3 เยาวชนร้อยเอ็ด ถูกฟ้องคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุร่วมคาร์ม็อบไล่ประยุทธ์เมื่อปี 64 อัยการกล่าวหายุยงให้เกิดความไม่สงบ-ฝ่าฝืนมาตรการโควิด

วันที่ 19 ธ.ค. 2568 เวลา 10.00 น.  “กชกร” (สงวนนามสกุล), “ธนันทร” (สงวนนามสกุล) และ “ธันยบูรณ์” (สงวนนามสกุล) เยาวชนในจังหวัดร้อยเอ็ด 3 คน เดินทางไปที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด หลังจากอัยการคดีเยาวชนฯ มีคำสั่งฟ้อง เหตุร่วมคาร์ม็อบขบวนสะเดิดไล่ประยุทธ์ เมื่อปี 2564

ขณะเกิดเหตุในคดีนี้ กชกรและธนันทร มีอายุ 16 ปี และ ธันยบูรณ์ อายุ 17 ปี ทั้งสามถูกกล่าวหาในข้อหาร่วมกันจัดกิจกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนประกาศจังหวัดร้อยเอ็ดที่ 37/2564 และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ จากกรณีเข้าร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ “ขบวนสะเดิด” ในจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่มสหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก

ในคดีนี้ หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด เคยมีหมายเรียกไปยังเยาวชนและนักกิจกรรม รวม 7 คน แต่หลังได้ขอเลื่อนคดีออกมา ก็ไม่ได้มีการเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาอีก ต่อมาทราบว่า พนักงานสอบสวนมีความเห็นไม่ฟ้องคดี แต่เมื่อทำความเห็นส่งไปยังอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด กลับได้มีคำสั่งลงมาให้ฟ้องคดี จึงเพิ่งมีการแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568

หลังการแจ้งข้อกล่าวหาผ่านไป 2 เดือน มธุริน เจริญภิญโยชัย พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด ได้เป็นผู้เรียงฟ้องคดีนี้ 

โดยสรุประบุว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564 จำเลยทั้งสามร่วมกับพวกอีก 4 คน ได้แก่ อรรถพล บัวพัฒน์, ฟ้า พรหมศร, จิรายุ และสุทธิพร ซึ่งมีอายุพ้นเกณฑ์เยาวชนและถูกแยกดำเนินคดีต่างหาก รวมถึงผู้ชุมนุมทางการเมืองอื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดร้อยเอ็ดและผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ร่วมชุมนุมมั่วสุมกันจัดกิจกรรมกลุ่มสหภาพร้อยเอ็ดในชื่อกิจกรรม “ขบวนสะเดิด” จากถนนหน้าห้างสรรพสินค้าโรบินสัน มุ่งหน้าไปลานสาเกตนคร 

การจัดกิจกรรมดังกล่าวมีการร่วมกลุ่มของขบวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวน 92 คัน และผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองประมาณ 200 คน ตลอดเส้นทางดังกล่าวมีการบีบแตรรถ อันเป็นการร่วมกันส่งเสียง หรือทำให้เกิดเสียง หรือกระทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน มีการทำพิธีสาปแช่งและเผาหุ่น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บนพื้นถนน และกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาล โดยมีการเผยแพร่ภาพและเสียงถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก 

อัยการกล่าวหาว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำการใด ๆ อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และเป็นการชุมนุม การทำหรือจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยคน หรือการมั่วสุมในที่ใด ๆ ในสถานที่แออัด และมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่ายในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคในเขตพื้นที่ผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน 

หลังจากเจ้าหน้าที่ศาลได้อ่านคำฟ้องให้เยาวชนทั้ง 3 รายรับทราบ ทนายจึงสอบถามถึงกระบวนการของวันนี้ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าศาลจะมีคำสั่งปล่อยตัวเยาวชน โดยให้สาบานตนแทนการใช้หลักประกัน ก่อนจะนัดสอบคำให้การต่อไป ในวันที่ 26 ม.ค. 2569

สำหรับธนันทร ปัจจุบันทำงานเป็น TikToker ส่วนธันยบูรณ์เป็น Streamer และศิลปินในงานคอนเสิร์ตหมอลำ ขณะที่กชกรเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น 

กชกรให้ความเห็นหลังได้รับการปล่อยตัวว่า การถูกดำเนินคดีครั้งนี้ส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งเรื่องเวลาที่ต้องเสียไปกับการเข้าศาล การถูกยกเลิกงาน ตารางสอนพิเศษ ซึ่งส่งผลให้ขาดรายได้ แถมยังมีรายจ่ายเพิ่มเติมจากค่าเดินทางอีกด้วย

กชกรยืนยันว่าจะต่อสู้คดีเต็มที่ เพื่อยืนยันว่าเราไม่ได้ทำอะไรผิด และเพื่อเป็นการยืนยันสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิดและพึงกระทำได้ ขณะที่ข้อเสียที่เด่นชัดที่สุดของการเป็นเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง รวมทั้งอนาคตทางการศึกษาที่ถูกจำกัดโดยพฤตินัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสมัครเรียนต่อ การขอทุน หรือการเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน ซึ่งมักถูกพิจารณาอย่างเข้มข้นกว่าคนทั่วไป

“หนูยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวหนูคนเดียว แต่ยังส่งผลไปถึงครอบครัว ผู้ปกครองต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง บางครั้งก็ทำให้เกิดความตึงเครียดภายในบ้านตามมา” กชกรกล่าว

กชกร ยังระบุว่า นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับการถูกตีตราในสังคม แม้ตามหลักกฎหมายจะยังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่คนจำนวนหนึ่งกลับมองว่า “มีประวัติ” ถูกเหมารวมและลดทอนความเป็นมนุษย์ลง ซึ่งน่าเศร้าที่การตีตราทางสังคมเช่นนี้ลบเลือนได้ยากกว่าคำพิพากษาเสียอีก 

เยาวชนรายนี้ยังมองว่าการถูกดำเนินคดีครั้งนี้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ทางการเติบโต วัยเยาว์ที่ควรได้ “ลองผิดลองถูกอย่างปลอดภัย” ก็ถูกพรากไป

.

นอกจากคดีต่อเยาวชน 3 รายนี้ ในส่วนของ จิรายุ และสุทธิพร ต่างถูกแจ้งข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนแล้ว คงเหลืออรรถพล บัวพัฒน์ ที่อยู่ระหว่างถูกคุมขังด้วยคดีมาตรา 112  โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด จะเข้าไปแจ้งข้อกล่าวหาในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงปลายปีนี้ และยังเหลือฟ้า พรหมศร อีกรายที่อยู่ระหว่างนัดหมายให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา

สำหรับคาร์ม็อบขบวนสะเดิด เป็นกิจกรรมที่ผู้จัดต้องการสะท้อนถึงการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาลขณะนั้นในช่วงโควิด และในช่วงท้ายก็มีการย้ำข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อของ “คณะราษฎร 63” โดยในส่วนของข้อที่ 3 ได้ชี้แจงว่า “การปฏิรูป ไม่เท่ากับล้มล้าง” การชุมนุมยังเกิดขึ้นในช่วงคาร์ม็อบกำลังเป็นที่นิยม เพื่อระมัดระวังความเสี่ยงของโรค โดยให้ประชาชนยังสามารถแสดงออกทางการเมืองในสถานการณ์ดังกล่าว

ในส่วนชื่อ ‘ขบวนสะเดิด’ เป็นชื่อที่คิดมาสำหรับคาร์ม็อบนี้โดยเฉพาะ ตั้งใจให้หมายถึงการกระตุ้นให้คนออกมาตื่นตัว ‘ออกมาจาด’ ในภาษาลาว ‘จาดปุ๊บ สะเดิดปั๊บ’

ทั้งนี้ในช่วงการชุมนุมปี 2563 สมาชิกสหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก ซึ่งขณะนั้นหลายคนยังเป็นนักเรียน ยังได้เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ จากการทำกิจกรรม ‘แจกก้อย 112 จาน’ โดยมีผู้ถูกกล่าวหาถึง 12 คน แต่ได้ถูกเปรียบเทียบปรับในชั้นตำรวจ คดีสิ้นสุดไปทั้งหมดแล้ว

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ผ่านไป 4 ปี! “เยาวชน-ประชาชนร้อยเอ็ด” ถูกแจ้งข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุร่วมคาร์ม็อบขบวนสะเดิดไล่ประยุทธ์ หลังอัยการแย้งคำสั่งตำรวจไม่ฟ้องคดี

นักกิจกรรม – เยาวชนร้อยเอ็ด 11 ราย ฉงน! ถูกปรับคนละ 2 พัน เหตุไม่แจ้งการชุมนุมก่อนจัดกิจกรรม ‘แจกก้อย’ 112 จาน

X