วันที่ 28 ต.ค. 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของ วิน หมื่นมณี และพวกรวม 5 คน ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน, ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน, มั่วสุมใช้กำลังประทุษร้ายฯ – ไม่เลิกมั่วสุมฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากกรณีร่วมชุมนุม #ม็อบ20มีนา64 และถูกจับกุมบริเวณแยกคอกวัว
ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยเชื่อว่าเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุมเกิดจากผู้ชุมนุมบางกลุ่ม แต่โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาชี้ว่าจำเลยทั้งห้าร่วมก่อความไม่สงบ อีกทั้งเห็นว่าการชุมนุมเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โจทก์ไม่ได้แสดงว่าการชุมนุมเสี่ยงต่อการแพร่โรคระบาดอย่างไร
.
ชุมนุมใหญ่ #ม็อบ20มีนา64 เรียกร้องให้กษัตริย์อยู่ใต้ รธน. จับกุมประชาชนกว่า 30 คน
คดีนี้สืบเนื่องมาจากที่กลุ่ม REDEM และแนวร่วมกลุ่มอื่นๆ นัดหมายชุมนุม เวลา 18.00 น. ถึง 21.00 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2564 ที่ท้องสนามราษฎร์ (สนามหลวง) โดยมีเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ส่งสาส์นเรียกร้องให้มีการจำกัดอำนาจกษัตริย์และลงมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมในคืนนั้น มีผู้ชุมนุมถูกจับกุมรวม 30 ราย ก่อนถูกส่งไปควบคุมตัวที่ บก.ตชด. ภาค 1 จ.ปทุมธานี และได้รับการประกันตัวในชั้นฝากขังในวันที่ 22 มี.ค. 2564 (แยกเป็น 6 คดี)
สำหรับจำเลยคดีนี้ ประชาชนทั้งห้าถูกจับกุมจากบริเวณแยกคอกวัวโดยพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ได้แจ้งข้อกล่าวหา 6 ข้อกล่าว ได้แก่ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนใช้กำลังประทุษร้าย ให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และมาตรา 216, ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน และทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ทั้งยังได้ระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมได้หลบหนี แต่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนจับกุมตัวได้ที่บริเวณแยกคอกวัว ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาดังกล่าว และไม่ยินยอมลงชื่อในบันทึกการจับกุม
ต่อมา วันที่ 15 ก.ค. 2564 พนักงานสอบสวนได้เรียกทั้งห้า เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ในข้อหา “ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้กระทําความผิดคนใดคนหนึ่งมีอาวุธ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสอง
ก่อนในช่วงปี 2566-67 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ได้ทยอยยื่นฟ้องผู้ต้องหา เนื่องจากติดตามตัวมาได้ไม่พร้อมกัน โดยมีกรณีของถนอม เป็นคนไร้บ้าน ที่ไม่ได้เดินทางมาตามนัดฟ้องคดี ต่อมาจึงได้ถูกจับกุมและคุมขังโดยไม่มีใครทราบเรื่อง ก่อนจะมีการยื่นประกันตัวในเวลาต่อมา โดยกรณีของถนอมถูกคุมขังไปราว 25 วัน นอกจากนั้นยังมีกรณีของ ศรีรัตน์ ที่ถูกอายัดตัวในคดีนี้หลังถูกปล่อยตัวในคดีส่วนตัว ต่อมาจึงได้ประกันตัวในคดีนี้หลังถูกคุมขังไป 6 วัน
ต่อมาศาลได้ให้รวมการพิจารณาคดีเข้าด้วยกัน ข้อกล่าวหาระบุว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2564 กลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 200 คน รวมตัวกันที่หน้าพระแม่ธรณีบีบมวยผม ข้างศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ก่อนที่กลุ่มผู้ชุมนุมอีก 300 คนจะเดินเท้ามาสมทบ ทำให้มีผู้ชุมนุมรวมประมาณ 500 คน กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปราศรัยโจมตีรัฐบาล
เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศเตือนว่าการชุมนุมผิดกฎหมายและให้แยกย้าย แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอมและโห่ร้องด่าทอ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ถอนกำลังออกไป ผู้ชุมนุมยังคงเดินหน้าชุมนุมต่อที่หน้าตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนตั้งแนวป้องกันอยู่ด้านหลัง เวลาประมาณ 18.00 น. ผู้ชุมนุมเริ่มฉีดสเปรย์สีและใช้เชือกดึงตู้คอนเทนเนอร์ลง เจ้าหน้าที่ประกาศห้ามเป็นระยะๆ พร้อมเตือนว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ผู้ชุมนุมไม่หยุด กลับขว้างปาสิ่งของ ประทัดยักษ์ และยิงลูกเหล็ก ลูกแก้วใส่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงฉีดน้ำเพื่อหยุดยั้ง แต่ผู้ชุมนุมยังคงฝ่าด่านเข้าไปในเขตพระราชฐาน และมีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และมีการสืบพยานในช่วงวันที่ 9-11, 16-17 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ก่อนศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ (28 ต.ค. 2568)
.
ยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีข้อสงสัย ชี้ว่าการชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิที่ได้รับรองตามรัฐธรรมนูญ
เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณา 911 ศาลอาญา รัชดาฯ จำเลยสี่รายพร้อมทนายความเดินทางมายังห้องพิจารณา และรอจำเลยอีกรายที่กำลังเดินทางมา จนเวลา 09.53 น. จำเลยทั้งห้าได้นั่งรอในห้องพิจารณาคดี และได้รับรายงานสืบเสาะและพินิจไปอ่าน ขณะนั้นมีผู้พิพากษาได้ออกนั่งพิจารณาแล้ว 1 ท่าน กำลังดำเนินคดีอื่นไปพลาง
ต่อมา เวลา 09.58 น. ผู้พิพากษาอีก 2 ท่านได้ออกนั่งพิจารณาและดำเนินคดีก่อนหน้า จนถึงช่วงเวลา 10.16 น. ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้
คำพิพากษาสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีดังนี้
1. การกระทำของจำเลยที่ 3 (ปูน ธนพัฒน์ จากกลุ่มทะลุฟ้า) ฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่
เห็นว่าการเข้าร่วมชุมนุมของจำเลยที่สามเป็นการเข้าร่วมชุมนุมเพื่อประท้วงรัฐบาล หากการชุมนุมไม่มีการใช้กำลังถือว่าการชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่เมื่อการชุมนุมมีการใช้กำลัง มีการวางลวดหนาม ปาลูกแก้ว ประทัด การชุมนุมจึงมีลักษณะเป็นการมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และเมื่อตำรวจประกาศให้เลิกชุมนุมผู้ชุมนุมกลับเพิ่มจำนวน มีการทำลายตู้คอนเทนเนอร์ รื้อแนวกั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงแต่ผู้ชุมนุมยังไม่หยุด
การที่จำเลยที่ 3 เบิกความว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้เลิก ตนได้ปฏิบัติตามและเดินออกไปยังบริเวณธนาคารออมสิน โดยยืนอยู่กับกลุ่มเพื่อน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจับกุมจำเลยเพียงคนเดียวในกลุ่มเพื่อน ในบันทึกจับกุมลงบันทึกเวลาไว้ว่า จับกุมจำเลยได้เวลา 19.50 น. และในช่วงเบิกความของพยานได้ความว่ามีการประกาศสลายการชุมนุมตอน 19.03 น. เมื่อพิเคราะห์ถึงระยะทางและเวลาแล้ว เชื่อว่าจำเลยต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการเดินเท้าไป เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 เดินออกจากจุดที่มีการปะทะกันแล้ว ทั้งการปะทะเกิดจากผู้ชุมนุมบางกลุ่ม จะถือว่าการชุมนุมของผู้ชุมนุมอื่นเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบไม่ได้
การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงขาดองค์ประกอบในการกระทำความผิด เนื่องจากไม่มีเจตนาพิเศษในการกระทำความผิดตามมาตรา 215 วรรคสอง เมื่อไม่มีความผิดตามมาตราดังกล่าว จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 216 ทั้งโจทก์เองไม่มีพยานมาแสดงว่า จำเลยได้ใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 138 และ มาตรา 140
การที่จำเลยที่ 3 เข้าร่วมการชุมนุมแม้จะมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่การชุมนุมโดยสงบเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ การชุมนุมดังกล่าวเป็นการรวมตัวทางการเมือง และจากคำเบิกความของจำเลย ก็มีการสวมหน้ากากอนามัยใช้เจลล้างมือแอลกอฮอล์ ทางโจทก์เองไม่ได้แสดงพยานหลักฐานว่าการชุมนุมเสี่ยงการแพร่เชื้ออย่างไร จึงไม่มีความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลักฐานของโจทก์ยังมีความน่าสงสัยว่าจำเลยที่ 3 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่
2. การกระทำของจำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 และที่ 5 ฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่
ในการเบิกความพยานโจทก์ได้แก่ พ.ต.อ.ธนันท์ธร รัตนสิทธิภาคย์, พ.ต.อ.สนอง แสงมณี, ส.ต.อ.เปรมปรีชา โคธนู และ พ.ต.ท.ฐิติวุธ ร่อนแก้ว ได้ความว่าขณะเกิดเหตุมีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก อาจมีการจดจำใบหน้าที่คลาดเคลื่อน จำใบหน้าไม่ได้เพราะผู้ชุมนุมแต่งกายเหมือนประชาชนทั่วไป
นอกจากนี้ ส.ต.อ.เปรมปรีชา และส.ต.ท.ภานุพงษ์ ศรีแก้วน้ำใสย์ ซึ่งได้รับแผลฟกช้ำที่ขาจากการถูกสะเก็ดประทัด เข้าเบิกความได้ใจความว่าจำหน้าไม่ได้ว่าผู้ใดขว้างปาประทัด และในพยานปากของ พ.ต.ท.พิษณุ เกิดทอง เบิกความว่าผู้จับกุมคือตำรวจควบคุมฝูงชน ตนไม่ได้เป็นผู้จับกุม ตนเป็นผู้รับตัวผู้ต้องหามา แต่ไม่ทราบพฤติการณ์ก่อนหน้าการจับกุมของจำเลยทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร
แม้จะมีภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ แต่ในภาพนั้นไม่ปรากฏจำเลยที่ 1, ที่ 2, ที่ 4 และที่ 5 อีกทั้งยังไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าวเพื่อเพิ่มน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์ว่ามีการกระทำความผิด
ในวันเกิดเหตุมีการปิดช่องทางสัญจรแต่ไม่ถึงขั้นไม่สามารถสัญจรเข้าออกพื้นที่ได้ โดยจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ตนขับรถจักรยานยนต์มารับคนรู้จักก่อนที่จะมีการปิดถนน และจำเลยที่ 2 เบิกความว่า ตนมาทานข้าวกับเพื่อนบริเวณถนนข้าวสารก่อนที่จะมีการปิดถนน
เมื่อเจือผสมคำเบิกความของจำเลยกับคำเบิกความของพยานโจทก์ปาก พ.ต.ท.อิทธิกร ลุนสะแกวงศ์ เบิกความว่าไม่ได้มีการปิดถนนบริเวณแยกคอกวัว ประชาชนยังสามารถเดินทางไปยังบริเวณถนนข้าวสารได้ และร้านอาหารบริเวณถนนข้าวสารยังคงเปิดให้บริการตามปกติ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความตามความเป็นจริง
จำเลยที่ 4 เบิกความว่า เดินทางมาบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อพบปะสังสรรค์กับคนรู้จัก โดยเดินทางใช้รถโดยสารสาธารณะ มีอาชีพหลักเก็บขวดพลาสติกในละแวกที่เกิดเหตุขาย
จำเลยที่ 5 เบิกความว่า มีอาชีพขายผลไม้ ขณะเกิดเหตุออกจากแผงเพื่อไปสูบบุหรี่ แล้วมีตำรวจมาจับกุม โดยอาชีพนี้ทำมาตั้งแต่รุ่นมารดารวมแล้วประมาณ 14 ปี ปรากฏตามใบชำระค่าแผง ชำระค่าไฟ และจำเลยไม่ได้หลบหนีให้การปฏิเสธมาโดยตลอด เชื่อว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ไม่มีเจตนาเข้าร่วมการชุมนุม
กรณีพยานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมดทุกข้อกล่าวหา ตามมาตรา 227 วรรคสอง ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
.
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อ 21 พ.ย. 2567 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาจากกรณีชุมนุมเดียวกันนี้ แต่เป็นกรณีประชาชนผู้ถูกจับกุมที่บริเวณหน้าศาลฎีกา จำนวน 4 ราย ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาเดียวกันกับในคดีนี้ แต่แนวทางคำพิพากษาตรงกันข้ามกับในคดีนี้ คือเห็นว่าจำเลยมีความผิดทั้งตาม มาตรา 138, 140, 215, 216 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยลงโทษจำคุกจำเลย 3 ราย คนละ 2 ปี ส่วนจำเลยอีกรายจำคุกถึง 4 ปี เนื่องจากเห็นว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานด้วย แต่ทั้งหมดยังได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์
.
ย้อนอ่าน “ผิดหวังแต่ไม่แปลกใจ” คุยกับทนายความคดี #ม็อบ20มีนา64
