ศาลฎีกาพิพากษายืน “คดีคาร์ม็อบกำแพงเพชร” เห็นว่าพฤติการณ์จำเลยเข้าข่ายเป็นผู้จัด ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แม้โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยมีบทบาทใดในการจัดกิจกรรม

วันที่ 24 ธ.ค. 2568 ศาลจังหวัดกำแพงเพชรนัดอ่านคำพิพากษาของศาลฏีกาในคดีของ อภิสิทธิ์ พรมฤทธิ์ อดีตผู้สมัคร นายก อบจ. กำแพงเพชร ของคณะก้าวหน้า กรณีเข้าร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ #กำแพงเพชรจะไม่ทน เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2564 เขาเป็นคนเดียวจากกิจกรรมดังกล่าวที่ถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดกำแพงเพชร และข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมสาธารณะ ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมฯ

หลังการต่อสู้ยาวนานมานานกว่า 4 ปี ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 6 เนื่องจากรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้จัดกิจกรรมคาร์ม็อบที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคโควิด-19 ลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 30,000 บาท มีเหตุบรรเทาโทษ 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 1 ปี

.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2564 อภิสิทธิ์ถูกแจ้งข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองกำแพงเพชร โดยถูกกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้จัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มของบุคคลเกิน 20 คนโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ #กำแพงเพชรจะไม่ทน ซึ่งอภิสิทธิ์ให้การปฏิเสธมาตั้งแต่ตอนต้นว่าตนเองไม่ใช่ผู้จัดกิจกรรมดังกล่าว เพียงแต่มาร่วมเท่านั้น แต่กลับถูกตำรวจเลือกดำเนินคดีเพียงคนเดียว ต่อมาหลังพนักงานอัยการสั่งฟ้อง เขาต่อสู้คดีในศาล

จนเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2565 ศาลจังหวัดกำแพงเพชรเคยพิพากษายกฟ้องคดีนี้ โดยเห็นว่าการที่จำเลยร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ ไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และไม่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้น อันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีกทั้งเห็นว่าคำสั่งจังหวัดกำแพงเพชรไม่มีสภาพบังคับเด็ดขาดว่าผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวมทั้งเห็นว่าตามมาตรา 3 (6) ของ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ไม่ให้ใช้บังคับกฎหมายนี้ในขณะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม อัยการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา กระทั่งวันที่ 14 ก.พ. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาในครั้งแรก โดยพิพากษาว่าคำสั่งจังหวัดกำแพงเพชรมีสภาพบังคับ และให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยใหม่ในประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้จัดการชุมนุมหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้วินิจฉัยมาในคำพิพากษา

วันที่ 20 มี.ค. 2566 ศาลจังหวัดกำแพงเพชรนัดอ่านคำพิพากษาเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งนี้พิพากษากลับจากครั้งแรกว่าจำเลยมีความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เนื่องจากเข้าข่ายเป็นผู้จัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มกว่า 100 คนขึ้นไป ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 30,000 บาท จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 1 ปี 

อภิสิทธิ์ตัดสินใจอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวเนื่องจากยืนยันว่าตนเองไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุม และไม่ควรมีความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดังกล่าว แต่วันที่ 27 พ.ย. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้พิพากษาเป็นครั้งที่สอง เห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นขัดต่อพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เนื่องจากมีผู้พิพากษาลงชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว ในคดีที่ลงโทษปรับเกินกว่า 10,000 บาท จึงให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่อีกครั้ง

ต่อมาวันที่ 31 ม.ค. 2567 ศาลจังหวัดกำแพงเพชรนัดอ่านคำพิพากษาเป็นครั้งที่สาม โดยเห็นว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษเช่นเดียวกับคำพิพากษาในครั้งที่สอง เพียงแต่ครั้งนี้มีผู้พิพากษาลงชื่อครบ 2 คนเท่านั้น ก่อนที่จำเลยจะยืนยันอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 อีกครั้ง โดยยืนยันว่าตนเองไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุมและการชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้

จนวันที่ 4 ธ.ค. 2567 ศาลจังหวัดกำแพงเพชรนัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นครั้งที่สาม โดยเป็นมติจากที่ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าพฤติกรรมของจำเลยส่อเจตนาเป็นผู้จัดกิจกรรมคาร์ม็อบ ทั้งการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวให้สาธารณชนมาร่วมกิจกรรมนี้ และจำเลยป็นผู้ขับรถยนต์นำขบวนไปตามเส้นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จำเลยทำหน้าที่ใช้เครื่องขยายเสียง กล่าวโจมตีการบริหารงานของรัฐบาลเป็นคนสุดท้าย แล้วเป็นผู้กล่าวขอบคุณมวลชนที่มาร่วม และเจ้าพนักงานตำรวจผู้มาคอยดูแลความสงบเรียบร้อย  

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าแม้ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยเป็นผู้สั่งการ หรือผู้ควบคุมการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว แต่ฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ร่วมดำเนินการจัดกิจกรรมคาร์ม็อบ

จากนั้นอภิสิทธิ์ได้ตัดสินใจยื่นฎีกาต่อมา โดยยืนยันข้อเท็จจริงว่าเขาไม่ใช่ผู้ร่วมจัดกิจกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด โดยการโพสต์เชิญชวน เพียงแต่เป็นการนำภาพประชาสัมพันธ์จากเพจมาเผยแพร่ต่อเท่านั้น ส่วนการที่จำเลยขับรถนำขบวนเป็นคันแรก เนื่องจากเมื่อขับรถยนต์ไปถึง ก็มีการตั้งรูปขบวนกันอยู่แล้ว พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาอำนวยความสะดวก มีผู้โบกรถให้เข้าไปจอดรถเป็นคันแรก จำเลยจึงได้ขับต่อไปตามแผนที่ที่มีการประกาศในเพจอยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้เป็นผู้กำหนดเส้นทางแต่อย่างใด  และในตอนที่จำเลยพูดผ่านเครื่องขยายเสียง ก็เพราะเป็นช่วง “ฟรีไมค์” เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสามารถออกไปพูดได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้จัดกิจกรรม รวมทั้งกิจกรรมนี้ก็ไม่ได้เสี่ยงต่อการแพร่โรคโควิด-2019 แต่อย่างใด เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้เข้าร่วมแต่ละคนอยู่บนรถของตัวเอง ไม่ได้มีรวมตัวกันจนถึงขนาดแออัด

.

วันนี้ เวลา 9.00 น. อภิสิทธิ์เดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ห้องพิจารณาคดีที่ 3 โดยก่อนการอ่านคำพิพากษา เขาถูกตำรวจศาลใส่กุญมือเตรียมไว้ โดยเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ระบุว่าเป็นระเบียบที่ต้องใส่กุญแจมือในการอ่านคำพิพากษาทุกกรณี

ต่อมาศาลได้เปิดซองคำพิพากษาฎีกาในคดีนี้ และอ่านคำพิพากษา เนื้อหาโดยสรุประบุว่า ฎีกาของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่วินิจฉัยความหมายคำว่า “ผู้จัดกิจกรรม” ซึ่งตีความตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิยสถาน ซึ่งนิยามคำว่า “จัดการ” หมายถึงสั่งงาน ควบคุมงาน ดำเนินงาน และนิยามคำว่า “กิจกรรม” หมายถึง การกระทำหรือสิ่งที่ทำ ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดตามประกาศดังกล่าว จึงต้องได้ความว่าเป็นผู้สั่งงาน หรือเป็นผู้ควบคุม หรือเป็นผู้ดำเนินการให้มีการรวมกลุ่มบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 100 คน ความหมายของคำว่า “ผู้จัดกิจกรรม” จึงรับฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์ไม่ได้นำสืบถึงพฤติการณ์ของจำเลย และไม่ได้นำสืบว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมอย่างไร และเป็นผู้ริเริ่มการชุมนุมหรือไม่ ผู้ที่มาร่วมชุมนุมาจากการเชิญชวนของจำเลยหรือไม่ จำเลยคอยดูแลการชุมนุมอย่างไร และจำเลยเป็นผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊ก “ราษฎรกำแพงเพชร”  หรือไม่ ตามที่จำเลยยกมากล่าวอ้าง แต่การที่จำเลยโพสต์ข้อความไปยังสาธารณะ เชิญชวนให้ผู้ที่อ่านโพสต์ ซึ่งจำเลยเคยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกฯ อบจ. กำแพงเพชร สังกัดพรรคก้าวไกล ให้เข้าร่วมชุมนุมคาร์ม็อบตามที่เพจเฟซบุ๊กนัดหมาย

ประกอบกับข้อเท็จจริงว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยขับรถกระบะนำหน้ารถยนต์หรือจักรยานยนต์ เมื่อไปถึงลานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย จำเลยไปใช้เครื่องขยายเสียงพูดโจมตีรัฐบาล และกล่าวขอบคุณสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่รัฐที่อำนวยความสะดวกกับผู้เข้าร่วมชุมนุม พร้อมประกาศให้แยกย้ายกันกลับบ้าน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงฟังได้แล้วว่าจำเลยเป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมคาร์ม็อบด้วย ตามความหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย

ศาลฎีการะบุว่า แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 44 รับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่มิได้หมายความว่าประชาชนจะสามารถใช้เสรีภาพของตนโดยปราศจากขอบเขตหรือไปละเมิดสิทธิของประชาชนผู้อื่นด้วย การที่จำเลยเป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมคาร์ม็อบให้บุคคลประมาณ 400 คนมาร่วม ในระหว่างที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า-2019 โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดซึ่งเป็นอันตรายกับผู้เข้าร่วมชุมนุมและผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้ อันมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินตามคำนิยามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้ว

การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 และ 18 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกา ได้แก่ เทพ อิงคสิทธิ์, ธนาคม ลิ้มภักดี และ ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร

หลังฟังคำพิพากษา เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้ตรวจสอบการชำระค่าปรับตามคำพิพากษา ซึ่งได้ชำระตั้งแต่วันฟังคำพิพากษาในศาลชั้นต้นแล้ว จึงให้ตำรวจนำกุญแจมือออก ก่อนให้เดินทางกลับได้

.

อภิสิทธิ์เปิดเผยภายหลังฟังคำพิพากษาชั้นฎีกา ซึ่งใช้เวลาต่อสู้มากว่า 4 ปีเศษ เขายังยืนยันว่าเขาไม่ใช่ผู้ร่วมจัดกิจกรรมคาร์ม็อบดังกล่าว เพียงแต่ช่วยแชร์ประชาสัมพันธ์กิจกรรม เนื้อหาที่ศาลวินิจฉัยค่อนข้างรับฟังจากมุมมองทางฝ่ายโจทก์เป็นหลัก และมีการนำเรื่องลงสมัครนายกฯ อบจ. มาประกอบ ซึ่งข้อเท็จจริงเขาก็ไม่ได้ลงกับพรรคก้าวไกล แต่ลงกับคณะก้าวหน้า ทั้งถ้าหากการช่วยลงประชาสัมพันธ์กิจกรรมเท่ากับเป็นผู้จัดกิจกรรมนั้นทั้งหมด คนก็อาจจะมีความผิดได้อีกเยอะมาก

อภิสิทธิ์ทบทวนว่าคดีของเขาก่อนหน้านี้ มีปัญหาหลายอย่าง อย่างการลงชื่อผู้พิพากษาไม่ครบ ต้องอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถึง 3 ครั้ง ทำให้ต้องเดินทางมาศาลหลายรอบ ถูกใส่กุญแจมือทุกครั้ง เขาระบุว่าในคำพิพากษาศาลชั้นต้นครั้งแรกสุด วินิจฉัยว่าเขาไม่มีความผิด โดยเห็นว่าไม่ถึงขนาดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ให้วินิจฉัยใหม่ ทำให้คดีใช้เวลาเนิ่นนานออกมา

อภิสิทธิ์ยืนยันว่า การเข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของใคร หรือของกลุ่มใด แต่เป็นการต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยในสังคม มันมีเหตุผลที่คนออกมาชุมนุมกัน ไม่ใช่แค่ว่ามันฝ่าฝืนกฎหมายในตอนนั้น แต่มันบริบททางสังคมที่เกิดการเรียกร้องขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจจะไม่ได้อยู่ในคำพิพากษาของศาล

เขาระบุว่า อยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่มีความละเอียดรอบคอบกว่านี้ การใช้กฎหมายที่มีความเป็นธรรมต่อประชาชน รวมทั้งต้องร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อสร้างกติกาทางการเมืองใหม่ทั้งหมด ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็คงต้องมีการต่อสู้กันต่อไปอีกระยะยาว

อภิสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า เขาให้กำลังใจคนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองอยู่ทุกคน ส่วนของเขาอาจเป็นแค่คดีเล็ก ๆ คดีหนึ่ง แต่ก็ต่อสู้ใช้เวลาหลายปี แต่หลายคนโดนคดีหนักกว่า และต้องติดคุก จึงอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังต่อสู้อยู่

ทั้งนี้ ในปี 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีคาร์ม็อบในจังหวัดต่าง ๆ ออกมาจำนวน 5 คดี โดยมีคดีศาลพิพากษายกฟ้อง ได้แก่ คดีคาร์ม็อบพิษณุโลก ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นหลักเรื่องภาระการพิสูจน์ของโจทก์ ที่ต้องทำให้เห็นว่าการเข้าร่วมหรือทำกิจกรรมของจำเลยที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคอย่างไร แต่เมื่อไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ รวมทั้งเมื่อการชุมนุมมีขึ้นในสถานที่เปิดโล่งบนท้องถนน ไม่มีลักษณะแออัด อีกทั้งผู้เข้าร่วมชุมนุมก็มีการสวมหน้ากากอนามัย จึงเห็นว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขความผิดตามประกาศที่ออกตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
.

ย้อนอ่านเรื่องราวของอภิสิทธิ์ และบันทึกการสืบพยานคดีนี้

“ถ้าไม่ทำวันนี้ ก็จะไม่มีวันข้างหน้า” คุยกับจำเลยคดีคาร์ม็อบกำแพงเพชร จากนักพัฒนาชุมชน ถึงคนทำงานการเมือง

ก่อนพิพากษาคดี “คาร์ม็อบกำแพงเพชร” : ไม่ใช่ผู้จัด-กิจกรรมไม่เสี่ยงแพร่โรค-การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สะท้อนปัญหาการใช่ กม. ของรัฐ

X