TW: Self-harm
เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 09.00 น
ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 23 ศาลอาญาธนบุรี
เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญาธนบุรีนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ในคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ของ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง กรณีปราศรัยในกิจกรรม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก” ที่วงเวียนใหญ่ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2565 หลังจากที่ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์
ตั้งแต่เวลา 08.25 น. ประชาชนที่สนใจและเข้าร่วมให้กำลังใจเก็ท ต่างทยอยกันเข้ามาในอาคารของศาลโดยมีประชาชน 2 ราย กำลังเดินผ่านประตูตรวจความปลอดภัย รายหนึ่งถูกตำรวจศาลขอค้นตัวด้วยการคลำตามเสื้อผ้า ส่วนอีกรายกำลังพูดคุยกับเจ้าหน้าที่คัดกรองคน เพื่อขึ้นไปยังห้องพิจารณาบนอาคาร
เจ้าหน้าที่ถามทุกคนด้วยคำถามเดียวกันว่า ‘มาคดีใด เป็นใคร เกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร’ ประชาชนที่ถูกถามตอบว่าเป็นประชาชนที่มาให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ศาลจึงตอบว่า ‘คู่ความในคดี มีแค่โจทก์ จำเลย และญาติ’ แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ห้ามให้ประชาชนขึ้นไปบนอาคาร
08.28 น. หลังจากประชาชนทยอยขึ้นมารอที่ชั้น 4 หน้าห้องพิจารณาที่ 23 มีเจ้าหน้าที่ในศาล ทั้งเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ ตำรวจศาล และตำรวจควบคุมฝูงชนเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตำรวจได้แจ้งว่า ‘ผู้มาให้กำลังใจไม่สามารถเข้าห้องพิจารณาได้ ให้ไปที่ชั้น 3 ห้องพิจารณาที่ 12 เนื่องจากจะมีการถ่ายทอดวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไป โดยในห้องพิจารณาที่ 23 มีคดี 7 คดี ที่นั่งอาจจะไม่พอกับคู่ความคดีอื่น’
ประชาชนบางส่วนกล่าวตอบกลับว่า ขอนั่งตรงนี้ให้เห็นหน้าเก็ทสักเสี้ยววิ เมื่อเก็ทมาแล้ว ก็จะจะลงไปรอที่ห้อง 12 ทางตำรวจศาลจึงได้โทรศัพท์แจ้งหัวหน้างานและอนุญาตให้นั่งรอได้ แต่ให้อยู่ในความสงบไม่เสียงดังและไม่เดินไปมา
08.35 น. ประชาชนยังคงทยอยมาเรื่อย ๆ รวมประมาณ 20 คน ตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่ก็มีมากขึ้นตามเช่นกัน รวมแล้วมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 คน เจ้าหน้าที่ศาลได้เดินมาถามครอบครัวเก็ทว่า ‘ใครจะเข้าห้องพิจารณาบ้าง’ ครอบครัวได้แจ้งรายชื่อ โดยมีทั้ง สส. จากพรรคประชาชนด้วย
ต่อมาในเวลา 09.15 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวเก็ทขึ้นมา เก็ทแต่งกายด้วยชุดผู้ต้องขัง เสื้อสีเหลืองครีมกางเกงพละขายาว มีโซ่ตรวนที่เท้าและสวมรองเท้าหุ้มทั้งเท้า ตลอดทางที่เก็ทเดินผ่านมวลชนส่งเสียงว่า ‘หมอเก็ท’ หลังจากเก็ทถูกนำตัวเข้าห้อง ประชาชนก็ถูกทยอยให้ออกไปยังห้องพิจารณาที่ 12
หน้าห้องพิจารณาที่ 12 เจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนนำมือถือใส่ซอง ไม่ให้นำเข้าไปในห้องพิจารณา หลังจากที่เข้าไปแล้ว ก็พบว่ามีจอภาพทีวีฉายให้เห็นห้องพิจารณาคดีที่มีเก็ทอยู่ แต่เสียงก้องมากจนแทบจะจับใจความไม่ได้ มีแต่เพียงเสียงที่ผ่านไมโครโฟนเท่านั้นที่ได้ยินชัด คำสั่งในวันดังกล่าว ประชาชนในห้องพิจารณาที่ 12 จับใจความได้เพียงว่า ‘ให้รอศาลฎีกามีคำสั่ง’ ก่อนที่วิดีโอห้องที่จำเลยอยู่ได้ปิดลง
หลังจากเหตุการณ์ในวันที่ 18 ก.ค. 2568 ทนายความได้เข้าไปเยี่ยมเก็ทที่เรือนจำและสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น
เก็ทเล่าว่า เมื่อขึ้นมาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 23 ก็เจอเจ้าหน้าที่ศาล ผู้คุม แม่ และทนายความ มีเจ้าหน้าที่อยู่ในห้องพิจารณาเต็มไปหมด เมื่อศาลลงมาบัลลังก์ เก็ทสอบถามว่าทำไมเราต้องแยกห้องพิจารณา ห้อง 23 กับห้อง 12 ในเมื่อประชาชนมาเยอะขนาดนี้ โดยมีการอธิบายว่าแม้ห้องพิจารณาที่ 12 จะมีขนาดใหญ่กว่า แต่ไม่มีบัลลังก์ให้ศาลขึ้น
ขณะที่ศาลอ่านคำสั่ง เก็ทสังเกตเห็นว่าจอที่คอนเฟอเรนซ์ไม่ติด จึงแจ้งว่า ‘จอมันไม่ติดครับ’ เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์จึงตรวจสอบพบว่า ยังไม่ได้มีการล็อกอินเข้าระบบคอนเฟอเรนซ์ด้วยซ้ำ จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงทำการล็อกอินเข้าระบบ
เมื่อตรวจสอบระบบเรียบร้อยแล้ว ศาลจึงอ่านคำสั่ง และเมื่อเสร็จสิ้น เก็ทจึงขอศาลว่า เนื่องจากวันนี้มีมวลชนมาเยอะมาก ขอให้ได้พบปะกัน ขอใช้เวลาเพียงไม่นานเพียง 5 นาทีถึง 10 นาทีเท่านั้น แต่ศาลให้เป็นอำนาจตัดสินใจของทางราชทัณฑ์ และก็ลงจากบัลลังก์ไป
แต่หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จากเรือนจำระบุไม่มีอำนาจในการอนุญาต จึงได้เกิดการโต้เถียงกัน ก่อนจะมีการเรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ขึ้นมา ซึ่งก็ยังยืนยันว่าเขาไม่มีอำนาจ ที่จะให้เก็ทอยู่ในห้องต่อ ไม่ว่าจะ 5 นาที หรือ 10 นาที สุดท้ายแล้วจึงมีการไปเรียกผู้อำนวยการศาลขึ้นมา ก่อนมีการแจ้งว่าจะต้องเขียนคำร้องยื่นไปยังผู้บริหารศาลก่อน
เมื่อเริ่มเขียน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พูดคุยว่าให้ลงไปเขียนใต้ถุนศาลได้หรือไม่ เก็ทจึงตอบกลับเป็นคำร้องเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ต้องเขียนร่วมกับทนายความ เจ้าหน้าที่จึงยอมให้เขียนในห้องพิจารณา แต่ก็มีการพยายามมาเร่งเร้าอยู่ตลอด
(คำร้องที่เก็ทเขียนในวันที่ 18 ก.ค. 2568)
หลังจากนั้นได้รอฟังคำสั่งในห้องพิจารณาเดิมประมาณ 10 นาที ก็ได้รับคำสั่ง เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์อ่านให้ฟังว่าศาลยกคำร้องของเก็ท โดยไม่ได้มีเหตุผลใด ๆ จากนั้นเก็ทจึงร่ำลาคนที่อยู่ในห้อง และได้รับขนมที่ประชาชนฝากมาให้ แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่รับฝากและส่งคืน
เก็ทสังเกตว่าปกติแล้ว หากจะต้องกลับเรือนจำ ต้องใช้ทางเดินไปใต้ถุนศาลและรอรถมารับ แต่ครั้งนี้เจ้าหน้าที่พาไปยังทางออกสำรอง คาดว่าเพื่อไม่ให้ได้เจอกับประชาชน ก่อนนำไปทางโรงจอดรถ ส่งตัวขึ้นรถและออกรถเลย ในวันนั้นเก็ทจึงได้เจอประชาชนที่มาให้กำลังใจ เพียงในตอนเช้าก่อนที่จะเข้าห้องพิจารณาที่ 23 เท่านั้น
เก็ทคิดเห็นว่า ผู้มีอำนาจพยายามแยกไม่ให้ประชาชนกับคนที่อยู่ในเรือนจำได้เจอและสื่อสารให้กำลังใจกัน เหมือนกับกรณีพยายามปิดกั้นไม่ให้จดหมายบางเนื้อหาถูกส่งออกมาจากเรือนจำ
นอกจากนี้ ในวันนั้นเก็ทได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการกรีดข้อความ 112 บนหน้าอก แต่ไม่ได้มีการถอดเสื้อให้เห็น การกรีดข้อความบนอกนั้นเป็นการกรีดเตรียมไว้หากกระบวนการไม่ชอบธรรม แม้จะมีการตรวจร่างกายก่อนออกศาล แต่เก็ทยังอยากจะสื่อสารว่า เขาพร้อมที่จะประท้วง หากพบกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม
เก็ทบอกว่า การกรีดอกมันเล็กน้อยมาก เพราะสิ่งที่เขาเจอมันสร้างความเจ็บปวดเกินความเจ็บปวดทางร่างกายไปเยอะแล้ว มันไม่มีอะไรเจ็บปวดไปกว่าที่ผู้ต้องหาทางการเมืองทุกคนได้รับ เป็นสัญญะที่สื่อสารถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวพันกับความยุติธรรมในสังคม
