*อัปเดตข้อมูลวันที่ 11 ธ.ค. 2568
วันที่ 17 พ.ย. 2568 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ Murray Hunter นักข่าวชาวออสเตรเลีย ได้เข้ารายงานตัวต่อศาล หลังอัยการมีคำสั่งฟ้องคดี ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จากการเผยแพร่บทความ 4 ชิ้นบนเว็บไซต์ Substack ระหว่างวันที่ 13 ถึง 29 เม.ย. 2567 ซึ่งตามความเห็นของพนักงานอัยการ ระบุว่าเป็นการหมิ่นประมาทคณะกรรมการการสื่อสารและสื่อประสมแห่งประเทศมาเลเซีย (Malaysian Communication and Multimedia Commission หรือ MCMC) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลมาเลเซีย โดยหากถูกตัดสินว่ามีความผิดตามฟ้อง Murray Hunter อาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุด 8 ปี และปรับไม่เกิน 800,000 บาท
คดีนี้มี “ตัวแทน” จาก MCMC เป็นผู้กล่าวหา โดยผู้กล่าวหาอ้างว่าบทความของ Murray Hunter น่าจะทำให้ MCMC ได้รับความเสียหาย อาจถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง อันเป็นการหมิ่นประมาทโดยโฆษณาตามมาตรา 328 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
สำหรับคดีนี้ Murray Hunter จะมีนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 22 ธ.ค. 2568 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เวลา 13.30 น. (อัปเดต ศาลมีคำสั่งยกเลิกนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 22 ธ.ค. 2568 โดยนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 12 ม.ค. 2569 เวลา 09.00 น. และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 16 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น.)
.
หมายจับออก มี.ค. 2565 แต่มีการจับกุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ ช่วงเดือน ก.ย. 2568
ในวันที่ 29 ก.ย. 2568 Murray Hunter ถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในระหว่างการเดินทางออกนอกประเทศ โดยมีจุดหมายปลายทางไปยังฮ่องกง หลังจากนั้นเขาถูกนำตัวไปยัง สน. ยานนาวา และพนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาฐานความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จากกรณีการโพสต์บทความ 4 ชิ้นบนเว็บไซต์ Substack ระหว่างวันที่ 13 ถึง 29 เม.ย. 2567 Murray Hunter ถูกควบคุมตัวที่ สน. ยานนาวาเป็นระยะเวลากว่า 24 ชั่วโมง ภายหลังจากนั้นเขาจึงได้รับการประกันตัว ภายใต้วงเงิน 20,000 บาท โดยมีเงื่อนไขเป็นการยึดพาสปอร์ต และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และต้องรายงานตัวต่อศาลภายในวันที่ 17 พ.ย. 2568
เป็นที่น่าสังเกตว่าในคดีนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ออกหมายจับเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2568 แต่อย่างไรก็ดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 ได้วางหลักเรื่องเหตุที่จะออกหมายจับ ไว้ว่า
- เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ
- เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
ทั้งนี้ ตามข้อเท็จจริง Murray Hunter ถูกดำเนินคดี ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งเป็นฐานความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท อีกทั้ง Murray Hunter มีแหล่งที่อยู่เป็นหลักแหล่งในประเทศไทย นอกจากนั้น ยังพบว่าในช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะมีการออกหมายจับ Murray Hunter ไม่เคยได้รับหมายเรียกแต่อย่างใด
.
อัยการสั่งฟ้อง Murray Hunter ม.328 เห็นว่าบทความ 4 ชิ้นที่ถูกเผยแพร่เป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
ในวันที่ 21 ต.ค. 2568 อัยการได้ยื่นฟ้อง Murray Hunter ภายใต้ข้อหามาตรา 328 (หมิ่นประมาทโดยโฆษณา) จากการเผยแพร่บทความ 4 ชิ้นในเว็บไซต์ Substack โดยในคำฟ้องได้ระบุว่าการเผยแพร่บทคความดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทต่อผู้เสียหายต่อบุคคลที่สามและประชาชนทั่วไปด้วยการโฆษณา โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายต้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง
โดยในคำฟ้องได้ระบุว่า Murray Hunter ได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งการกระทำความผิดดังกล่าวมีที่มาจากบทความบน Substack ทั้งหมด 4 บทความที่ถูกเผยแพร่ในช่วงวันที่ 13 ถึง 29 เม.ย. 2567
ในคำฟ้องได้ระบุว่า ข้อความในบทความดังกล่าวทำให้บุคคลหรือประชาชนที่ได้พบเห็นและอ่านบทความดังกล่าวเข้าใจว่า MCMC ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจ ใช้อำนาจของตนในทางที่ผิดเพื่อเป็นเครื่องมือในการกดขี่ผู้อื่น ทำความเดือดร้อนทารุณให้แก่อยู่ใต้การปกครองของตน MCMC ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ใช้อำนาจปราบปรามการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เชื้อชาติ และสถาบันกษัตริย์ MCMC ไร้ซึ่งจริยธรรม กดขี่ข่มเหงประชาชน MCMC ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือทุจริต ไม่มีคุณธรรม และเลือกปฏิบัติช่วยเหลือประธานนศรี ซาลิม ฟาเตะห์ ดิน (TS Salim Fateh Din) ในฐานะส่วนตัว ซึ่งข้อความเหล่านั้นถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า
“เบื้องหลังกรมตำรวจมาเลเซีย (Royal Malaysian Police: PDRM) ก็คือ MCMC ภายใต้การนำของตันศรี ซาลิม ฟาเตะห์ ดิน (TS Salim Fateh Din) ซึ่งสั่งผิดเว็บไซต์อย่างผิดกฎหมายหลายร้อยแห่งที่เห็นว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล. MCMC สมคบกับแพลทฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อนำข้อความที่ตนไม่เห็นด้วยออกจากเว็บไซต์”
“MCMC ภายใต้การสั่งการของซาลิม ยังได้สั่งปิดกั้นผู้วิจารณ์ถึง MRCB ซึ่งเป็นบริษัทของตน (ซาลิม) อันแสดงถึงผลประโยชน์ทับซ้อน และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบอย่างเห็นได้ชัด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อมีบุคคลที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามามีอำนาจสั่งการในหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย”
“PDRM-MCMC-JAKIM ใช้วิธีการอ้างกฎ 3Rs (เชื้อชาติ ศาสนา ราชวงศ์) เป็นเครื่องมือป้องปราบเสรีภาพในการพูด ถือเป็นการกระทำของทรราชย์รูปแบบหนึ่ง ทั้งยังบ่อนทำลายความปรองดองทางเชื้อชาติของชาติอีกด้วย”
ในคำฟ้องได้ระบุว่า ข้อความในบทความดังกล่าวทำให้บุคคลหรือประชาชนที่ได้พบเห็นและอ่านบทความดังกล่าวเข้าใจว่า MCMC ไม่เคารพต่อหลักธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย เปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิด ปราบปรามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ละเลยหลักนิติธรรม MCMC ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบหรือทุจริต จงใจทำหน้าที่เพื่อปกปิดการ “ทุจริตคอร์รัปชั่น” ของคยบางกลุ่ม หรือช่วยปกปิดซักทอดการคอร์รัปชั่น และ MCMC ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลหลักในภาคการสื่อสารและมัลติมีเดียโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข้อความในบทความดังกล่าวถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า
“MCMC กำลังทำลายประชาธิปไตย และปิดปากผู้แจ้งเบาะแสการกระทำความผิดที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่น MCMC ไม่อาจตั้งตนเป็นกองกำลังตำรวจไซเบอร์ อันเอื้อประโยชน์ส่วนบุคคลมากกว่าประโยชน์ของชาติได้”
“มีหลักฐานจำนวนมากที่แสดงให้เห็นถึงการสมคบคิดและร่วมกันกระทำการระหว่าง MCMC กับตำรวจเพื่อปกป้องคุ้มครองประโยชน์ส่วนบุคคล”
ในคำฟ้องได้ระบุว่า ข้อความในบทความดังกล่าวทำให้บุคคลหรือประชาชนที่ได้พบเห็นและอ่านบทความดังกล่าวเข้าใจว่า MCMC ใช้อำนาจโดยมิชอบ และกระทำการโดยมีเจตนาร้ายในการปฏิบัติหน้าที่ โดยบังคับใช้กฎหมายด้วยแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อปกปิดเรื่องทุจริตโกงกิน ทุจริตโกงชาติ ป้องกันการซักทอดการคอร์รัปชั่น MCMC ขาดความซื่อสัตย์ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลอิสระ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เผด็จการ เลือกปฏิบัติ เป็นหน่วยงานที่ใช้วิธีการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายในการดำเนินการ เป็นเครื่องมือในการสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชน ซึ่งข้อความดังกล่าวถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า
“การตรวจค้นบ้านเรือนประชาชนถือเป็นการข่มขู่คุกคามรูปแบบหนึ่งเพื่อสนับสนุนพวกคลั่งชาติ ‘เชื้อสายมลายู’ (ketuanan) และปกปิดการเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่น เห็นได้ชัดว่า MCMC กำลังเดินเข้าสู่สนามการเมือง และอ้างว่าเป็นคนกลางเพื่อผดุงความยุติธรรมแต่เพียงผู้เดียว และมีการดำเนินกระบวนการทางกฎหมายพอเป็นพิธีเพื่อให้ MCMC ดำเนินการกับผู้ตกเป็นเหยื่อต่อไป โดยไม่มีการชดเชยเยียวยาทางกฎหมายในการบุกรุกบ้านเรือนเหล่านี้แต่อย่างใด”
“ซาลิม ฟาเตะห์ ดิน (Salim Fateh Din) ผู้ยิ่งใหญ่จากพรรค UMNO ซึ่งเป็นประธาน MCMC ใช้หน่วยงานแห่งนี้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ซาลิม (Salim) สร้างกองกำลังตำรวจลับนาซี (Gestapo) ทางการเมืองโดยปราศจากการตรวจสอบและถ่วงอำนาจจากการดำเนินการเลยเถิด MCMC กลายเป็นกองกำลังตำรวจพิเศษกึ่งตุลาการที่ข่มขู่คุกคามประชาชนและปกปิดเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นไปแล้ว”
ในคำฟ้องได้ระบุว่า ข้อความในบทความดังกล่าวทำให้บุคคลหรือประชาชนที่ได้พบเห็นและอ่านบทความดังกล่าวเข้าใจว่า MCMC ปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นกลาง รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บุคคลบางกลุ่ม MCMC อยู่ภายใต้การควบคุมของ ‘รัฐซ้อน’ และทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางการเมือง โดยใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ข่มขู่และสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน และละเมิดกฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อันเป็นการกระทำที่ไม่มีจิตสำนึกเห็นความสำคัญของประชาชน ประเทศชาติและกฎหมาย ซึ่งข้อความในบทความดังกล่าวถูกแปลเป็นภาษาไทยว่า
“ทำนองเดียวกัน MCMC ก็ถูกครอบงำโดยแกนนำพรรคอัมโน (UMNO) และเศรษฐีในวงการธุรกิจ MCMC กระทำการเกินขอบอำนาจตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตน ประกอบกัน ทั้ง PDRM และ MCMC จึงกลายเป็นกลุ่มเผด็จการ ‘ตำรวจทางความคิด’ ข่มขู่คุกคามและทำให้ชุมชนหวาดกลัว หน่วยงานเหล่านี้กำลังเย้ยกฎหมายรัฐธรรมนูญ”
ทั้งนี้ ในวันที่ 22 ธ.ค. 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีของ Murray Hunter ในเวลา 13.30 น. (อัปเดต ศาลมีคำสั่งยกเลิกนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 22 ธ.ค. 2568 โดยนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 12 ม.ค. 2569 เวลา 09.00 น. และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 16 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น.)
.
ภายหลังการถูกดำเนินคดี ถูกยึดพาสปอร์ต และเดินทางออกนอกประเทศไทยไม่ได้
สืบเนื่องมาจากการดำเนินคดีต่อ Murray Hunter ยังคงดำเนินอยู่ ประกอบกับเงื่อนไขการประกันตัวจากศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งรวมไปถึงการห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และการยึดพาสปอร์ต ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ จึงส่งผลให้ Murray Hunter มีความเสี่ยงที่จะถูกขับออกนอกประเทศโดยไม่สมัครใจ อันเป็นผลบังคับใช้มาตรา 12 (6) ประกอบมาตรา 36 และ มาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 หากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดและต้องโทษจำคุก
กรณีของ Murray Hunter นี้มีความคล้ายคลึงกับกรณีของ ดร.พอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน ที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการถูกยึดพาสปอร์ตในช่วงระหว่างที่มีการดำเนินคดี
.
การดำเนินคดีปิดปากข้ามชาติ (Transnational SLAPP) ภายใต้เขตอำนาจศาลไทย
จากการตั้งข้อสังเกตุของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่า การดำเนินคดีต่อ Murray Hunter เป็นครั้งแรกที่ตัวแทนหน่วยงานของรัฐบาลต่างชาติเข้ามาดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อบุคคลที่มีถิ่นพำนักในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนได้ว่าการดำเนินคดีในลักษณะนี้อาจเป็นการดำเนินคดีปิดปากข้ามชาติ (Transnational SLAPP) เนื่องจากมีลักษณะเป็นการดำเนินคดีของตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐของประเทศหนึ่ง ในการดำเนินคดีต่อบุคคลที่มีถิ่นพำนักในอีกประเทศหนึ่ง กล่าวคือ ในกรณีของ Murray Hunter เป็นการดำเนินคดีทางอาญาในฐานความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากตัวแทนหน่วยงานภาครัฐของมาเลเซีย เข้ามาดำเนินคดีในประเทศไทยอันเป็นถิ่นพำนักประจำของ Murray Hunter
การดำเนินคดีลักษณะนี้ผ่านการใช้เขตอำนาจของศาลไทย ได้สร้างความน่าวิตกกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น อันว่าประเทศไทยอาจจะกลายเป็นศูนย์กลางการดำเนินคดีปิดปาก (SLAPP Hub) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรณีของ Murray Hunter นั้น MCMC ได้มีความพยายามที่จะดำเนินคดีต่อเขาภายในประเทศมาเลเซียและประเทศไทยในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 โดยพบว่าได้มีการดำเนินคดีหมิ่นประมาททางแพ่งที่ประเทศมาเลเซีย และมีการดำเนินคดีหมิ่นประมาททางอาญาในประเทศไทย
ในส่วนของคดีความในประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2568 มีการรายงานว่าศาลสูงแห่งเมือง Shah Alam (Shah Alam High Court) ได้ตัดสินว่า Murray Hunter มีความรับผิดในฐานหมิ่นประมาททางแพ่งในคดีที่ MCMC เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แต่อย่างไรก็ดี Murray Hunter ได้ระบุว่า เขาไม่เคยได้รับหมายเรียกหรือเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีดังกล่าวทั้งก่อนและหลังการพิจารณาคดี ทั้งนี้ Murray Hunter ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศไทยได้นับตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. 2568 ยังได้ระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้เขาไม่ทราบว่าได้มีการดำเนินคดีทางแพ่งดังกล่าวในประเทศมาเลเซีย และได้รับทราบหลังจากที่มีการเผยแพร่ข่าวดังกล่าว อีกทั้ง ไม่ปรากฏตัวแทนทางกฎหมายเข้าร่วมในนามของเขา
ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้อย่างสูงว่า คำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 นั้นเป็นคำพิพากษาโดยขาดคำให้การ (judgment in default of appearance) ซึ่งหมายถึงคำพิพากษาต่อจำเลยที่ไม่ได้มาปรากฏตัวตามหมายเรียกภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และมีความเป็นไปได้สูงว่าคำพิพากษาดังกล่าว ไม่ใช่คำพิพากษาที่วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย อันเกิดจากการที่ศาลได้ไต่สวนพยานหลักฐานและรับฟังข้อโต้แย้งจากทั้งสองฝ่าย
.
