ปี 2569 ยังคงเป็นปีที่คดีทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไปในกระบวนการชั้นต่าง ๆ แม้การชุมนุมครั้งใหญ่ในปี 2563 จะผ่านพ้นมามากกว่า 5 ปีแล้ว ประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหา-จำเลยในคดีทางการเมือง ยังคงอยู่ในเส้นทางการต่อสู้ที่เนิ่นยาวออกไป
หากนับตั้งแต่ 18 ก.ค. 2563 เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 ประชาชนถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างน้อย 1,987 คน ในจำนวน 1,341 คดี และที่สำคัญคือ ยังคงมีคดีอีกถึง 628 คดี ที่ยังไม่สิ้นสุด หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 46) ของจำนวนคดีทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าคดีเหล่านี้ยังคงดำเนินอยู่ในกระบวนการต่าง ๆ
ในโอกาสขึ้นปีใหม่นี้ ชวนทบทวนสถานการณ์และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้คดีเหล่านี้ โดยเฉพาะคดีสำคัญที่น่าจับตา ซึ่งยังรอการพิจารณาในปี 2569 นี้ อาทิเช่น คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ปี 2563, คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อปี 2563, คดีทำโพล ‘ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่’, คดีชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB เมื่อปี 2563 รวมไปถึงคดีไต่สวนการตายของบุ้ง เนติพร ที่อยู่ระหว่างการไต่สวนพยานผู้ร้อง
ระหว่างการต่อสู้คดีในปีที่ผ่านมา ฝ่ายจำเลยยังพบปัญหาสำคัญ คือการที่ศาลมักไม่ออกหมายเรียกพยานบุคคลหรือพยานเอกสารที่เกี่ยวพันกับคำปราศรัยเรื่องสถานะบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในคดีมาตรา 112 แม้จะมีการยืนยันว่าพยานเอกสารดังกล่าวมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับการต่อสู้คดีโดยตรงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลย
นอกจากนั้นแล้ว คดีจำนวนมากก็ยังค้างอยู่ในชั้นตำรวจและอัยการ รวมทั้งหลายคดีก็ทยอยขึ้นสู่ศาลสูงอย่างต่อเนื่อง หากยังไม่มีการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย หรือการนิรโทษกรรมคดีการเมืองเกิดขึ้น คดีเหล่านี้ยังจะคงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยต่อไป
.

ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน 13 จำเลยถูกกล่าวหา ม.112 จำนวนมากที่สุดในระลอกนี้ อยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์
สำหรับคดีจากเหตุชุมนุมและปราศรัยหน้าสถานทูตเยอรมนี หรือม็อบ #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 พบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 ทั้งสิ้น 13 คน นับว่าเป็นคดีที่มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 จำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่การเคลื่อนไหวของ ‘คณะราษฎร 2563’ เป็นต้นมา
ทั้ง 13 คนถูกดำเนินคดีใน 3 ฐานความผิด ได้แก่ มาตรา 112, มาตรา 116 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งหมดได้ไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ เมื่อวันที่ 8 และ 9 ธ.ค. 2563 ก่อนที่คดีจะถูกสั่งฟ้องที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 22 และ 23 ก.ค. 2564
ในคดีนี้มีเหตุการณ์สำคัญอย่างในนัดตรวจพยานหลักฐานมี “โจเซฟ” จำเลยในคดีนี้ ได้ลุกขึ้นแถลงถ้อยคำต่อศาลเพื่อเรียกร้องให้ประกันตัว อานนท์ นำภา และ เบนจา อะปัญ พร้อมทั้งกรีดแขนตัวเองในห้องพิจารณาคดี
นอกจากนั้นแล้ว ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องการขอคัดถ่ายวัตถุพยานโจทก์, ยกคำร้องขอยื่นบัญชีพยานจำเลย และคำร้องขอออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคล รวม 3 ฉบับที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องไปเพื่อใช้ประกอบการต่อสู้คดี
อีกทั้งกรณีของ “เดียร์” รวิสรา เอกสกุล ที่ต้องยื่นคำร้องขอเดินทางไปต่างประเทศถึง 7 ครั้ง กว่าศาลจะมีคำสั่งอนุญาต เนื่องจากต้องไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมันในระดับปริญญาโท หลังได้รับทุนการศึกษา แต่ขั้นตอนการยื่นคำร้องกลับกินระยะเวลาถึงเกือบ 2 เดือนกว่าศาลจะมีคำสั่งอนุญาต ก่อให้เกิดภาระทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางมาศาล
ในปี 2569 นี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้มีนัดสืบพยานโจทก์ในคดีนี้ต่อ ในวันที่ 10-11 มี.ค. 2569 และมีนัดสืบพยานอีก 6 นัด ไปจนถึงกลางเดือนมิถุนายน 2569
ฐานข้อมูลคดีนี้ คดี 112 – 13 ปชช.-น.ศ.-นักกิจกรรม อ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมัน
.

ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ถูกดำเนินคดี 22 คน โดย 7 คนถูกกล่าวหา ม.112 อยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์
จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ต่อเนื่องถึงสนามหลวง ในระหว่างวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 ที่มีการตั้งเวทีปราศรัยบริเวณด้านในสนามราษฎร (หรือสนามหลวง) แบบค้างคืน พร้อมทั้งรอบนอกที่มีเวทีย่อยปราศรัยประเด็นต่าง ๆ อย่างการแก้รัฐธรรมนูญ ซุ้มกิจกรรมรณรงค์ประเด็นทางสังคม รวมไปถึงการจัดแสดงงานศิลปะ โดยแกนนำได้ประกาศว่ามีผู้ชุมนุมช่วงสูงสุดกว่า 2 แสนคน และยังมีพิธีวางหมุดคณะราษฎรหมุดใหม่ ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ทางการเมือง
นักกิจกรรมทั้งสิ้น 22 คนถูกดำเนินคดีในเวลาต่อมา โดยในจำนวนนี้ 7 คน ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 112 ส่วนนักกิจกรรมอีก 15 คน ถูกดำเนินคดีในข้อหาหลักตามมาตรา 116 และนอกจากนี้แล้วยังถูกฟ้องในข้อหาอื่น ๆ อีกหลายข้อหาแตกต่างกันไป อาทิ ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, พ.ร.บ.โบราณสถานฯ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, พ.ร.บ.จราจรฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
คดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งที่มีความสำคัญต่อขบวนการเคลื่อนไหวของคณะราษฎร 2563 จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “มหากาพย์” กล่าวคือ เป็นคดีแรกที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามมาตรา 112 กับแกนนำทั้ง 7 ราย ในช่วงปลายปี 2563 ซึ่งนับว่าเป็นการนำข้อหามาตรา 112 กลับมากล่าวหาครั้งแรกหลังจากมีการหยุดใช้ไปเมื่อช่วงปี 2561 เป็นต้นมา
นอกจากนั้นแล้ว ยังเป็นคดีที่พนักงานอัยการใช้เวลาพิจารณาสำนวนคดีเพียง 15 วัน ก่อนที่จะเริ่มมีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 ซึ่งกระแสการชุมนุมทางการเมืองยังเข้มข้น ชี้ให้เห็นถึงการเร่งรัดคดีอย่างผิดสังเกต ส่วนจำเลยที่เป็นแกนนำและผู้ปราศรัยทั้งเจ็ด ไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น จนเมื่อวันนัดตรวจพยานหลักฐาน พริษฐ์ลุกขึ้นกลางห้องพิจารณาคดีและแถลงประกาศอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว
“ข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตนาจะปลิดชีวิตของตน แต่จะขอทรมานตนเอง เพื่อให้ความทรมานที่เกิดกับข้าพเจ้าเป็นประจักษ์พยานแห่งความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น เป็นประกายไฟสะกิดมโนสำนึกของพวกท่าน และเป็นข้อพิสูจน์ว่าความจริงไม่เกรงกลัวต่อความทุกข์ทรมานใด ๆ” คำแถลงตอนหนึ่งของ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์
การเริ่มต้นอดอาหารของเพนกวินในเรือนจำ ถูกนำมาเป็นหนทางต่อสู้ของผู้ต้องขังทางการเมืองและประชาชนคนอื่น ๆ ในช่วงถัดมา จนกระทั่งมีกระแสเรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องขังทางการเมือง ศาลจึงทยอยให้ประกันตัวโดยกำหนดเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมที่เสื่อมเสียต่อสถาบันกษัตริย์เมื่อช่วงกลางเดือน พ.ค. 2564 รวมทั้งต่อมาเริ่มกำหนดให้ใส่กำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) เพื่อติดตามตัวด้วย
อีกทั้งยังเผชิญปัญหาที่ศาลไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสารสำคัญบางส่วนตามที่ฝ่ายจำเลยร้องขอ และในพยานเอกสารที่ศาลออกหมายเรียกให้แล้ว หน่วยงานที่ครอบครองเอกสารก็ยังไม่จัดส่งเอกสารให้
หลังจากสืบพยานไปได้ส่วนหนึ่งในช่วงปลายปี 2563 ปัจจุบันคดีนี้ยังอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ มีนัดอีกครั้งในวันที่ 7 พ.ค. 2569 และมีนัดสืบพยานต่ออีกกว่า 20 นัด ยาวไปจนถึงช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569
ฐานข้อมูลคดีนี้ ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ถูกดำเนินคดี ม.112, 116, 215
.

ชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ปี 2563 นักกิจกรรม 8 คนถูกกล่าวหา ม.112 อยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์
คดีนี้มีมูลเหตุมาจากการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ในปี 2563 มีการปราศรัยตั้งคำถามต่อกรณีที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกกฎหมายหลายฉบับส่งผลให้เกิดการรวบทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเข้าเป็นทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ทั้งหมดเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
เดิมทีแล้วกลุ่มผู้ชุมนุมได้นัดหมายกันที่บริเวณหน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ แต่หลังพบว่ามีการวางตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนาม พร้อมด้วยกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนเป็นจำนวนมาก จึงได้เปลี่ยนสถานที่นัดหมายเป็นหน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่แทน
คดีนี้มีนักกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 8 ราย ถูกกล่าวหาในข้อหามาตรา 112, มาตรา 116 รวมถึงข้อหาตามกฎหมายการชุมนุมอื่น ๆ อีกหลายข้อหา
ในภายหลัง “ไบรท์” ชินวัตร จันทร์กระจ่าง เปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพ ทำให้ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 6,100 บาท ไม่รอลงอาญา เป็นผลให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีของจำเลยอีก 7 ราย และให้พนักงานอัยการแยกฟ้องจำเลยเข้ามาใหม่
ต่อมาในระหว่างการสืบพยานโจทก์คดีนี้ ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานบุคคล 15 ปาก และพยานเอกสาร 17 รายการ เพื่อใช้สืบพยานเพื่อพิสูจน์ตามข้อต่อสู้ของจำเลย ทั้งยังต้องการโอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยได้มีการยื่นคำร้องมาแล้วทั้งสิ้น 4 ครั้ง ได้แก่ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ก่อนที่จะเริ่มมีการสืบพยานโจทก์ ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2568 ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2568 และครั้งที่สี่ เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2568
ทุกครั้งศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าไม่เกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดี แม้ฝ่ายจำเลยจะพยายามอธิบายความเกี่ยวพันของเอกสารและพยานบุคคลในคำร้องแต่ละครั้ง รวมทั้งขอให้มีการไต่สวนคำร้องก็ตาม
ปัจจุบันคดียังอยู่ในระหว่างสืบพยานโจทก์ โดยคดีมีนัดสืบพยานนัดถัดไปในวันที่ 11 ก.พ. 2569 และมีนัดสืบพยานอีกรวม 10 นัด ไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม 2569
ฐานข้อมูลคดีนี้ คดี 112 “7 นักกิจกรรมราษฎร” ปราศรัยตั้งคำถามต่อทรัพย์สินกษัตริย์ในม็อบ #25พฤศจิกาไปSCB
.

โพล ‘ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่’ 9 คน ถูกดำเนินคดี ม.112 อยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์
คดีนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่นักกิจกรรมทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” โดยมี 2 ตัวเลือก คือ เดือดร้อนและไม่เดือดร้อน บริเวณห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 และมีการแจกสติกเกอร์ให้ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น
ต่อมา มีนักกิจกรรมและประชาชนถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 9 คน คดีถูกแยกออกเป็นสองสำนวน เป็นคดีของเยาวชน 1 คน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในชั้นตำรวจ และอีกคดีหนึ่งเป็นของ 8 คน ถูกสั่งฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2565
“บุ้ง” เนติพร และ “ใบปอ” เคยถูกถอนประกันหลังจากมีพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เป็นผู้ยื่นคำร้อง
โดยมีเหตุจากการไปร่วมกิจกรรมทำโพลอื่น เนื่องจากเห็นว่าเป็นการร่วมชุมนุมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ละเมิดเงื่อนไขประกันตัวชั้นสอบสวน เป็นเหตุให้ทั้งสองถูกนำตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางเมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2565
ระหว่างถูกคุมขัง ทั้งสองคนตัดสินใจอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวเป็นระยะเวลา 64 วัน จนได้รับการประกันตัวจากการยื่นไปทั้งหมด 8 ครั้ง รวมถูกคุมขังทั้งสิ้น 94 วัน
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีกรณีของ “แบม” อรวรรณ ที่ขอถอนประกันของตนเองในคดีนี้ พร้อมกับ “ตะวัน” ที่ถอนประกันในคดีไลฟ์สดหน้า UN เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาล และทวงคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง ศาลอนุญาตให้ถอนประกัน จึงทำให้ทั้งสองคนนำตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. 2566 ก่อนที่จะยกระดับการประท้วงโดยอดน้ำและอาหาร
จนกระทั่งศาลมีคำสั่งถอนหมายขังของทั้งสองคน ตามคำร้องของ ผอ.โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ที่ยื่นต่อศาล ทำให้ทั้งสองคนได้รับการประกันตัวโดยที่ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว จึงไปอดอาหารประท้วงต่อหน้าศาลฎีกา เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมืองที่ยังเหลืออยู่ในเรือนจำ รวมแล้วยาวนานถึง 53 วัน ก่อนที่จะยุติการประท้วง
ด้าน “บุ้ง” เนติพร ถูกถอนประกันคดีนี้อีกครั้งเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 หลังพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ยื่นคำร้องเหตุเข้าร่วมชุมนุมและพ่นสีหน้ากระทรวงวัฒนธรรม พร้อมกับถูกลงโทษจำคุก 1 เดือนในคดีละเมิดอำนาจศาล จากทั้งสองเหตุดังกล่าว ทำให้บุ้งต้องนำตัวไปขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางอีกครั้ง เป็นเหตุให้เธออดอาหารและน้ำเพื่อประท้วงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และจะต้องไม่มีใครติดคุกเพราะเห็นต่างทางการเมืองอีก จนบุ้งเสียชีวิตลงในวันที่ 14 พ.ค. 2567 ทำให้จำเลยในคดีนี้เหลือจำนวน 7 คน
สำหรับการต่อสู้คดีนี้ในชั้นศาล ทั้งโจทก์และจำเลยมีพยานที่ต้องนำเข้าสืบทั้งสิ้น 53 ปาก แบ่งเป็นฝ่ายโจทก์ 19 ปาก และฝ่ายจำเลย 34 ปาก พบว่ายังพบปัญหาที่ศาลไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสาร ‘รายงานการจราจรและสภาพการจราจร รวมถึงคำสั่งปิดการจราจร ในบริเวณการเดินทางของขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ และอื่น ๆ รวม 3 รายการ’ หลังจากทนายความพยายามยื่นคำร้องไปหลายครั้ง
คดีนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการสืบพยานโจทก์ โดยศาลอาญากรุงเทพใต้กำหนดนัดสืบพยานต่อในวันที่ 26-27 ก.พ. 2569 และมีนัดสืบพยานอีก 8 นัด ไปจนถึงปลายเดือนเมษายน 2569
ฐานข้อมูลคดีนี้ คดี 112-116 นักกิจกรรม-เยาวชน 9 ราย หลังทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ
.

คดี ม.116 ‘ตะวัน – แฟรงค์’ เหตุบีบแตรขบวนเสด็จพระเทพฯ นัดสืบพยานปลายปี 69
กรณีของ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และ “แฟรงค์” ณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ สืบเนื่องมาจากถูกออกหมายจับจากเหตุบีบแตรใส่ขบวนเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567
คดีนี้ ตะวันและแฟรงค์ได้ถูกตำรวจยื่นขอฝากขังจนครบ 4 ผัด ยาวจนอัยการโจทก์มีคำสั่งฟ้องคดี เนื่องจากศาลไม่เคยอนุญาตให้ทั้งสองคนได้รับการประกันตัว แม้สถานการณ์ประท้วงอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวของผู้ต้องขังทางการเมืองของทั้งสองคนจะอยู่ในระดับวิกฤตที่น่าเป็นห่วง
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 27-28 พ.ค. 2568 ศาลอาญาก็มีคำสั่งอนุญาตให้ทั้งสองคนประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดี หลังจากถูกขังไปทั้งสิ้น 105 วัน
ในคดีนี้ศาลอาญากำหนดเริ่มนัดสืบพยานในวันที่ 15-18 และ 22-23 ธ.ค. 2569
.

คดีไต่สวนการตาย ‘บุ้ง เนติพร’ อยู่ระหว่างไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง – ญาติผู้ตาย
เป็นเวลามากกว่า 1 ปีครึ่งแล้ว นับตั้งแต่ที่ “บุ้ง” เนติพร (สงวนนามสกุล) เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ขณะที่ถูกคุมขังอยู่ภายใต้การควบคุมของกรมราชทัณฑ์ ต่อมาพนักงานอัยการเป็นผู้ร้องต่อศาลจังหวัดธัญบุรีให้มีการไต่สวนการตาย จนปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างการไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้อง และยังมีนัดไต่สวนต่อในปี 2569
สาเหตุของการถูกคุมขังครั้งดังกล่าวก่อนจะเสียชีวิตลง เนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 ศาลอาญากรุงเทพใต้สั่งจำคุก 1 เดือนในคดีละเมิดอำนาจศาล กรณีที่ไปให้กำลังใจในวันฟังคำพิพากษาคดีของ “โฟล์ค” สหรัฐ สุขคำหล้า และถูกถอนประกันในคดีมาตรา 112 กรณีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ
27 ม.ค. 2567 บุ้งประท้วงในเรือนจำโดยอดอาหารและน้ำ มี 2 ข้อเรียกร้อง ได้แก่ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และ จะต้องไม่มีคนเห็นต่างทางการเมืองถูกคุมขังอีก พร้อมกับ “ตะวัน” ซึ่งถูกคุมขังจากกรณีเดียวกัน โดยระหว่างนั้นทั้งสองคนถูกนำตัวไปรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ก่อนที่บุ้งจะเสียชีวิตลงในวันที่ 14 พ.ค. 2567 ในระหว่างการช่วยเหลือโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ส่งตัวบุ้งไปที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ แต่เมื่อไปถึงพบว่าไม่มีสัญญาณชีพแล้ว
พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีเป็นผู้ร้องขอไต่สวนการตายบุ้ง ต่อศาลจังหวัดธัญบุรี เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้ ตามประมวลกฎหมายพิจารณาความอาญา มาตรา 150
จนปัจจุบันไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องเสร็จสิ้นไปแล้ว 4 ปาก และเหลืออีก 1 ปาก ส่วนพยานฝ่ายญาติผู้ตายมีทั้งสิ้น 5 ปาก ซึ่งจะเริ่มไต่สวนหลังจากไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องเสร็จสิ้น
ทั้งนี้ ศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดหมายไต่สวนต่อในวันที่ 5 ก.พ. 2569
.
จับตาติดตามสถานการณ์คดีรอฟังคำพิพากษาจากศาลชั้นต้น – ศาลสูง
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีคดีที่สืบพยานเสร็จสิ้นแล้วและรอฟังคำพิพากษาในปี 2569 อีกหลายคดี เช่น คดี ปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกาไปราบ11 ของอานนท์ นำภา และพวกรวม 7 คน, คดีอารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร ด้วยเหตุผลทางมโนธรรม ของเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล
ส่วนคดีต่าง ๆ ที่ค้างคาอยู่ในชั้นตำรวจและอัยการจึงอาจยังถูกนำมาสั่งฟ้องคดี รวมทั้งคดีที่มีคำพิพากษาแล้ว ก็ทยอยขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และรอวัดนัดฟังคำพิพากษา ทำให้ยังต้องร่วมกันติดตามสถานการณ์ดังกล่าวต่อไปในช่วงปี 2569 นี้
