ธันวาคม 2568: ศาลฎีกาพิพากษาคดี ม.112 “บัสบาส” จำคุกสูง 46 ปี – คดีคาร์ม็อบเยาวชนร้อยเอ็ดผ่านไป 4 ปี อัยการยังสั่งฟ้องต่อศาล

ในเดือนธันวาคม 2568 “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ นักกิจกรรมการเมืองที่กำลังถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 อยู่ในเรือนจำ ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากกรณีร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ ‘ขบวนสะเดิด’ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 หลังจากก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนเคยเสนอความเห็นว่าไม่ควรฟ้องคดีนี้ แต่เมื่อสำนวนถูกส่งไปยังอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด กลับมีคำสั่งกลับมาให้ดำเนินคดีต่อ 

ตลอดเดือนธันวาคม 2568 ยังมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทอย่างน้อย 7 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 3 คดี  

ทั้ง 7 คดีดังกล่าว ศาลล้วนพิพากษาลงโทษว่ามีความผิดทุกคดี โดยแบ่งออกเป็นลงโทษจำคุก 4 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของนัฏฐพล ศาลอุทธรณ์ลงจำคุก 1 ปี 6 เดือน, คดีมาตรา 112 ของบัสบาส ศาลฎีกาลงจำคุก 46 ปี, คดีของ “เจ๊ป๊อกกี้” ศาลชั้นต้นลงจำคุก 3 ปี และคดีของ “ต้นไผ่” ศาลชั้นต้นลงจำคุก 20 ปี โดยทั้งหมดนี้โทษจำคุกไม่รอลงอาญา

ส่วนคดีที่ศาลลงทั้งโทษจำคุกและปรับ มีจำนวน 2 คดี ได้แก่ คดีของ “ป๋าเจมส์” ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ​ และข้อหาอื่น ๆ จากเหตุชุมนุม #ม็อบ6ตุลา64 บริเวณแยกดินแดง ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี ปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกไม่รอลงอาญา และ คดีของ อภิสิทธิ์ พรมฤทธิ์ กรณีเข้าร่วมคาร์ม็อบ #กำแพงเพชรจะไม่ทน เมื่อปี 2564 ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลักคือ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ศาลฎีกาพิพากษายืนให้จำคุก 2 เดือน ปรับ 20,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี ส่วนคดีของวันทนา กรณีไปขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่ามีความผิดนั้น ศาลให้รอการกำหนดโทษไว้ 2 ปี 

นอกจากนั้น ยังมีคดีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องเพิ่มอย่างน้อย 1 คดี คือ คดีของ 3 เยาวชน ได้แก่ กชกร, ธนันทร และธันยบูรณ์ ซึ่งถูกสั่งฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด จากเหตุร่วมคาร์ม็อบขบวนสะเดิดไล่ประยุทธ์ ในจังหวัดร้อยเอ็ด 

ในขณะที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีมาตรา 112 ของประชาชน 1 ราย จากกรณีกล่าวข้อความเกี่ยวกับรัชกาลที่ 10 ในช่วงเดือนมีนาคม 2566 

อีกทั้งในเดือนที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เปิดตัวเว็บไซต์ “Rights Review” ฐานข้อมูลสิทธิมนุษยชนจากการใช้กลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีการรวบรวมหนังสือร้องเรียนที่กลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้รายงานพิเศษ และคณะทำงานด้วยการควบคุมตัวโดยพลการได้ส่งมายังประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องกฎหมายมาตรา 112

.

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,987 คน ในจำนวน 1,341 คดี เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 แล้ว มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้น 2 คดี

หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,065 ครั้ง

สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่

1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 285 คน ในจำนวน 319 คดี ซึ่งในจำนวนนี้อย่างน้อย 169 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ 

2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 156 คน ในจำนวน 57 คดี (เพิ่มขึ้น 1 คดีจากเดือนที่ผ่านมา)

3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 678 คดี (เพิ่มขึ้น 1 คดีจากเดือนที่ผ่านมา)

4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 199 คน ในจำนวน 109 คดี

5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 218 คน ในจำนวน 242 คดี

6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี

จากจำนวนคดี 1,341 คดีดังกล่าวมีจำนวน 781 คดี ที่สิ้นสุดไปแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว) 

.

แนวโน้มการดำเนินคดีในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์สำคัญดังต่อไปนี้

เมื่อเดือนที่ผ่านมา “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ นักกิจกรรมการเมืองที่กำลังถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 อยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถูกตำรวจ สภ.เมืองร้อยเอ็ด เข้าแจ้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันจัดกิจกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากกรณีร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ ‘ขบวนสะเดิด’ ที่จัดขึ้นในจังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 

เหตุของคดีนี้ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 4 ปีที่แล้ว เยาวชนและนักกิจกรรมทั้งหมด 7 คนเคยได้รับหมายเรียก แต่หลังจากที่ผู้ถูกกล่าวหาขอเลื่อนนัดออกไป ก็ไม่ได้มีการเรียกตัวอีก ก่อนทราบว่าพนักงานสอบสวนเคยเสนอความเห็นว่าไม่ควรฟ้องคดีนี้ แต่เมื่อสำนวนถูกส่งไปยังอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด กลับมีคำสั่งกลับมาให้ดำเนินคดีต่อ 

จนกระทั่งวันที่ 21 ต.ค. 2568 คดีถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครั้ง โดยตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาแก่เยาวชน 3 ราย ได้แก่ กชกร, ธนันทร และ ธันยบูรณ์ และล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2568 อัยการคดีเยาวชนฯ ได้มีคำสั่งฟ้องคดีของทั้งสามคนต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด

สำหรับผู้ถูกกล่าวหารายอื่น ๆ ในคดีนี้ยังมีประชาชนอีกสองคน ได้แก่ จิรายุและสุทธิพร ซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาไปก่อนหน้านี้แล้ว และมี “ฟ้า” พรหมศร ที่เพิ่งเข้ารับทราบข้อกล่าวหาไปเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา

.

เดือนที่ผ่านมายังคงมีสถานการณ์ที่ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับหมายเรียกจาก สภ.เมืองพะเยา ให้ไปรับทราบข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ตามมาตรา 328 โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบอำนาจให้ อาทิตย์ มานัสสา เแจ้งความดำเนินคดีจากกรณีที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นข้อความในเฟซบุ๊ก สืบเนื่องจากที่ รังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน อภิปรายถึงขบวนการสแกมเมอร์และการฟอกเงิน ซึ่งเชื่อมโยงถึงนักการเมืองสำคัญ 

เมื่อเดือนที่ผ่านมามีกรณีของ “แอปเปิ้ล” สุภาภรณ์ โพธิ์ศรี เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองพะเยา พร้อมกับร้องขอความเป็นธรรมขอโอนคดีไปยังภูมิลำเนาที่ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เนื่องจากความยากลำบาก และภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมายังจังหวัดพะเยา แต่ตำรวจปฏิเสธ

สถานการณ์การใช้กฎหมายหมิ่นประมาทในลักษณะดังกล่าวของผู้มีอำนาจรัฐ ทั้งต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และการกล่าวหาทางไกล ในพื้นที่ที่มีอิทธิพล ก่อให้เกิดภาระในการต่อสู้คดี เข้าข่ายการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ซึ่งติดตามจับตาต่อไป 

ทั้งนี้ คดีที่นับเพิ่มเติมสองคดีในเดือนธันวาคม เป็นคดีจากการชุมนุมและแสดงออกที่มีจำเลยหลายคน และมีจำเลยบางรายขอให้การรับสารภาพ ทำให้ถูกแยกการพิจารณาจากจำเลยคนอื่น ๆ เป็นคดีที่แยกกันไป ทำให้ต้องนับจำนวนคดีใหม่เพิ่มเติม 

.

ตลอดเดือนธันวาคม 2568 ศาลมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างน้อย 7 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 3 คดี โดยทั้งหมด ศาลล้วนพิพากษาลงโทษว่ามีความผิดทุกคดี

สำหรับคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ที่ศาลมีคำตัดสินออกมาอย่างน้อย 4 คดี แบ่งเป็นคดีศาลชั้นต้น 2 คดี ชั้นอุทธรณ์ 1 คดี และชั้นฎีกา 1 คดี ดังต่อไปนี้

คดีของ นัฏฐพล (สงวนนามสกุล) ถูกกล่าวหาจากกรณีแสดงความเห็นใต้โพสต์เฟซบุ๊กของ “Somsak Jeamteerasakul” เกี่ยวกับข่าวลืออาการป่วยของรัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2564 คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยเห็นว่าข้อความมีคนกดไลค์ 230 คน การกระทำกระจายสู่สาธารณะ สร้างความเสื่อมเสียต่อพระมหากษัตริย์ 

ต่อมาคดีนี้ ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวจำเลย ทำให้นัฏฐพลถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 2568 จนปัจจุบัน

คดีของ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร จากกรณีโพสต์เฟซบุ๊กรวม 27 โพสต์ ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2564 จากเดิมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาจำคุก 50 ปี  เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องใน 2 กระทงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เคยลงโทษไว้ รวมเห็นว่ามีความผิดจำนวน 23 กระทง สรุปโทษจำคุก 46 ปี แต่โทษจำคุกของศาลฎีกานี้ ยังนับได้ว่าเป็นคดีมาตรา 112 ที่โทษสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ปัจจุบันบัสบาสยังคงถูกขังอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงรายจะครบสองปีในต้นปี 2569 นี้

คดีของ “เจ๊ป๊อกกี้” ภวัต หิรัณย์ภณ จากกรณีถูกกล่าวหาว่าเข้าร่วมกิจกรรม #ใครๆก็ใส่ครอปท็อป ไปเดินห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 โดยศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอการลงโทษ โดยเห็นว่ามีพยานเบิกความว่าจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยมีความผิดในฐานตัวการร่วมกันทำการแสดงด้อยค่าพระมหากษัตริย์ จากนั้นในวันเดียวกัน ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์​

และ คดีของ พฤทธิกร สาระกุล หรือ “ต้นไผ่” กรณีถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “ศักดินาปรสิต” และบัญชีทวิตเตอร์ “Guillotine Activists for Democracy” โพสต์เนื้อหาพาดพิงพระมหากษัตริย์ บัญชีละ 5 ข้อความ รวมจำนวน 10 ข้อความในช่วงเดือนมกราคม ปี 2565 โดยศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิดให้ลงโทษจำคุกรวม 30 ปี ก่อนลดโทษ 1 ใน 3 คงโทษจำคุกรวม 20 ปี โดยคดีนี้มีการสืบพยานลับหลังจำเลย หลังจากจำเลยไม่มาศาล และยังไม่สามารถติดตามตัวจำเลยมาได้ 

ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่คดีที่เกิดขึ้นจากช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้น ศาลมีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ออกมาแล้วอย่างน้อย 204 คดี

.

สำหรับคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองที่ศาลมีคำพิพากษาออกมา 3 คดี มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

คดีของ “ป๋าเจมส์” ภานุเดช (สงวนนามสกุล) ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 215, 216 และข้อหาฝ่าฝืนเคอร์ฟิวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากเหตุการณ์ชุมนุมม็อบทะลุแก๊ซ หรือ #ม็อบ6ตุลา64 บริเวณแยกดินแดง หลังถูกกล่าวหาจากเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจนทำให้มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 1 นาย โดยก่อนหน้านี้พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องประชาชนไปแล้ว 7 รายจากเหตุการณ์เดียวกัน 

ภายหลังเจมส์ถูกสั่งฟ้องคดี ซึ่งขณะนั้นเขาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีส่วนตัว และพ้นโทษในคดีส่วนตัวแล้ว ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวในระหว่างพิจารณาคดี จนกระทั่งเขาเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพ เดือนทีผ่่านมา ศาลได้มีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ปรับ 5,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2,500 บาท แต่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์หลังจากถูกขังในคดีนี้ทั้งสิ้น 107 วัน 

คดีของ วันทนา โอทอง จากเหตุยืนรอขบวนและตะโกนวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ขณะลงพื้นที่ในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2566 ต่อมาถูกฟ้องใน 3 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 368, ส่งเสียงหรือกระทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามมาตรา 370 และต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 138 วรรคสอง  

ก่อนหน้านี้ ศาลแขวงราชบุรีพิพากษาลงโทษจำคุกวันทนาเต็มอัตรา 6 เดือน 10 วัน ปรับ 1,000 บาท โดยไม่รอการลงโทษจำคุก จากนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นยกฟ้องทุกข้อหา โดยเห็นว่าการกระทำของตำรวจเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ เดือนที่ผ่านมา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นลงโทษใน 2 ข้อหา คือต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน แต่ให้รอการกำหนดโทษไว้ 2 ปี คดีนี้จึงสิ้นสุดลง

สุดท้ายในคดีของ อภิสิทธิ์ พรมฤทธิ์ กรณีเข้าร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ #กำแพงเพชรจะไม่ทน เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2564 ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดกำแพงเพชร และข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ 

หลังการต่อสู้ยาวนานมานานกว่า 4 ปี ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 6 เนื่องจากเห็นว่าจำเลยเป็นผู้จัดกิจกรรมคาร์ม็อบที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคโควิด-19 ลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 30,000 บาท และลดโทษ 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุก 2 เดือนและปรับ 20,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี

.

ในเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีทางการเมืองอย่างน้อย 1 คดี คือ คดีของ 3 เยาวชน ได้แก่ กชกร, ธนันทร และธันยบูรณ์ ถูกสั่งฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด จากเหตุร่วมคาร์ม็อบขบวนสะเดิดไล่ประยุทธ์ ในจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 

ทั้งสามคนถูกกล่าวหาในข้อหาร่วมกันจัดกิจกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนประกาศจังหวัดร้อยเอ็ดที่ 37/2564 และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ซึ่งในกรณีนี้เพิ่งมีการแจ้งข้อกล่าวหาไปเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 นับเป็นคดีเยาวชนที่ออกมาแสดงออกทางการเมืองที่ยังดำเนินอยู่อีกคดีหลังการชุมนุมผ่านไปกว่า 4 ปีแล้ว

นอกจากนั้นแล้ว ยังพบว่าในเดือนที่ผ่านมานั้น พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีมาตรา 112 ของประชาชน 1 ราย จากกรณีกล่าวข้อความเกี่ยวกับรัชกาลที่ 10 ในช่วงเดือนมีนาคม 2566 โดยเป็นคดีของ สน.บางนา

.

เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้จัดงาน “UNcover: สำรวจองค์กรสหประชาชาติและสถานการณ์สิทธิมนุษยชนท่ามกลางพลวัตการเมืองโลก” โดยเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่มีความสนใจ ได้ทำความรู้จักและทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติมากขึ้น

นอกจากนั้น ได้มีการเปิดตัวเว็บไซต์ “Rights Review” เว็บไซต์ฐานข้อมูลสิทธิมนุษยชนจากการใช้กลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมีการรวบรวมหนังสือร้องเรียน (Communication) ที่กลไกพิเศษแห่งสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้รายงานพิเศษ (Special Rapporteurs) และคณะทำงานด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ (Working Group on Arbitrary Detention) ได้ส่งมายังประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์

เว็บไซต์ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่สำหรับเล่าเรื่องสถิติทางการเมืองให้ประชาชนเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยนำเสนอข้อมูลการดำเนินคดีทางการเมืองในหลากหลายมิติที่สะท้อนตัวตนของผู้ถูกดำเนินคดี อาทิ เพศ อายุ และอาชีพ เพื่อให้ผู้อ่านตระหนักว่าตัวเลขเหล่านี้คือชีวิตของคน และถึงแม้ว่าประเทศไทยปัจจุบันจะมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง แต่การดำเนินคดีทางการเมืองก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เข้าชมเว็บไซต์ https://rightsreview.tlhr2014.com/

X