต์ติดตามกันไป มีเจตนาชุมนุมเพื่อแสดงออกหรือเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 ต่อประชาชนทั่วไป เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ที่จำเลยอ้างว่าไม่เป็นการชุมนุมสาธารณะ ขัดแย้งต่อภาพพยานหลักฐานโจทก์

ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดฐาน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 4, 7, และ 27 ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน โดยจำเลยที่ 1 (สายน้ำ) และจำเลยที่ 4 (บังเอิญ) ให้นับโทษต่อจากคดีที่เคยถูกลงโทษจำคุก แต่ยกคำร้องขอเพิ่มโทษของอัยการโจทก์

หลังจากอ่านคำพิพากษาเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งห้าไป ทนายความพร้อมนายประกันได้ยื่นขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

ต่อมา เวลา 15.00 น. ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันตัวให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยทั้งห้าและนายประกันได้พยายามแถลงขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในวันที่รับคำร้องในวันนี้

แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ทันในวันนี้ ทำให้ทั้งห้าต้องถูกนำตัวไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรอผลประกันตัวชั้นอุทธรณ์ต่อไป

(อัปเดตข้อมูล) วันที่ 26 พ.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งห้าคน โดยให้วางหลักประกันคนละ 5,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ ทำให้ทั้งห้าคนได้รับการปล่อยตัวหลังถูกคุมขัง 1 คืน

.

ทั้งนี้ในคดีนี้ ฝ่ายจำเลยพยายามต่อสู้ในประเด็นว่ากิจกรรมดังกล่าว ไม่เข้าข่ายเป็นการชุมนุมสาธารณะ  โดยตามนิยามของ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ในมาตรา 4 กำหนดว่าหมายถึง “การชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะเพื่อเรียกร้อง สนับสนุนคัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถร่วมการชุมนุมนั้นได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่”

แนวคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ พบว่าหากกิจกรรมมีลักษณะที่ไม่ได้มีการประกาศเชิญชวนให้ประชาชนหรือบุคคลอื่นเข้าร่วม ไม่เข้าข่ายเป็นการชุมนุมสาธารณะ เช่น คดีกิจกรรม “ไซอิ๋วตะลุยเอเปค” หรือคดีเดินขบวนเรียกร้องดวงตาให้ “พายุ ดาวดิน” ในช่วงการประชุม APEC2022 ที่ศาลแขวงปทุมวันพิพากษายกฟ้องข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ทั้งสองคดี โดยเห็นว่าไม่ปรากฏว่า ได้มีการเผยแพร่ข่าวสาร เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชุมนุม จึงยังไม่เข้าข่ายเป็นการชุมนุมสาธารณะตามนิยามดังกล่าว

.

ดู สถิติคดี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ในช่วงปี 2563-68

.

X