เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2568 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ วัย 26 ปี ในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา 112 จำนวน 2 คดี ในโอกาสครบรอบ 2 ปีที่เขาถูกคุมขัง ตามความประสงค์ของเขา
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2568 เก็ทเขียนคำร้องขอประกันตัวเองในคดีมาตรา 112 จำนวน 3 คดีของเขา ในโอกาสวันคล้ายวันเกิด “บุ้ง เนติพร” โดยศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น โดยให้วางหลักทรัพย์ 200,000 บาท
แต่ในอีก 2 คดี ได้แก่ คดีปราศรัยในกิจกรรม “ทัวร์มูล่าผัว” และคดีปราศรัยในกิจกรรมวันแรงงานสากล #แจกน้ำยาให้หมามันกิน ซึ่งอยู่ในระหว่างอุทธรณ์คดี ศาลอาญาได้ส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ก่อนศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้เขาตัดสินใจยื่นประกันตัวอีกครั้ง
ในคำร้องขอประกันตัวทั้งสองฉบับ ทนายได้ยื่นคำร้องที่เก็ทเป็นผู้เขียนด้วยตัวเองในคดีที่ได้รับประกันตัวไปก่อนหน้านี้ โดยมีเนื้อหาสำคัญระบุเช่นเดียวกันในทุกฉบับกับครั้งก่อนว่า ขอออกมาดูแลครอบครัวที่มีผู้ป่วยด้วยโรคชรา และโรคมะเร็ง ทั้งเรียกร้องให้ศาลปฏิบัติตามปฏิญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในข้อ 11 (1) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 9 (3)
ในครั้งนี้เก็ทได้แสดงความยินยอม โดยระบุชื่อมารดาให้เป็นผู้กำกับดูแลเขาในระหว่างที่ยังมีการพิจารณาคดีที่ยังไม่สิ้นสุดอีกด้วย
.
ศาลยังคงปฏิเสธคำร้องขอประกันระบุ ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
เช่นเดียวกับการยื่นครั้งก่อน ศาลอาญาส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ก่อนในวันที่ 25 ส.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งลงวันที่ 24 ส.ค. 2568 ไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคดี โดยในคดีปราศรัยกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ศาลมีคำสั่ง ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าคดีนี้ ศาลชั้นต้นลงโทษในความผิดฐานใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกําลังไฟฟ้า จำคุกถึง 6 เดือน ทั้งที่กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 200 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา
ส่วนคดีปราศรัยในวันแรงงานสากล #แจกน้ำยาให้หมามันกิน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้ว และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง”
ทั้งนี้ ภายหลังเก็ททราบผลคำสั่งในทั้ง 2 คดี เขาได้แจ้งความประสงค์ขอให้ทนายความยื่นถอนประกันตัวในทุกคดีก่อนหน้านี้ รวมถึงคดีอ่านแถลงการณ์ “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ที่เพิ่งได้รับประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดีด้วย
.
2 ปีที่ถูกคุมขัง ของ “เก็ท โสภณ” กับปฏิบัติการประท้วงกระบวนการยุติธรรมหลายรูปแบบ
สำหรับเก็ทสูญเสียอิสรภาพ หลังศาลอาญาอ่านคำพิพากษาคดีมาตรา 112 คดีแรก เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2566 ปัจจุบันเกินระยะเวลา 2 ปี แล้ว และเขาถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกใน 3 คดี รวมโทษจำคุก 8 ปี 6 เดือน
ตั้งแต่ปี 2565 เก็ทต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ต่อกระบวนการยุติธรรมในทุกครั้งที่เขาถูกคุมขังในเรือนจำจนถึงปัจจุบัน
ชีวิตของนักศึกษาแพทย์รังสีเทคนิค ถูกคุมขังมาแล้ว 3 ครั้ง โดยสรุปเหตุการณ์ได้ ดังนี้
1. เข้าเรือนจำครั้งแรก อดอาหารประท้วงนาน 20 วันหลังถูกคุมขังในชั้นสอบสวนจากคดี
#ทัวร์มูล่าผัว
หลังถูกพนักงานสอบสวนขอฝากขังและศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว “เก็ท” ได้สัมผัสชีวิตในเรือนจำเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 2-31 พ.ค. 2566 โดยเขาได้ประท้วงอดอาหารนาน 20 วันจนร่างกายทรุดโทรม ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในเวลาต่อมา
2. เข้าเรือนจำครั้งที่ 2 ปฏิบัติการ “ฝืน ตื่น ประท้วง” เรียกร้องสิทธิประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดี
ในครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 9 ม.ค. – 20 ก.พ. 2566 เก็ทถูกศาลอาญาสั่งถอนประกันในคดีทัวร์มูล่าผัว เขาถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดี เป็นเวลากว่า 43 วัน โดยในครั้งนี้ เก็ทได้ทำการฝืนตื่นประท้วง หรืออดนอน เพื่อประท้วงเอาความยุติธรรมให้เพื่อน ๆ ที่ถูกคุมขังอยู่ด้วยกันในเวลานั้น เป็นเวลากว่า 14 วัน ซึ่งสร้างผลกระทบกับระบบประสาท ทำให้ร่างกายสั่นผิดปกติ จนขาดการควบคุมอยู่เป็นระยะเวลานาน ก่อนภายหลังได้รับการประกันตัว
3. เข้าเรือนจำครั้งที่ 3 “ปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม”
ในครั้งสุดท้าย หลังถูกคุมขังในครั้งนี้ เก็ทตัดสินใจปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ยื่นประกันตัวอีกเป็นเวลานานกว่า 1 ปี ก่อนที่จะกลับมายื่นประกันอีกครั้งในช่วงเดือน ส.ค. 2568 นี้ และศาลยังคงสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว
เก็ทยังคงดำเนินการต่อสู้ผ่านการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในหลายรูปแบบ อาทิ เมื่อปี 2566 ในคดีปราศรัยในกิจกรรม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก” เขาได้ถอดเสื้อประท้วงในระหว่างที่มีการสืบพยาน
ต่อมา ยังประท้วงด้วยการกรีดหน้าอกตัวเองเป็นเลข ‘112’ ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 ในนัดอ่านคำพิพากษาคดี มาตรา 112 คดีปราศรัยในกิจกรรมวันแรงงานสากล โดยก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษาเขาถอดเสื้อนักโทษออก พร้อมแสดงรอยแผลจากการกรีดหน้าอกเป็นตัวเลข 112 เพื่อสะท้อนปัญหาของกระบวนการยุติธรรมในคดีมาตรานี้
และครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา ศาลอาญาธนบุรีได้นัดฟังคำสั่งอุทธรณ์ในคดีมาตรา 112 ของเขาจากกรณีปราศรัยในกิจกรรม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก” เก็ทได้ทำการกรีดหน้าอกเป็นเลข “112” อีกครั้ง โดยยืนยันความต้องการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในคดีมาตรา 112
.
