เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีของ “คเชนทร์” (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี และ ขจรศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี สองผู้ชุมนุมทะลุแก๊ส ในข้อหาหลักฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ ร่วมกันมี / ใช้วัตถุระเบิดในครอบครอง ซึ่งสามารถทำอันตรายต่อชีวิตและวัตถุได้ฯ ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ จากกรณีช่วงชุมนุม #ม็อบ30กันยา64 ถูกกล่าวหาว่าปาระเบิดปิงปอง และระเบิดขวดเข้าใส่อาคาร สน.พญาไท และวางเพลิงป้อมจราจรที่แยกพญาไท ในช่วงหลังเที่ยงคืน ล่วงเข้าสู่วันที่ 1 ต.ค. 2564
คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก ‘คเชนทร์’ เป็นเวลา 10 ปี 6 เดือน และ ปรับ 1,000 บาท ส่วน ‘ขจรศักดิ์’ ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 11 ปี 6 เดือน และ ปรับ 1,000 บาท ก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
.
ย้อนรอยเหตุการณ์ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก “คเชนทร์ – ขจรศักดิ์” สองผู้ชุมนุมทะลุแก๊ส
ภายหลังการชุมนุมเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2564 และวันที่ 1 ต.ค. 2564 พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการแถลงข่าวประจำวันเกี่ยวกับการชุมนุม ซึ่งมีถ้อยคำตอนหนึ่งว่า “…ในเวลาประมาณ 02.00 น. ได้มีกลุ่มของผู้ชุมนุมรวมตัวกันและใช้วัตถุเพลิงขว้างปาบริเวณหน้า สน.พญาไท ซึ่งเจ้าหน้าที่ สน.พญาไท ได้แสดงกำลัง กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ได้แยกย้ายกันบริเวณแยกพญาไท และใช้ระเบิดขวดปาไปที่ป้อมจราจรพญาไท แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถควบคุมเพลิงและดับไว้ทัน ไม่ได้เกิดความเสียหาย ต่อป้อมจราจรบริเวณแยกพญาไทแต่อย่างใด”
อย่างไรก็ดี ในช่วงเช้าของวันที่ 8 ต.ค. 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมทั้งสองคนที่บ้านพัก ตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 7 ต.ค. 2564 พร้อมทั้งเข้าตรวจค้นที่พัก แต่เบื้องต้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายในห้องพักของคเชนทร์ ส่วนในห้องพักของขจรศักดิ์ ตำรวจพบระเบิดควัน (CS Smoke) จำนวน 1 ลูก
ตามบันทึกการจับกุม ‘คเชนทร์’ ได้ให้การเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 เวลาประมาณ 02.00 น. ขณะที่ตนกําลังเข้าร่วมชุมนุมกับพวกอยู่ที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ได้มีผู้มาชักชวนตนไปที่หน้า สน.พญาไท จากนั้นจึงได้รวมกลุ่มจักรยานยนต์ประมาณ 20 คัน โดยมีเยาวชนไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ซ้อนท้ายไปด้วย เมื่อไปถึงที่หน้า สน.พญาไท ตนก็ได้เร่งคันเร่งรถและบีบแตรเพื่อให้เกิดเสียงดัง โดยเยาวชนที่ซ้อนท้ายได้ลงจากรถไปดูที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นก็ได้ใช้เส้นทางเดิมกลับไปที่สามเหลี่ยมดินแดง
ต่อมาพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหากับทั้งสองตามหมายจับ ได้แก่ ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์, ร่วมกันทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น, ร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตราย, ร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป, ร่วมกันพาอาวุธไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และออกนอกเคหสถานในเวลาห้าม (22.00 – 04.00 น.) นอกจากนี้ยังได้มีการแจ้งข้อหากับขจรศักดิ์เพิ่มเติมด้วย คือ ข้อหามียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ในชั้นสอบสวนทั้งสองได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ภายหลังการสอบปากคำทั้งสองถูกขังอยู่ที่ สน.พญาไท เพื่อรอนำตัวไปฝากขังต่อศาลอาญาในวันรุ่งขึ้น (9 ต.ค. 2564) อย่างไรก็ดีทั้งสองไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน แต่หลังจากที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 มีคำสั่งฟ้อง โดยไม่ได้คัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นพิจารณา ส่งผลให้ทั้งคู่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 84 วัน ก่อนได้รับการประกันตัวในวันที่ 31 ธ.ค. 2564
ในส่วนของฐานความผิดที่พนักงานอัยการใช้ยื่นฟ้องทั้งสองต่อศาลอาญานั้น ได้แก่
กรณีของ ‘คเชนทร์’ จำเลยที่ 1 : ข้อหาร่วมกันมี / ใช้วัตถุระเบิดในครอบครอง ซึ่งสามารถทำอันตรายต่อชีวิตและวัตถุได้ฯ, ร่วมกันมี / ใช้วัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ, ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ฯ, ร่วมกันกระทำให้เกิดเพลิงไหม้ฯ, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายฯ, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คน ขึ้นไป โดยผู้กระทำมีอาวุธฯ, ร่วมกันพกอาวุธไปในเมืองฯ, และฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องเคอร์ฟิวของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
กรณีของ ‘ขจรศักดิ์’ จำเลยที่ 2 : ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดเพิ่มเติมจากกรณีของจำเลยที่ 1 อีก 2 ข้อหา ได้แก่ มีวัตถุระเบิดที่ออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในครอบครองฯ และมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ เนื่องจากในขณะที่จับกุม ทางเจ้าหน้าที่อ้างว่าเจอวัตถุระเบิดและแก๊สน้ำตาที่จำเลยที่ 2
คดีนี้ ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องโจทก์แล้ว ทนายความได้ยื่นขอประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลอาญาทันที แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณา ซึ่งในท้ายที่สุด ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว ส่งผลให้นับตั้งแต่ปี 2566 จนกระทั่งถึงปัจจุบันคเชนทร์และขจรศักดิ์ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเรื่อยมา โดยไม่เคยได้รับการประกันตัว
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง >>> เปิดสถิติ – แนวโน้มประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองครึ่งปี 2568: ไม่มีผู้ได้สิทธิประกันตัว แถมมีคนเข้าเรือนจำเพิ่มเกือบทุกเดือน
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ไม่ลดโทษ “คเชนทร์-ขจรศักดิ์” ประเด็นที่แก้ไข ไม่ใช่สาระสำคัญ อันเป็นประโยชน์แก่ตัวจำเลย
ก่อนเวลานัดหมาย 09.00 น. ประชาชนบางส่วน รวมถึงคุณพ่อและพี่สาวของคเชนทร์ คุณแม่ของขจรศักดิ์ และสมาชิกครอบครัวของจำเลยท่านอื่น ๆ ต่างทยอยเดินทางมารอที่ห้องพิจารณา 609 เพื่อร่วมรับฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันนี้
ต่อมาเวลาประมาณ 09.10 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ โดยมีการอ่านคำพิพากษาในคดีอื่น ๆ ก่อน
เวลา 09.12 น. จำเลยทั้งสองถูกเบิกตัวมายังศาล สำหรับ ‘คเชนทร์’ จำเลยที่ 1 ถูกนำตัวมาจากเรือนจำกลางบางขวาง ส่วน ‘ขจรศักดิ์’ จำเลยที่ 2 ถูกนำตัวมาจากเรือนจำกลางคลองเปรม พร้อมผู้คุมของเรือนจำติดตามมาด้วยจำนวน 1 คน โดยข้อเท้าของทั้งคู่ถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนขนาดใหญ่
เวลา 09.50 น. ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ โดยอ่านแบบสรุปใจความ และแจ้งว่า ศาลอุทธรณ์ ‘พิพากษายืน’ ตามศาลชั้นต้น ในส่วนของคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ได้รับการแก้ไขนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ อันจะส่งผลดีหรือเป็นประโยชน์แก่ตัวจำเลยทั้งสอง (ประเด็นที่ได้รับการแก้ไขนั้นเกี่ยวข้องกับชนิดของวัตถุระเบิด กล่าวคือ ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาให้ยกคำฟ้องในข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดชนิดระเบิดขวด ส่วนจำเลยที่ 2 ให้เพิ่มข้อหามีระเบิดประทัดไว้ในครอบครองแยกเป็นอีกกรรมหนึ่ง)
ศาลอุทธรณ์ให้น้ำหนักกับพยานโจทก์ที่มีการนำเข้าสืบในศาลชั้นต้น ฉะนั้น โทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งสองยังคงเป็นไปตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เช่นเดิม คือ จำเลยที่ 1 ลงโทษจำคุก 10 ปี 6 เดือน และ ปรับ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุก 11 ปี 6 เดือน และ ปรับ 1,000 บาท
ภายหลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว กล่าวกับจำเลยทั้งสองและครอบครัวของจำเลยต่อไปว่า โดยหลักแล้วจำเลยสามารถยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาคดีนี้ได้ แต่การยื่นคำร้องดังกล่าวย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย ไม่ได้ฟรี หากมีการจ้างทนายความ เว้นเสียแต่ว่าจำเลยจะเขียนคำร้องด้วยตนเองส่งออกมาจากในเรือนจำ อย่างไรก็ดีหากจำเลยประสงค์จะฎีกาก็ให้ยื่นคำร้องมาภายในวันที่ 13 ก.ย. 2568 ที่จะถึงนี้ แต่ถ้าหากยื่นคำร้องไม่ทันตามเวลาที่กำหนดดังกล่าว ก็ให้ขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องออกไปได้
นอกจากนี้ศาลยังได้ทำการสอบถามผู้คุมเรือนจำที่ติดตามจำเลยทั้งสองมาด้วย เกี่ยวกับเรื่องลำดับชั้นของนักโทษ ซึ่งประเด็นนี้ผู้คุมก็ได้ตอบคำถามว่า ถ้าผู้ต้องขังที่มีโทษจำคุกเกิน 3 ปี ชั้นของนักโทษจะอยู่ในระดับ ‘ชั้นกลาง’ แต่หากได้รับโทษจำคุกถึง 10 ปี หรือมากกว่านั้น ชั้นของนักโทษย่อมอยู่ระดับต่ำกว่าชั้นกลาง เรียกว่า ‘ชั้นต้องปรับปรุง’ ซึ่งในชั้นนี้จะไม่มีสิทธิได้รับอภัยโทษ
ศาลแนะนำกับทางฝั่งของจำเลยเพิ่มเติมว่า อยากให้จำเลยและครอบครัวได้อ่านทบทวนคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ดีอีกครั้ง และพิจารณาว่า “คุ้มค่าหรือไม่” หากจะยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในคดีนี้ต่อไป เนื่องจากกระบวนการพิจารณาในชั้นฎีกาจะใช้เวลาที่ค่อนข้างยาวนาน เมื่อเปรียบเทียบกับการยื่นอุทธรณ์ที่ใช้เวลายาวนานเป็นปี ในชั้นฎีกาย่อมใช้เวลายาวนานกว่า
ภายหลังจากที่ศาลกล่าวจบก็เปิดโอกาสให้ทางฝั่งของครอบครัวได้พูดคุยกับ ‘คเชนทร์’ และ ‘ขจรศักดิ์’ โดยครอบครัวเข้ามาร่วมให้กำลังใจ พร้อมทั้งสวมกอดกับทั้งสองคน สมาชิกครอบครัวหลายท่านร้องไห้และแสดงความเสียใจต่อผลของคำพิพากษาในวันนี้ด้วย
หลังอ่านคำพิพากษา ได้มีการยื่นประกันตัวจำเลยทั้งสองในระหว่างฎีกา ต่อมาเวลาประมาณ 15.00 น. ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขอประกันตัวจำเลยให้ศาลฎีกาพิจารณาและทำคำสั่ง ซึ่งต้องรอฟังคำสั่งในอีก 2-3 วัน
(อัพเดต วันที่ 18 ส.ค. 2568) ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า “…หากปล่อยตัวชั่วคราว เชื่อว่าจำเลยทั้งสองจะหลบหนี กรณีไม่มีเหตุสมควรอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างฎีกา”
