ศาลอาญาพิพากษาจำคุก ‘เจมส์’ 1 ปี ปรับ 2,500 บาท ในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จากเหตุการณ์ชุมนุม #ม็อบ6ตุลา64 ก่อนได้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์

วันนี้ (23 ธ.ค. 2568) ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีของ ‘เจมส์’ ภานุเดช หรือ ‘ป๋าเจมส์’ ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 215, 216 และข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากเหตุการณ์ชุมนุมม็อบทะลุแก๊ซ หรือ #ม็อบ6ตุลา64 บริเวณแยกดินแดง หลังถูกกล่าวหาจากเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจนทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย โดยก่อนหน้านี้พนักงานอัยการได้ดำเนินการสั่งฟ้องประชาชนไปแล้ว 7 ราย จากเหตุการณ์เดียวกัน

คดีนี้มี สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจมส์ เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 ภายหลังเหตุการณ์ชุมนุมล่วงเลยไปแล้วเกือบ 4 ปี ซึ่งขณะนั้นเขาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตามหมายจำคุกในคดีส่วนตัว และมีกำหนดพ้นโทษ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2568 อย่างไรก็ดีภายหลังจากที่เขาถูกฟ้องในคดีนี้และพ้นโทษในคดีส่วนตัวแล้ว ทนายจำเลยก็ได้ยื่นขอประกันตัวเขารวมทั้งหมดสี่ครั้ง แต่ศาลกลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว

ภายหลังเจมส์เปลี่ยนไปให้การรับสารภาพในวันนัดพร้อมของคดีนี้ ต่อมาศาลอาญามีคำพิพากษาว่าเจมส์เป็นผู้กระทำผิดตามฟ้องโจทก์ ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 5,000 บาท กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2,500 บาท ก่อนเจมส์จะได้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์

.

ทบทวนคดี #ม็อบ6ตุลา64 ก่อนตำรวจจับกุมมีหมาย-ไม่มีหมายจับ และแจ้งข้อหา “ซ่องโจร” จากกรณีที่มีตำรวจ คฝ. ถูกยิงบาดเจ็บ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2564 บริเวณแยกดินแดง กลุ่มผู้ชุมนุมอิสระ “ทะลุแก๊ซ” ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกจากตำแหน่ง ในการชุมนุมดังกล่าวมีการขว้างปาประทัดยักษ์และจุดไฟเผายางที่บริเวณใต้ทางด่วนดินแดง ต่อมาผู้ชุมนุมได้ทยอยออกจากพื้นที่หลังทราบข่าวว่าตำรวจเตรียมเข้าสลายการชุมนุม โดยมีการล้อมปิดถนนโดยรอบตั้งแต่ช่วงดึกต่อเนื่องจนถึงเช้าวันถัดไป 

ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ได้มีการจับกุมผู้ชุมนุมหลายราย และมีรายงานว่ามีตำรวจควบคุมฝูงชนรายหนึ่งถูกยิงกระสุนทะลุหมวกกันน็อก เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่แฟลตดินแดงตลอดทั้งคืน และปฏิบัติการค้นหาผู้ก่อเหตุอย่างเข้มข้น

ต่อมา ในช่วงระหว่างวันที่ 21-22 ต.ค. 2564 ตำรวจได้ทยอยจับกุมประชาชนจำนวน 11 คน จากเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติมอีก ซึ่งมีทั้งกรณีที่มีหมายจับและไม่มีหมายจับ โดยในส่วนของ “เจมส์” ภานุเดช ถูกจับกุมตามหมายจับของศาลอาญา  

ตำรวจ สน.ดินแดง ได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 11 คน ใน 4 ข้อหา ได้แก่ ข้อหา “เป็นซ่องโจร” ตาม ป.อาญา มาตรา 210, มาตรา 138, มาตรา 140, มาตรา 215 วรรคสอง และข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต่อมาช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 ตำรวจยังมีการเรียกไปแจ้งข้อหาตามมาตรา 216 เพิ่มเติมด้วย

ทั้งนี้ ในชั้นสอบสวนศาลอาญาไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหา 4 ราย ได้แก่ เจมส์, พิพัฒน์, อนันต์ และณรงค์ศักดิ์ เนื่องจากเกรงว่าจะก่อเหตุอันตรายประการอื่นได้อีก ส่งผลให้ทั้งสี่คนต้องถูกคุมขังต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 48 วัน จนครบอำนาจฝากขัง ก่อนได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา 

เวลาผ่านไปเกือบสี่ปี จนกระทั่งวันที่ 24 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา 7 คน โดยศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวทั้งหมด พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ อันเป็นอุปสรรคในการพิจารณาหรือก่อความเสียหายในการดำเนินคดีของศาล

สำหรับ “เจมส์” นั้น เขาถูกสั่งฟ้องในภายหลัง เนื่องจากขณะนั้นอยู่ระหว่างถูกคุมขังในคดีส่วนตัว ทำให้ไม่สามารถเดินทางมารายงานตัวในวันฟ้องพร้อมกับจำเลยรายอื่นได้ ทั้งนี้ พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องเจมส์ใน 4 ข้อกล่าวหาด้วยกัน ได้แก่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ประกอบมาตรา 140, มาตรา 215 วรรคสอง, มาตรา 216 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยไม่ได้ฟ้องในข้อหาซ่องโจรแต่อย่างใด

ภายหลังศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 ทนายจำเลยได้ยื่นขอประกันตัวเจมส์โดยทันที แต่ศาลได้ยกคำร้องพร้อมระบุเหตุผลว่า จำเลยยังถูกคุมขังอยู่ในคดีอื่นซึ่งเป็นคดีส่วนตัวอยู่ 

ต่อมา วันที่ 9 ก.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันพ้นโทษในคดีส่วนตัวของเจมส์ ทนายจำเลยจึงได้ยื่นประกันตัวในคดีนี้อีกครั้ง แต่ศาลก็ยังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยระบุว่า พิเคราะห์แล้ว ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ตั้งแต่ชั้นฝากขังมาแล้วหลายครั้ง และมีคำสั่งไม่อนุญาตไปเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 โดยฟ้องและจากพฤติการณ์แห่งคดี และมีประวัติการกระทำผิด ส่วนจำเลยจะถูกปล่อยในคดีที่ถูกจำคุกคดีอื่นเป็นเพียงเหตุผลประกอบเท่านั้น กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง

ต่อมา ยังมีความพยายามยื่นประกันตัวเขาอีก 2 ครั้ง และยื่นอุทธรณ์คำสั่งอีก 1 ครั้ง แต่ศาลยังคงไม่ให้ประกันตัวเขาเรื่อยมา

.

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมในคดีนี้ จำเลยได้แถลงต่อศาลว่าประสงค์จะถอนคำให้การเดิมที่เคยให้การปฏิเสธ และขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ และศาลได้กำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาเป็นวันนี้ (23 ธ.ค. 2568) เวลา 09.00 น.

ณ ห้องพิจารณาคดี 714 จากการสังเกตตารางนัดหมายที่บริเวณหน้าห้องพบว่าวันนี้มีนัดอ่านคำพิพากษาคดีนี้เพียงคดีเดียว โดยช่วงเช้าญาติของจำเลยได้มานั่งรออยู่ที่บริเวณหน้าห้องพิจารณาด้วย ต่อมา เวลา 09.11 น. จำเลยถูกเบิกตัวขึ้นมา พร้อมด้วยผู้คุมเฝ้าติดตามจำนวน 1 คน 

เวลา 09.31 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ พร้อมสอบถามจำเลยอีกครั้งว่าจำเลยยืนยันจะให้การรับสารภาพใช่หรือไม่ เมื่อจำเลยยืนยันว่าจะรับสารภาพ ศาลจึงอ่านคำพิพากษาคดีนี้

พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ กรณีเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ในส่วนของความผิดฐานออกนอกเคหสถานในเวลาห้าม (22.00 – 04.00 น.) โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือยกเว้นหรือมีเหตุจำเป็นอื่นๆ เป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้ลงโทษปรับเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท 

สำหรับความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองตาม ม.215, ความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธตาม ม.138 ประกอบกับ ม.140 และความผิดฐานไม่เลิกมั่วสุมเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกตาม ม.216 ให้ลงโทษฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธ ซึ่งเป็นบทหนักสุด จำคุก 2 ปี 

อย่างไรก็ดีจำเลยให้การรับสารภาพ จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง คงเหลือโทษจำคุกทั้งสิ้น 1 ปี และปรับ 2,500 บาท 

ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาแล้วเสร็จ จำเลยได้ถูกนำตัวไปด้านล่างใต้ถุนศาล เพื่อรอฟังผลการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ต่อไป

ต่อมา เวลาประมาณ 16.30 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวเจมส์ระหว่างอุทธรณ์ โดยให้วางหลักทรัพย์เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ 

X