จากกรณี ธราธร สราสุข ประชาชนชาวจังหวัดสระบุรี วัย 46 ปี ได้รับหมายเรียกจาก สภ.เมืองพะเยา ให้ไปรับข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีที่ ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบอำนาจให้ไปแจ้งความดำเนินคดีต่อประชาชนที่คอมเมนต์ข้อความ และได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมขอโอนคดีไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองสระบุรีที่เป็นภูมิลำเนา
ล่าสุดช้วงต้นเดือนธันวาคม ทางตำรวจได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้โอนย้ายคดี ระบุพนักงานสอบสวนที่อื่นไม่มีอำนาจ แม้ก่อนหน้านี้เมื่อเคยมีกรณีกล่าวหาทางไกล ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งให้โอนคดีข้อหาตาม ม.116 ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้โอนจากสถานีตำรวจภูธรศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง มายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กรุงเทพมหานคร
.
ผู้กำกับการ สภ.เมืองพะเยา สั่งไม่ให้โอนคดี ระบุพนักงานสอบสวนที่อื่นไม่มีอำนาจ แม้กฎหมายเปิดช่องให้โอนได้
หนังสือตอบจากสถานีตำรวจภูธรเมืองพะเยา ส่งโดย ร.ต.อ.สันติ กาบแก้ว พนักงานสอบสวน ระบุว่าพนักงานสอบสวนได้ทำบันทึกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งและใช้ดุลยพินิจ ถึงข้อกล่าวอ้างและความจำเป็นที่จะให้โอนคดีไปให้ สภ.เมืองสระบุรี ดำเนินการแทนนั้น
ทางผู้กำกับการ สภ.เมืองพะเยา มีคำสั่งว่าไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19(3),(ข) ได้กำหนดให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพะเยา เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ตามระเบียบแล้ว
โดยระบุแนบเหตุผลมาโดยสรุปได้ว่า เนื่องจากเหตุในคดีเกิดขึ้นที่มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจการสอบสวนของ สภ.เมืองพะเยา เมื่อผู้กล่าวหาพบการกระทำความผิดก่อนและแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน จึงเป็นเขตอำนาจและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19(3),(ข)
นอกจากนี้ยังระบุว่า ผู้กล่าวหาและพยานผู้เสียหาย และพยานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบของ สภ.เมืองพะเยา หากโอนคดีไปที่ สภ.เมืองสระบุรี จะเป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 19(3),(ข) และพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสระบุรี ไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบที่จะมีความเห็นทางคดีสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อพนักงานอัยการได้ ซึ่งจะทำให้ไม่มีอำนาจสอบสวน
อีกทั้งท้องที่ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดพะเยา ที่มีอำนาจพิจารณาคดี กรณีมีความเห็นของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการที่มีความเห็นทางคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจการสอบสวนและอยู่นอกเขตอำนาจศาลจังหวัดพะเยาอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่สามารถโอนคดีไปยัง สภ.เมืองสระบุรี ได้
.
“แจ้งความทางไกล” กฎหมายมีทางออก แต่อยู่ที่ตำรวจจะใช้หรือไม่
การแจ้งความดำเนินคดีทางไกล คือ การที่ผู้กล่าวหาตั้งใจไปแจ้งความร้องทุกข์ในท้องที่ห่างไกล ทำให้ผู้ถูกกล่าวหามีภาระจะต้องเดินทางไปต่อสู้คดีหลายครั้งในพื้นที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของตน กลายเป็นเครื่องมือในการเพิ่มต้นทุนในการต่อสู้คดี และแรงกดดันเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกลงโทษโดยกระบวนการยุติธรรม แม้สุดท้ายจะไม่มีความผิดก็ตาม ลักษณะการดำเนินคดีเช่นนี้มักพบในคดีฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPPs)
โดยเฉพาะในคดีที่มีที่มาจากสื่อออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย ผู้กล่าวหามักอ้างว่าพบเห็นข้อความหรือการกระทำที่เป็นความผิดในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แล้วเข้าแจ้งความต่อสถานีตำรวจในพื้นที่นั้น โดยมีเจตนาให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องเดินทางไกลเพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนในท้องที่ดังกล่าวได้รับแจ้งความ ก็จะรับคำร้องทุกข์ไว้ดำเนินการต่อในฐานะคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของตน
ทั้งนี้ เขตอำนาจของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบโดยหลัก เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่ความผิดเกิดขึ้น เป็นผู้มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานและจัดทำสำนวนส่งต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งคดี
อย่างไรก็ตาม มาตรา 18 วรรคสามดังกล่าว มิได้กำหนดเขตอำนาจพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบไว้อย่างตายตัว หากแต่เปิดช่องให้สามารถโอนคดีไปยังพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการแทนได้ โดยบัญญัติไว้ว่า
“ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ความผิดอาญาได้เกิดในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนคนใด โดยปกติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนั้น ๆ เพื่อดำเนินคดี เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวกจึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ”
จากบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมเห็นได้ชัดว่า แม้กรณีจะเข้าองค์ประกอบเขตอำนาจการสอบสวนตามมาตรา 19(3)(ข) ตามที่ถูกอ้างในคำสั่งไม่โอนคดี แต่กฎหมายก็ยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ดุลพินิจในการโอนคดีได้ หากปรากฏเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก อันต้องตีความโดยคำนึงถึงการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาและประโยชน์แห่งกระบวนการยุติธรรมด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมี ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการโอนคดีและการรวมคดี พ.ศ. 2565 ซึ่งบัญญัติรองรับอำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการโอนคดีระหว่างพนักงานสอบสวนอย่างชัดเจน โดยระบุชัดเจนว่า
“ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 และมาตรา 19 การโอนคดีให้กระทำได้ หากเข้าเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้
- ผู้เสียหาย ผู้กล่าวโทษ ผู้ต้องหา สามี ภริยาหรือญาติของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือผู้มีส่วนได้เสียในคดีดังกล่าว ร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการสอบสวนดำเนินคดีอาญา
- คดีมีความยุ่งยาก สลับซับซ้อน ไม่ว่าจะเกิดในท้องที่เดียวกันหรือกลายท้องที่ต่างกัน
- ตามลักษณะของความผิด ฐานะของผู้ต้องหา จำนวนผู้ต้องหา ความรู้สึกของประชาชนส่วนมากแห่งท้องถิ่นนั้น หรือเหตุผลอย่างอื่น อาจมีการขัดขวางต่อการสอบสวน หรือน่ากลัวว่าจะเกิดความไม่สงบหรือเหตุร้ายอย่างอื่นขึ้น หรืออาจเกิดผลกระทบต่อประโยชน์ที่สำคัญอื่นของรัฐ
- ผู้บังคับการ ผู้บังคับบัญชา หรือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เห็นว่าคู่กรณีอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวน หรือเห็นควรให้มีการโอนคดีไปยังหน่วยงานอื่น”
กล่าวได้ว่า กฎหมายเปิดช่องให้ตำรวจสามารถโอนคดีได้ เพียงแต่เจ้าหน้าที่จะหยิบยกขึ้นมาใช้เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีทางไกลในลักษณะนี้หรือไม่
.
เปรียบเทียบดุลพินิจการโอนคดี กรณีของ “ธราธร” กับกรณี “สุชาติ สวัสดิ์ศรี”
ก่อนหน้านี้ พบกรณีของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือ “สิงห์สนามหลวง” บรรณาธิการและอดีตศิลปินแห่งชาติ ที่ถูกแกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน ไปกล่าวหาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ไว้ที่จังหวัดพัทลุง ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้โอนคดีมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กรุงเทพมหานครแล้ว
แม้ทั้งสองกรณีเป็นการแสดงความคิดเห็นทางสื่อออนไลน์เช่นเดียวกัน และทั้งสองคดียื่นคำร้องขอความเป็นธรรมขอให้โอนคดีไปยังภูมิลำเนาผู้ต้องหา
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ใช้อำนาจสั่งโอนคดีของสุชาติ จากสถานีตำรวจภูธรศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง ไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แต่ในกรณีของธราธร สราสุข คำสั่งของ สภ.เมืองพะเยา อ้าง ป.วิ.อ. มาตรา 19(3)(ข) ระบุพนักงานสอบสวนอื่นไม่มีอำนาจ และอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรค 3 รวมถึงระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการโอนและรวมคดี พ.ศ.2565 ได้เปิดช่องให้สามารถโอนคดีได้อย่างชัดเจน หากมีความจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก
ความแตกต่างที่สำคัญจึงมิได้อยู่ที่ “มีหรือไม่มีอำนาจโอนคดี” หากแต่อยู่ที่ การเลือกใช้หรือไม่ใช้ดุลพินิจโอนดคี ในบริบทของคดีที่มีลักษณะการแจ้งความดำเนินคดีทางไกล และมีข้อกังวลเรื่องการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือเพิ่มภาระให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ในกรณีสุชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้เขตอำนาจสอบสวนเป็นกลไกที่ยืดหยุ่นและต้องรับใช้ความเป็นธรรม ขณะที่ในกรณีของธราธร กลับเลือกตีความเขตอำนาจเป็นกรอบตายตัว
การใช้ดุลพินิจที่แตกต่างกันเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า มาตรฐานในการพิจารณาโอนคดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ และปัจจัยใดที่ทำให้คดีหนึ่งได้รับการคุ้มครองจากภาระการดำเนินคดีทางไกล ขณะที่อีกคดีกลับถูกปล่อยให้ต้องแบกรับต้นทุนและแรงกดดันจากกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ในบริบทของคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) การไม่ใช้กลไกการโอนคดี ทั้งที่กฎหมายและระเบียบเปิดช่องไว้ให้ใช้อำนวยความยุติธรรม อาจทำให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา มากกว่าที่จะเป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน
.
