เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2568 เวลา 13.30 น. คณะอนุกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิและเสรีภาพ ประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ของวุฒิสภา ได้เชิญผู้แทนจากองค์กรภาคประชาสังคม และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกฟ้องคดี มาให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากการถูกดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (SLAPP) โดยมี ประภาส ปิ่นตบแต่ง เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ และมีเนื้อหาการประชุมโดยสรุปดังนี้
.
ภาพรวมคดีฟ้องปิดปากจาก 3 รายงาน พบตรงกันว่าคดีส่วนมากไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะดำเนินคดี แต่เป็นการฟ้องร้องเพื่อปิดปากไม่ให้เคลื่อนไหว-แสดงออก
สันหวรรณ ศรีสด อนุกรรมาธิการ ได้นำเสนอภาพรวมของคดีฟ้องปิดปากโดยสรุปได้ว่า นิยามคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) หมายถึง การฟ้องคดีที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อระงับหรือขัดขวางการวิพากษ์วิจารณ์หรือการมีส่วนร่วมในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับประโยชน์สาธารณะ และการดำเนินคดีลักษณะดังกล่าวทำให้เกิด ‘ภาวะชะงักงันทางการเมือง’
อนุกรรมาธิการได้ยกผลการศึกษาของสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติและโครงการไทร์ลวอตช์ (Trial Watch) เพื่อให้เห็นภาพรวมของการฟ้องปิดปากในประะเทศไทย ทั้งนี้คดีที่ค้นพบในรายงานเป็นคดีที่ได้มาจากการแจ้งจากกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม และคดีที่เป็นที่สนใจของสังคมเรียกได้ว่าคดีที่พบอาจจะไม่ใช่คดีทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง โดยจากรายงานทั้งสามมีข้อมูลสรุปดังนี้
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) ได้จัดทำรายงานเก็บข้อมูลในช่วงปี 2540-2562 โดยจากผลรายงานแค่เฉพาะคดีที่สามารถรวบรวมได้พบว่ามีทั้งหมด 212 กรณี ที่เข้าข่ายเป็นการฟ้องปิดปาก โดย 27% ของผู้ถูกดำเนินคดี คือผู้ที่มีความสนใจด้านการเมือง และเห็นได้ว่าตัวเลขคดีเพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลังรัฐประหารปี 2557
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย ได้จัดทำรายงานเก็บข้อมูลในช่วงปี 2540-2565 โดยเจาะจงไปที่การดำเนินคดีโดยบริษัท พบว่ามีทั้งหมด 109 กรณี ที่เข้าข่ายเป็นการฟ้องปิดปาก โดยผู้ที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็นประชาชน, นักกิจกรรมและแรงงาน คดีเหล่านี้พบว่าเกือบทั้งหมดจบด้วยการไกล่เกลี่ยหรือยกฟ้อง น้อยมากที่จะพิพากษาลงโทษ เป็นภาพสะท้อนว่าการดำเนินคดีไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการที่จะชนะคดี แต่เพื่อหวังจะให้หยุดการกระทำ
โครงการไทร์ลวอตช์ (TrialWatch) ได้จัดทำรายงานเก็บข้อมูลในช่วงปี 2562-2566 โดยเจาะจงเฉพาะข้อหาหมิ่นประมาท (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และ 328) พบว่ามีทั้งหมด 36 กรณี เฉลี่ยแล้วแต่ละคดีใช้เวลาดำเนินคดีประมาณ 2 ปี แม้คดีจะจบด้วยการไกล่เกลี่ยก็ตาม และพบว่าส่วนใหญ่ผู้ดำเนินคดีจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง ภาคธุรกิจ ดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน สื่อ นักการเมือง และนักวิชาการ
จากรายงานทั้งสามฉบับ มีข้อค้นพบว่าการดำเนินคดีส่วนใหญ่เป็นการดำเนินคดีอาญาโดยเป็นการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีส่วนใหญ่จะจบลงด้วยการถอนฟ้องหรือยกฟ้อง และเห็นว่าตัวกฎหมายที่ถูกตรามาเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปากมักจะไม่ถูกนำมาใช้ เช่น การใช้ดุลยพินิจการสั่งคดีของพนักงานอัยการตามมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 และ การใช้อำนาจยกฟ้องของผู้พิพากษาตามมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
.
4 ตัวแทนภาคประชาสังคมเห็นตรงกันว่ายังไม่มีกฎหมายมารับรองการฟ้องปิดปากและกฎหมายที่มีก็ไม่ถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฝ่ายตัวแทนจากภาคประชาสังคม องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ Murray Hunter นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักวิจารณ์สังคมชาวออสเตรเลีย, อัญชนา หีมมิหน๊ะ จากสมาคมด้วยใจ, โสภณ หนูรัตน์ จากสภาองค์กรของผู้บริโภค และ ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล สื่อมวลชนและอดีตประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนกรณีของตนเอง และข้อเสนอแนะต่อกฎหมายและกระบวนการป้องกันการดำเนินคดีฟ้องปิดปาก
ในกรณีของ Murray ได้มีข้อสังเกตว่ายังไม่มีกฎหมายที่ให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนหรืออัยการในการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุว่าเป็นคดีฟ้องปิดปาก ในชั้นศาลเชิงปฏิบัติหากคดีดำเนินผ่านพนักงานอัยการศาลมักจะไม่ไต่สวนมูลฟ้องก่อน และมาตรา 161/1 ยังไม่รวมกรณีที่อัยการเป็นโจทก์
คดีนี้ยังเป็น “การฟ้องปิดปากข้ามชาติ” โดยองค์กรรัฐในประเทศมาเลเซียมากล่าวหาข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาในประเทศไทย เนื่องจาก Murray เคยถูกดำเนินคดีที่ประเทศมาเลเซียโดยที่ตัวเขาไม่ได้รับทราบและเข้าร่วมในกระบวนการดังกล่าว แต่ยังมาถูกดำเนินคดีซ้ำอีกที่ไทย โดยชี้ให้เห็นว่าการตีความว่าความผิดเกิดขึ้นในสถานที่ที่ผู้เสียหายเปิดพบข้อความเป็นการตีความที่ค่อนข้างอันตราย ทำให้ต่างประเทศสามารถส่งตัวแทนมาแจ้งความผู้เห็นต่างหรือคนที่อยู่ในประเทศไทย ใช้กระบวนการยุติธรรมของไทยและเป็นวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยที่ต่างประเทศไม่ต้องออกแรงหรือเสียทรัพยากร เพราะสามารถใช้ทรัพยากรของไทยไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาล ได้เลย
ด้าน น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ให้ความเห็นว่าการตีความเช่นนี้ยังคงมีประโยชน์อยู่เช่นในกรณีของการดำเนินคดีกับแก๊งมิจฉาชีพ แก๊งคอลเซนเตอร์
ในกรณีของอัญชนา ซึ่งถูกกองทัพเรือกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และหมิ่นประมาท ได้มีข้อสังเกตว่าในกรณีที่ฝ่ายโจทก์เป็นผู้มีอิทธิพล จะส่งผลต่อความเป็นอิสระของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม และพบว่าเอกสารบางอย่างมีข้อมูลที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง การดำเนินคดีส่งผลให้กระทบด้านการทำงานที่ต้องเสียเวลาและโอกาสในการเดินทางไปตามนัดต่าง ๆ
ในกรณีของโสภณ ได้มีข้อสังเกตว่าคดีส่วนใหญ่ที่ฟ้องปิดปากมีเจตนาที่จะต้องการให้ลบบทความหรือโพสต์ออก ไม่ได้มีเจตนาเพื่อจะดำเนินจนสิ้นกระบวนการ ทั้งคดีส่วนใหญ่เป็นคดีที่แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ทำให้มีอัยการเป็นโจทก์ จึงทำให้มาตรา 161/1 ไม่ถูกนำมาใช้ และแม้จะมีการยื่นหนังสือขอพิจารณาคดีออนไลน์ แต่ก็ยังคงถูกปฏิเสธจากศาลอยู่
ในกรณีของฐิติพันธ์ ได้ยกข้อกังวลว่าหากนักข่าวทำข่าวเกี่ยวกับการทำเหมืองหรือการทำอุตสาหกรรมในต่างประเทศที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมประเทศไทย อาจจะถูกต่างประเทศดำเนินคดีฟ้องปิดปากได้ถึงแม้การทำข่าวนั้นจะเป็นประโยชน์และสมควรจะได้รับทราบ และเห็นตรงกับท่านอื่น ๆ ว่าการดำเนินคดีเพื่อปิดปากมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้น ทำให้เกิดความหวาดกลัวสูญสิ้นความกล้าหาญ เหมือนเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู
.
5 ข้อเสนอ เน้นคัดกรอง-ป้องกัน-เยียวยา สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยกับผู้ที่ใช้สิทธิและเสรีภาพโดยสุจริต
จากที่ประชุมตัวแทนแต่ละฝ่ายได้มีข้อเสนอแนะของตนเอง โดยสามารถสรุปเนื้อหาได้ดังนี้
1. มีการอบรมเสริมความรู้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะตำรวจ อัยการ เกี่ยวกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงในการดำเนินคดีอาญา เช่น การคุกคามข้ามชาติ การฟ้องซ้ำ หรือการที่ฝ่ายโจทก์สามารถเลือกได้ว่าอยากดำเนินคดีกับจำเลยในประเทศไหน ซึ่งอาจจะนำไปสู่ “การซื้อขายคดี”
2. มีกลไกในการกรองคดีปรากฏในกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก และหากมีการไกล่เกลี่ยคู่ความ 2 ฝ่ายควรจะอยู่ในฐานะที่เสมอเท่าเทียมกัน
3. มีมาตรการคุ้มครองจำเลยและผู้ถูกฟ้อง เช่น การลดภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี และการเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากการถูกดำเนินคดีโดยไม่สุจริต
4. มีการรับประกันว่าการดำเนินคดีจะไม่ถูกแทรกแซงจากผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพล มีกลไกตรวจสอบการทำงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม
5. มีการเยียวยาจำเลยในกรณีที่มีคำพิพากษายกฟ้อง ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องคดีที่มีรัฐเป็นโจทก์หรือเอกชนเป็นโจทก์
ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการฯ รับข้อเสนอและจะนำไปพิจารณาและศึกษาต่อ เพื่อผลักดันกฎหมายป้องกันการถูกดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์หรือ Anti-SLAPP ต่อไป
