เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ นักกิจกรรมการเมืองที่กำลังถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ต้องเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาใหม่อีกครั้ง เมื่อพนักงานสอบสวนจากสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ดเดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันจัดกิจกรรมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และฝ่าฝืนประกาศจังหวัดร้อยเอ็ดที่ 37/2564 จากกิจกรรมคาร์ม็อบ ‘ขบวนสะเดิด’ ที่จัดขึ้นในจังหวัดร้อยเอ็ดเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564
เหตุของคดีนี้ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 4 ปีที่แล้ว หลังกิจกรรมดังกล่าว พนักงานสอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด เคยออกหมายเรียกตัวเยาวชนและนักกิจกรรมทั้งหมด 7 คน แต่หลังจากที่ผู้ถูกกล่าวหาขอเลื่อนนัดออกไป ก็ไม่ได้มีการเรียกตัวอีก ก่อนทราบว่าพนักงานสอบสวนเคยเสนอความเห็นว่าไม่ควรฟ้องคดีนี้ แต่เมื่อสำนวนถูกส่งไปยังอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด กลับมีคำสั่งกลับมาให้ดำเนินคดีต่อ
จนกระทั่งวันที่ 21 ต.ค. 2568 คดีถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครั้ง โดยตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาแก่เยาวชน 3 ราย ได้แก่ “กชกร”, “ธนันทร” และ “ธันยบูรณ์” และล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2568 อัยการคดีเยาวชนฯ ได้มีคำสั่งฟ้องคดี-ของทั้งสามคนต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด โดยคดีมีนัดสอบคำให้การในวันที่ 26 ม.ค. 2569 นี้
สำหรับผู้ถูกกล่าวหารายอื่น ๆ นอกจากเยาวชน 3 รายและครูใหญ่ อรรถพลแล้ว ยังมีประชาชนอีกสองคน ได้แก่ “จิรายุ” และ “สุทธิพร” ซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาไปก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่ยังเหลือ “ฟ้า พรหมศร” นักกิจกรรมอีกหนึ่งราย อยู่ระหว่างการนัดหมายเพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ด
.
วันนั้นที่ร้อยเอ็ด ตำรวจกล่าวหาครูใหญ่เป็น “ผู้ควบคุมขบวน”
พ.ต.ท.นรินทร์ นามบ้านค้อ สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองร้อยเอ็ด เดินทางไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้ โดยมีทนายความติดตามไปร่วมการสอบสวน ข้อกล่าวหาบรรยายภาพของกิจกรรมขบวนสะเดิด ในวันนั้นว่า เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. กลุ่ม ‘สหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก’ รวมตัวกันที่ถนนหน้าห้างสรรพสินค้าโรบินสัน มีการจัดขบวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์รวมทั้งสิ้น 42 คัน ผู้คนเข้าร่วมกิจกรรมราว 200 คน
เมื่อขบวนเริ่มเคลื่อน ภาพที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดมีการบีบแตรรถ แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว แจกสติกเกอร์ กล่าว “โจมตี” รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะนั้น ก่อนทำพิธีกรรมสาปแช่งและการเผาหุ่นของพลเอกประยุทธ์ บริเวณสี่แยกศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด
หลังจากนั้นขบวนเคลื่อนต่อไปยังบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองภายในบึงพลาญชัย มีการนำธงสายรุ้งไปคลุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนจะไปจบลงที่ลานสาเกตหน้าบึงพลาญชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด โดยไม่ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ ทั้งมีการปราศรัยต่อเนื่อง กิจกรรมทั้งหมดสิ้นสุดลงในเวลา 17.35 น.
บันทึกแจ้งข้อกล่าวหาระบุว่า ครูใหญ่ อรรถพล ซึ่งเป็นผู้ต้องหาลำดับที่ 1 มีบทบาทในฐานะแกนนำกลุ่มขอนแก่นพอกันที ซึ่งมีความเชื่อมโยงในการทำกิจกรรมทางการเมืองกับกลุ่มสหภาพร้อยเอ็ดปลดแอกมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 และได้ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นช่องทางเชิญชวนประชาชนให้มาร่วมกิจกรรมขบวนสะเดิดในครั้งนั้น
ในวันเกิดเหตุ ครูใหญ่ถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่ควบคุมและดูแลขบวนโดยขับรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าติดตามไปตลอดเส้นทางที่กิจกรรมดำเนินการ และยังมีบทบาทในการขึ้นปราศรัยด้วย
พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมหรือมีการมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย โดยจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่ม ของบุคคลที่มีจำนวนรวมกัน มากกว่า 100 คน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดร้อยเอ็ด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดร้อยเอ็ด สั่งห้ามผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่อเข้าไป ในสถานที่ชุมชน หรือสถานที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ มาตรา 35 (2), 52 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 (2), 18
ครูใหญ่ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือเพิ่มเติมภายในกำหนด 30 วัน
.
อดีตติวเตอร์ที่แบกภาระ 34 คดี โทษสะสมเกือบ 6 ปี
สำหรับครูใหญ่ อรรถพล อดีตติวเตอร์และนักกิจกรรมทางการเมืองชาวอำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันกำลังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ในคดีมาตรา 112 และคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม โดยไม่ได้รับการประกันตัว มีโทษจำคุกที่ยังไม่ถึงที่สุดสะสมรวมกันทั้งหมด 5 ปี 9 เดือน
แม้จะอยู่ในเรือนจำแต่การต่อสู้คดีของครูใหญ่ยังคงดำเนินต่อไป ในวันเดียวกันที่เขารับทราบข้อกล่าวหาคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (23 ธ.ค. 2568) ทนายความได้เดินทางไปยังศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อยื่นฎีกาคดีมาตรา 112 คดีหนที่เขาถูกพิพากษาจำคุก พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอประกันตัว ก่อนศาลจังหวัดภูเขียวได้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย
ก่อนวันที่ 24 ธ.ค. 2568 ศาลฎีกาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว เห็นว่าไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาสู่เวทีการเมืองท้องถนนช่วงการชุมนุมของคณะราษฎร 2563 ชีวิตของอรรถพลกลายเป็นวงจรของการเข้าออกศาล เขาถูกกล่าวหาดำเนินคดีมาแล้วทั้งสิ้น 34 คดี ซึ่งจบสิ้นไปแล้ว 16 คดี แต่ยังคงเหลืออีก 18 คดีที่ยังไม่ถึงที่สุด และคดีจากขบวนสะเดิด ที่ร้อยเอ็ดในวันนั้น ก็กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งคดีที่เขาต้องเดินหน้าต่อสู้ต่อไป
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
