กลไกพิเศษ UN ชี้การคุมขัง “ขนุน” สิรภพ ในคดี ม.112 เป็นการควบคุมตัวโดยพลการ

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการแห่งสหประชาชาติได้ออกหนังสือความเห็น (Opinion) ต่อกรณีการคุมขัง “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ จากการดำเนินคดีมาตรา 112 สืบเนื่องจากเหตุกรณีการปราศรัยในชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ บริเวณสี่แยกราชประสงค์และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2563 โดยชี้ว่าการคุมขังดังกล่าวเป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 1 (การควบคุมตัวขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ) ประเภทที่ 2 (การควบคุมตัวบุคคลสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ) ประเภทที่ 3 (เกิดการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมที่นำไปสู่การคุมขัง) และประเภทที่ 5 (การควบคุมตัวสืบเนื่องมาจากการเลือกปฏิบัติโดยมิชอบด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ความเห็นทางการเมือง ฯลฯ)

ในคำร้องฉบับนี้ องค์กร TrialWatch เป็นผู้ยื่นคำร้องไปยังคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ โดยได้ระบุว่า การคุมขัง “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ จากการดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นการควบคุมตัวโดยพลการ ประกอบกับมาตรา 112 มีเนื้อหาคลุมเครือและกว้างเกินไปจนขาดฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน อีกทั้งยังเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก อันเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังปรากฏการปฏิเสธข้อต่อสู้เรื่องการแสดงความเห็นโดยสุจริตอย่างไม่มีเหตุผลเพียงพอ และมีการปฏิเสธการให้ประกันตัวซ้ำหลายครั้งโดยไม่พิจารณาเหตุผลรายบุคคลอย่างเหมาะสม ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบการเลือกปฏิบัติและคุกคามต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง

อย่างไรก็ดีนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการได้ออกหนังสือความเห็นต่อการคุมขังบุคคลที่ถูกดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 โดยนับตั้งแต่ปี 2555 คณะทำงานฯ ได้ออกหนังสือความเห็นไปแล้วกว่า 13 ฉบับ โดยล่าสุดเป็นกรณีของการเสียชีวิต “บุ้ง” เนติพร ในระหว่างการควบคุมตัวของกรมราชทัณฑ์ และกรณีของอานนท์ นำภา สืบเนื่องมาจากคดีการปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และคดีโพสต์ 3 ข้อความในเฟซบุ๊ก เมื่อเดือนมกราคม 2564  

การคุมขัง“ขนุน” สิรภพ ในคดีมาตรา 112 เป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 1 เพราะขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ และขัดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการได้ให้ความเห็นว่าการคุมขัง “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ จากการดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นการคุมขังโดยพลการประเภทที่ 1 (การควบคุมตัวขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ) กล่าวคือ การใช้มาตรการคุมขังอันเป็นมาตรการในการจำกัดสิทธิของบุคคล เช่นนั้นการใช้มาตรการดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีฐานกฎหมายมารองรับ และฐานทางกฎหมายที่มารองรับต้องสอดคล้องกับหลักความชอบด้วยกฎหมาย (principle of legality) โดยคณะทำงานฯ ได้ให้การอธิบายว่า ในการพิจารณาว่าบทบัญญัติกฎหมายจะสอดคล้องกับหลักความชอบด้วยกฎหมาย (principle of legality) หมายความว่า กฎหมายดังกล่าวต้องถูกกำหนดถ้อยคำไว้อย่างชัดเจนและมีความแม่นยำเพียงพอ เพื่อให้บุคคลสามารถเข้าถึงและเข้าใจกฎหมาย และปรับการกระทำของตนให้สอดคล้องกับกฎหมายได้

สำหรับการบังคับใช้มาตรา 112 บรรดากลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติได้เคยเน้นย้ำและแสดงความกังวลในหลายต่อหลายครั้งว่า กฎหมายดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับสิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และขัดกับข้อ 19 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยังแสดงความกังวลต่อการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนบุคคลที่ถูกควบคุมตัวและดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ นับตั้งแต่ช่วงภายหลังรัฐประหารปี 2557 ตลอดจนแนวปฏิบัติในการลงโทษที่รุนแรง ซึ่งส่งผลให้มีการจำคุกเป็นระยะเวลายาวนานในบางกรณี นอกจากนั้นแล้วในช่วงกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนสากล (Universal Periodic Review: UPR) คณะผู้แทนจากหลายประเทศได้เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ไปปรับให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

ในกรณีการคุมขัง “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ จากการดำเนินคดีมาตรา 112 คณะทำงานฯ ได้ทบทวนบรรทัดฐานคำวินิจฉัย (jurisprudence) เกี่ยวกับมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา กล่าวคือ กฎหมายดังกล่าวมีลักษณะคลุมเครือและกว้างเกินสมควร อันส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถเตรียมการต่อสู้คดีหรือป้องกันตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขัดต่อข้อ14 (3) (b) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ในการพิจารณาคดีอาญา บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดย่อมมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันขั้นต่ำนี้โดยเสมอภาค 

(b) สิทธิที่จะมีเวลา และได้รับความสะดวกเพียงพอแก่การเตรียมการเพื่อต่อสู้คดี และติดต่อกับทนายความที่ตนเลือกได้”

ยิ่งไปกว่านั้น คณะทำงานฯ ยังได้เน้นย้ำว่า มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ถ้อยคำที่คลุมเครืออย่างยิ่งจนไม่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ดังนั้น บทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่อาจสอดคล้องกับมาตรา 11 (2) แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และมาตรา 15 (1) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง นอกจากนี้ มาตรา 112  แห่งประมวลกฎหมายอาญา ขาดคุณสมบัติของการเป็นกฎหมายที่ “บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง” หรือมีความชัดเจนเพียงพอ เนื่องจากถ้อยคำที่คลุมเครือและกว้างขวางเกินสมควร (overly broad) ของบทบัญญัติดังกล่าว กล่าวคือ ไม่ได้กำหนดนิยามว่าการแสดงออกในลักษณะใดจึงจะถือเป็นการหมิ่นประมาท การดูหมิ่น หรือการข่มขู่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเปิดช่องให้การพิจารณาว่ามีการกระทำความผิดหรือไม่อยู่ภายใต้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐโดยสิ้นเชิง

ในคดีนี้ การบังคับใช้มาตรา 112 ของศาลสะท้อนถึงการขยายขอบเขตของกฎหมายในลักษณะที่น่ากังวล โดยศาลชั้นต้นได้นำแนวคิดทางกฎหมายที่แตกต่างกันสองประการมาปะปนกัน ได้แก่ หลักความ “ละเมิดมิได้” ของพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานะเชิงสถาบันของกษัตริย์ และหลัก “ความสุจริต” ในการแสดงความคิดเห็นซึ่งใช้เป็นข้อต่อสู้ในคดีหมิ่นประมาท ศาลวินิจฉัยว่าการปราศรัยของ“ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และมิใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต แต่เป็นการกล่าวหาโดยมิชอบว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยมิชอบ โดยมิได้อธิบายถึงหลักเกณฑ์หรือเหตุผลในการนำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาปรับใช้กับคดีตามมาตรา 112 อย่างชัดเจน

แนวทางดังกล่าวยิ่งบั่นทอนหลักความชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคำพิพากษาขาดความชัดเจนว่าความผิดที่ถูกดำเนินคดีเป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์ในฐานะบุคคล หรือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ โดยศาลมีการให้เหตุผลที่ไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือ ศาลชั้นต้นได้ระบุในตอนหนึ่งว่า การเพียงเอ่ยพระนามของกษัตริย์ก็อาจชักนำให้ผู้ฟังเกิดความเกลียดชังได้ ขณะเดียวกัน ในอีกตอนหนึ่งกลับอธิบายถ้อยคำดังกล่าวว่าเป็นการใช้ “ถ้อยคำที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันกษัตริย์” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ศาลเองก็ไม่สามารถกำหนดขอบเขตของพฤติกรรมต้องห้ามได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้กฎหมายดังกล่าวไม่สอดคล้องโดยพื้นฐานกับข้อกำหนดที่ว่า ความผิดทางอาญาต้องถูกกำหนดไว้ด้วยความชัดเจนและแม่นยำเพียงพอ ดังนั้น คณะทำงานฯ เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าขอบเขตของพฤติกรรมต้องห้ามไม่อาจกำหนดได้อย่างชัดเจน แม่นยำ และสอดคล้องกัน อันขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎหมายอาญา

สำหรับการดำเนินคดีมาตรา 112 ต่อ “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ได้มีการยื่นประกันตัวไปกว่า 16 ครั้ง โดยศาลล้วนมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้วินิจฉัยมาอย่างต่อเนื่องว่า “การปฏิเสธคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์เกือบทั้งหมดเป็นในลักษณะเหมารวม ก่อให้เกิดข้อสงสัยอย่างร้ายแรงต่อการพิจารณาความเสี่ยงในการหลบหนีเป็นรายบุคคล” ในกรณีของ “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ศาลอุทธรณ์มิได้พิจารณาข้อโต้แย้งสำคัญที่ได้ยกขึ้นในคำร้องขอปล่อยชั่วคราว รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเขาเคยได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดีและปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกประการที่ศาลกำหนด ประกอบคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นยังที่ได้ระบุเกี่ยวกับความร่วมมือในกระบวนพิจารณาจนเป็นเหตุให้ลดโทษลงหนึ่งในสาม อีกทั้งเขายังอาศัยอยู่กับครอบครัว มีความผูกพันกับชุมชน และมีงานทำที่มั่นคง

ทั้งนี้ เมื่อคำนึงถึงสิทธิในการประกันตัว ข้อ 9(3) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง วางหลักไว้ว่า มิให้ถือเป็นหลักทั่วไปว่าจะต้องควบคุมบุคคลระหว่างการพิจารณาคดี แต่อย่างไรก็ดีการพิจารณาคำร้องขอประกันตัวไม่อาจพิจารณาได้จากมุมมองเชิงนามธรรมเพียงอย่างเดียว เช่นการอาศัยเพียงความหนักเบาของความผิดและการใช้ถ้อยคำหรือเหตุผลในลักษณะตายตัวเท่านั้น หากแต่ต้องมีการประเมินเป็นรายกรณีอย่างเฉพาะเจาะจง รวมทั้งพิจารณามาตรการทางเลือกอื่น ๆ ที่มีลักษณะเป็นการป้องกันแทนการคุมขัง

การดำเนินคดีมาตรา 112 ต่อ “ขนุน” สิรภพ นำไปสู่การควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 2 จากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก

คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการได้ให้ความเห็นว่าการคุมขัง “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ จากการดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นการคุมขังโดยพลการประเภทที่ 2 (การควบคุมตัวบุคคลสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ) เนื่องจากเป็นผลมาจากการใช้สิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามข้อ 18 และ 19 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และข้อ 18 และ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และได้เน้นย้ำว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก รวมถึงเสรีภาพในความคิดและมโนธรรม เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

ในประเด็นนี้ จากบรรทัดฐานคำวินิจฉัยของคณะทำงานฯ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย คณะทำงานฯ ได้วินิจฉัยมาอย่างสม่ำเสมอว่า การควบคุมตัวบุคคลภายใต้มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เข้าข่ายเป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 2 เมื่อการควบคุมตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากการใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยสงบ

“ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ถูกจับกุม ควบคุมตัว ดำเนินคดี และจำคุกตามมาตรา 112 จากการปราศรัยในชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ ซึ่งเขาได้ตั้งคำถามต่อบทบาทและขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ คณะทำงานฯ เห็นว่า การแสดงออกดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตของการใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกตามข้อ 19 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และข้อ 19 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ทั้งนี้ สิทธิดังกล่าวครอบคลุมถึงการอภิปรายทางการเมือง การแสดงความคิดเห็นต่อกิจการสาธารณะ และการถกเถียงในประเด็นด้านรัฐธรรมนูญและการบริหารราชการแผ่นดิน โดยศาลชั้นต้นเองก็รับรองว่าการปราศรัยดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทของการชุมนุมสาธารณะทางการเมือง

ในกรณีนี้รัฐบาลไทยไม่ได้ส่งหนังสื้อชี้แจงต่อคณะทำงานฯ และเคยอ้างว่ากฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิและชื่อเสียงของพระบรมวงศานุวงศ์ แต่คณะทำงานฯ เห็นว่าวัตถุประสงค์ดังกล่าวไม่อาจถือเป็นเหตุอันชอบธรรมในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างจำเป็น เนื่องจากบุคคลสาธารณะทุกคน รวมถึงประมุขของรัฐ ย่อมอยู่ภายใต้การวิพากษ์วิจารณ์และการคัดค้านทางการเมืองได้โดยชอบ การกำหนดบทลงโทษทางอาญา โดยเฉพาะการจำคุก เพียงเพราะเนื้อหาการแสดงออกที่ถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่น จึงไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ตามหลักของข้อ 19 (3) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต้องมีกฎหมายรองรับ มีวัตถุประสงค์อันชอบธรรม และเป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน อย่างไรก็ดี ในคดีนี้ รัฐบาลมิได้ยื่นคำชี้แจงหรือแสดงให้เห็นว่าการจับกุม ควบคุมตัว และดำเนินคดีต่อ“ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ เป็นมาตรการที่จำเป็นและได้สัดส่วนต่อการแสดงออกทางการเมืองโดยสงบ อีกทั้งศาลชั้นต้นก็ไม่สามารถชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงโดยตรงและความเกี่ยวเนื่องระหว่างการแสดงออกดังกล่าวกับภัยคุกคามใด ๆ หากแต่ใช้การประเมินอย่างคลุมเครือว่าถ้อยคำดังกล่าว “ไม่เหมาะสม” หรือ “ก่อให้เกิดความไม่พอใจ”

ในขณะเดียวกัน คณะทำงานฯ เห็นว่าผลกระทบเชิงลบจากกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์และการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวต่อ “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ รวมถึง การยับยั้งการใช้สิทธิเสรีภาพหรือการแสดงออก (chilling effect) ต่อสาธารณชน มีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ใด ๆ ที่อาจอ้างได้อย่างชัดเจน การตั้งคำถามเชิงวิชาการเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญไม่อาจถือเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิของผู้อื่น ความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยของสังคม ด้วยเหตุนี้ การจำกัดเสรีภาพของ“ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธภายใต้มาตรา 112 จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นหรือได้สัดส่วนตามข้อ 19 (3) แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 

คดีมาตรา 112 ต่อ “ขนุน” สิรภพ นำไปสู่การควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 3 จากการละเมิดสิทธิในกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

การคุมขัง“ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ เป็นการควบคุมตัวโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 3 เพราะเป็นผลจากการละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม โดยศาลมิได้ให้เหตุผลเพียงพอในคำพิพากษา มิได้พิจารณาประเด็นสำคัญที่ฝ่ายจำเลยหยิบยกขึ้นมาอย่างจริงจัง และให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยอย่างจำกัด ทั้งยังละเลยข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการแสดงความเห็นโดยสุจริตในประเด็นที่เป็นประโยชน์สาธารณะ อันขัดต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ให้ความคุ้มครองต่อถ้อยแถลงเกี่ยวกับบุคคลสาธารณะซึ่งกระทำโดยปราศจากเจตนาร้าย ส่งผลให้การพิพากษาลงโทษและการควบคุมตัวดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการควบคุมตัวโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 3

คณะทำงานฯ เห็นว่า เหตุผลประกอบคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดียังไม่เพียงพอและก่อให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับความเพียงพอของการให้เหตุผลทางตุลาการ โดยหลักแล้ว คำพิพากษาควรแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนเพื่อให้คู่ความเห็นว่าศาลได้พิจารณาข้อโต้แย้งของตนแล้ว อีกทั้งยังเป็นหลักประกันว่าผู้พิพากษาใช้ดุลพินิจบนพื้นฐานของเหตุผลเชิงภาวะวิสัย คุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของฝ่ายจำเลย และสอดคล้องกับหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ อย่างไรก็ดี แม้ฝ่ายจำเลยจะยืนยันว่าการปราศรัยเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต มีความเคารพและเจตนาดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการอภิปรายเชิงสถาบันในระบอบประชาธิปไตย ศาลชั้นต้นกลับปฏิเสธข้อโต้แย้งดังกล่าวโดยมิได้พิจารณาอย่างเพียงพอ

แม้ฝ่ายจำเลยจะโต้แย้งว่าการปราศรัยเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต มีความเคารพและเจตนาดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการอภิปรายเชิงวิชาการเกี่ยวกับบทบาทของพระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ศาลชั้นต้นกลับปฏิเสธข้อโต้แย้งดังกล่าวโดยมิได้พิจารณาอย่างมีนัยสำคัญ หากแต่สรุปเพียงว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือข่มขู่ และไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต โดยไม่แสดงการวิเคราะห์เชิงรูปธรรมต่อประเด็นชี้ขาดของคดี

คณะทำงานฯ จึงเห็นว่า การไม่ตอบข้อโต้แย้งสำคัญของฝ่ายจำเลยอย่างชัดเจนทำให้เหตุผลในคำพิพากษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานของข้อ 14 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และยังกระทบต่อสิทธิในการอุทธรณ์ตามข้อ 14 (5) เนื่องจากการขาดเหตุผลรองรับอย่างเพียงพอทำให้ผู้ถูกลงโทษไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์ได้อย่างมีประสิทธิผล

การคุมขัง “ขนุน” สิรภพ ภายใต้มาตรา 112 เข้าลักษณะการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 5 เนื่องจากมีมูลเหตุจากการเลือกปฏิบัติทางความคิดเห็นทางการเมือง

การคุมขัง“ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ เป็นการควบคุมตัวโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 5 เนื่องจากเขาถูกจำกัดเสรีภาพบนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติทางการเมืองและความคิดเห็นส่วนบุคคล ทั้งนี้ การควบคุมตัวดังกล่าวละเมิดข้อ 2 และข้อ 7 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมทั้งข้อ 2 (1) และมาตรา 26 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อันเกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิบัติทางความคิดเห็นหรือสถานะในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน อีกทั้ง เนื่องจากการคุมขังดังกล่าวเป็นผลมาจากการใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เมื่อพิสูจน์ได้ว่าการจำกัดเสรีภาพเกิดจากการใช้สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอย่างเป็นกิจกรรมแล้ว ย่อมมีข้อสมมติฐานที่แข็งแรงว่าการควบคุมตัวดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศในแง่ของการเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด

คณะทำงานฯ ชี้ให้เห็นว่ามีตัวชี้วัดหลายประการที่สามารถใช้พิจารณาว่าการควบคุมตัวมีลักษณะเลือกปฏิบัติ ตัวชี้วัดเหล่านี้ได้แก่ (1) การจำกัดเสรีภาพเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการข่มเหง เช่น การจำกัดเสรีภาพเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการข่มเหงบุคคลที่ถูกควบคุมตัว เช่น ผ่านการควบคุมตัวก่อนหน้า (2) เหตุที่ว่าบุคคลอื่นที่มีลักษณะหรือสถานะใกล้เคียงกันถูกข่มเหงเช่นกัน หรือ (3) บริบทโดยรอบที่บ่งชี้ว่าหน่วยงานรัฐได้ควบคุมตัวบุคคล เพื่อป้องกันมิให้ใช้สิทธิมนุษยชน

ในกรณีของ“ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ เขาถูกดำเนินคดีในอีก 5 คดีจากการเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองอย่างสงบเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐยังดำเนินคดีและควบคุมตัวบุคคลอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันหรือวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งสะท้อนรูปแบบการเลือกปฏิบัติและการจำกัดเสรีภาพทางการเมืองอย่างชัดเจน

“ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธยังได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ต่อสาธารณะเพื่อดึงดูดความสนใจของสาธารณชนต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน และก่อนถูกควบคุมตัว เขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่กฎหมายในองค์กรภาคประชาสังคมที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ยังเห็นว่า การจำกัดเสรีภาพในลักษณะนี้เข้าข่ายการเลือกปฏิบัติประเภทที่ 5 เนื่องจากเกี่ยวข้องกับสถานะของเขาในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมถึงความคิดเห็นทางการเมือง

ข้อเรียกร้องจากคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในประเทศไทย

  1. ขอให้รัฐบาลมาตรการเยียวยาที่เหมาะสม กล่าวคือ การปล่อยตัว“ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ โดยทันที และจัดการให้สิทธิในการได้รับค่าชดเชยและการเยียวยาอื่น ๆ ที่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
  2. เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการสอบสวนอย่างครบถ้วน เป็นอิสระ และเป็นกลาง ต่อพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดเสรีภาพโดยพลการของ “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ และให้ดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิ
  3. ขอให้รัฐบาลเผยแพร่ความเห็นฉบับนี้ผ่านทุกช่องทางที่มีอยู่ และอย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  4. ให้แหล่งข้อมูลและรัฐบาลชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการที่ได้ดำเนินการเพื่อติดตามคำแนะนำในความคิดเห็นฉบับนี้ ซึ่งรวมถึง
    (a) “ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ ได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ และหากได้รับการปล่อยตัว ให้ระบุว่าได้รับการปล่อยตัววันที่เท่าไหร่;
    (b) มีการชดเชยหรือเยียวยาใด ๆ แก่“ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ หรือไม่
    (c) มีการสอบสวนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของ“ขนุน” สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ หรือไม่ และหากมี ผลลัพธ์ของการสอบสวนเป็นอย่างไร
    (d) มีการแก้ไขกฎหมายหรือปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศของไทยตามความคิดเห็นฉบับนี้หรือไม่
    (e) มีมาตรการอื่นใดที่ดำเนินการเพื่อนำความคิดเห็นฉบับนี้ไปปฏิบัติหรือไม่
  5. ขอให้รัฐบาลชี้แจงคณะทำงานฯ เกี่ยวกับความยากลำบากใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินการตามคำแนะนำ รวมทั้งความจำเป็นในการขอความช่วยเหลือทางเทคนิคเพิ่มเติม เช่น การเยี่ยมเยียนโดยคณะทำงานฯ
  6. ขอให้แหล่งข้อมูลและรัฐบาลส่งข้อมูลดังกล่าวภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งความคิดเห็นฉบับนี้ ซึ่งจะช่วยให้คณะทำงานฯ รายงานต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับความคืบหน้าในการดำเนินมาตรการตามคำแนะนำ และการไม่ปฏิบัติการใด ๆ
  7. ขอให้รัฐบาลพิจารณาความเห็นของคณะทำงานฯ และดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขสถานการณ์ของบุคคลที่ถูกควบคุมตัวโดยพลการ และรายงานต่อคณะทำงานฯ ถึงมาตรการที่ได้ดำเนินการแล้ว
X