เดือนตุลาคม 2568 ไม่มีคดีเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 แต่พบว่ามีกรณีของเยาวชนและประชาชนร้อยเอ็ด รวม 4 ราย ถูกแจ้งข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุร่วมคาร์ม็อบขบวนสะเดิดตั้งแต่ปี 2564 โดยคดีนี้เคยมีการออกหมายเรียกตั้งแต่หลังเกิดเหตุแล้ว แต่เมื่อคดีเลื่อนออกมา ตำรวจจึงไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาอีก ต่อมาทราบว่าพนักงานสอบสวนมีความเห็นไม่ฟ้องคดี แต่เมื่อทำความเห็นส่งไปยังอัยการ กลับมีคำสั่งให้ฟ้องคดี จึงมีเรียกมาแจ้งข้อกล่าวหา
ส่วนสถานการณ์คำพิพากษาตลอดเดือนที่ผ่านมามีอย่างน้อย 9 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 2 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 7 คดี พบว่าคดีที่มีคำพิพากษายกฟ้อง ได้แก่ 3 คดีของ ‘แดง ชินจัง’ จากเหตุระเบิดในพื้นที่ใกล้ชุมนุมของ กปปส. ปี 2557, คดีชุมนุม #ม็อบ20มีนา64 ของวิน หมื่นมณี และพวกรวม 5 คน และคดีมาตรา 112 ของสามราษฎรใต้ จากเหตุโพสต์ภาพสถานที่ในพัทลุงพร้อมใส่ข้อความทางการเมือง
ส่วนอีก 4 คดี ที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษ ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของ “ใบปอ” จากเหตุทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามพระราชอัธยาศัย” ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา, คดีของทวีและธนาดล เหตุชุมนุม #ม็อบ3กันยา64 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนปรับ 13,333.33 บาท ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, คดีของภัทรกาญจน์ เหตุร่วมกิจกรรม “คาร์ม็อบโคราช” เมื่อปี 2564 ศาลฎีกาพิพากษายืนปรับ 10,000 บาท ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และสุดท้ายคดีของ ธนเดช และพวกรวม 8 คน กรณีชุมนุม #ม็อบ18กรกฎา64 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ปรับตามข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คนละ 34,000 บาท
นอกจากนั้น เดือนที่ผ่านมา พนักงานอัยการยังมีคำสั่งฟ้องอีกอย่างน้อย 2 คดี ได้แก่ คดีของ “สองนักข่าวและสายน้ำ” เหตุติดตามกรณีบังเอิญพ่นสีกำแพงวัดพระแก้ว ถูกสั่งฟ้องข้อหาตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ส่วนอีกคดีหนึ่งคือ พึ่งบุญ ซึ่งถูกสั่งฟ้องในข้อหาทำลายทรัพย์สินสาธารณะ จากการเขียนข้อความ “ประเทศทวย” ลงบนป้ายจราจรและตู้ไฟฟ้าในจังหวัดเชียงใหม่ช่วงปี 2563
อย่างไรก็ตาม พบว่าพนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ม.112 ของ เบนจา อะปัญ เหตุปราศรัยชุมนุม #ม็อบราษฎรไม่ไว้วางใจมึง เห็นว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
.
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 ต.ค. 2568 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,986 คน ในจำนวน 1,338 คดี เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในช่วงเดือนกันยายน 2568 แล้ว ไม่มีจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นจากเดิม
หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,064 ครั้ง
สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่
1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 284 คน ในจำนวน 317 คดี (จำนวนนี้อย่างน้อย 168 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ)
2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 156 คน ในจำนวน 56 คดี
3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 677 คดี
4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 199 คน ในจำนวน 109 คดี
5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 216 คน ในจำนวน 240 คดี
6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี
จากจำนวนคดี 1,338 คดีดังกล่าวมีจำนวน 761 คดี ที่สิ้นสุดไปแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว)
.
แนวโน้มการดำเนินคดีในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์สำคัญดังต่อไปนี้
เยาวชน-ประชาชนร้อยเอ็ด ถูกแจ้งข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุร่วมคาร์ม็อบขบวนสะเดิด หลังอัยการแย้งคำสั่งตำรวจไม่ฟ้องคดี แม้เหตุเกิดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
เยาวชน 3 ราย ได้แก่ กชกร, ธนันทร, ธันยบูรณ์ พร้อมด้วยประชาชนอีก 1 ราย ชื่อจิรายุ (สงวนนามสกุล) ทั้งสี่คนเข้ารับทราบข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และฝ่าฝืนประกาศจังหวัดร้อยเอ็ดที่ 37/2564 ที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ด จากกิจกรรมคาร์ม็อบ “ขบวนสะเดิด” ในจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2564
จากการติดตามคดีก่อนหน้านี้ หลังเกิดเหตุทั้งสี่คนเคยได้รับหมายเรียกแล้ว แต่หลังได้ขอเลื่อนคดีออกมา ก็ไม่ได้มีการเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาอีก ต่อมาทราบว่าพนักงานสอบสวนมีความเห็นไม่ฟ้องคดี แต่เมื่อทำความเห็นส่งไปยังอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดกลับได้มีคำสั่งให้ฟ้องคดี จึงได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มารับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้ง หลังเหตุการณ์ผ่านไปกว่า 4 ปี 3 เดือน
สำหรับเยาวชนสามราย ซึ่งขณะเกิดเหตุอายุ 16-17 ปี หลังจากถูกแจ้งข้อกล่าวหา ยังต้องเดินทางไปที่สถานพินิจฯ เพื่อดำเนินการสืบเสาะข้อเท็จจริง พร้อมมีนัดหมายให้มารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ต่อไปด้วย
.
.
พิพากษา ม.112 สองคดี : ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องสามราษฎรใต้ ส่วน “ใบปอ” ลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ได้ประกันสู้ชั้นอุทธรรณ์
ตลอดเดือนตุลาคม 2568 ศาลมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทั้งหมดอย่างน้อย 9 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 2 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 7 คดี พบว่ามีคดีของสามราษฎรใต้, 3 คดีของ ‘แดง ชินจัง’ และคดีชุมนุม #ม็อบ20มีนา64 ที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ส่วนอีก 7 คดีศาลพิพากษาลงโทษ โดยส่วนใหญ่เป็นโทษปรับในคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
สำหรับคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ที่ศาลมีคำตัดสินออกมาอีกอย่างน้อย 2 คดี แบ่งเป็นคดีศาลชั้นต้น 1 คดี และชั้นอุทธรณ์ 1 คดี ดังต่อไปนี้
คดีของ “ใบปอ” กรณีทำโพลสำรวจความคิดเห็นว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามพระราชอัธยาศัย” บริเวณสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตจนถึงสนามเป้า เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 คดีนี้ศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี ก่อนลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา โดยยังได้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์
ศาลเห็นว่าข้อความที่โพสต์เชิญชวนร่วมกิจกรรมของเพจทะลุวังบางส่วนมีลักษณะจาบจ้วง ล่วงเกินกษัตริย์ อาจทำให้ผู้ที่อ่านข้อความรู้สึกว่ากษัตริย์ที่สูงส่งประพฤติปฏิบัติตนไม่อยู่ในทศพิธราชธรรม เป็นการบิดเบือนความจริง สร้างความเสื่อมเสีย และลดทอนคุณค่าของสถาบันฯ อันเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ แม้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยเป็นแอดมินเพจดังกล่าว แต่จำเลยได้เข้าร่วมกิจกรรม เห็นว่ามีเจตนามีส่วนร่วมในการกระทำของกลุ่มทะลุวังด้วย

และคดีของ“สามราษฎรใต้” ได้แก่ “เตย” (สงวนชื่อสกุล), อลิสา บินดุส๊ะ และ ศุภกร ขุนชิต กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขับขี่รถไปถ่ายภาพสถานที่ต่าง ๆ ในตัวเมืองพัทลุง และนำภาพถ่ายไปใส่ข้อความทางการเมืองประกอบ ก่อนโพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊ก “พัทลุงปลดแอก” และ “ประชาธิปไตยในด้ามขวาน” จำนวนรวม 20 ภาพ เมื่อปี 2563 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนยกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยให้การปฏิเสธมาตลอด ย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบเพื่อพิสูจน์ให้ศาลแน่ใจว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดจริง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยร่วมกระทำตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย

.
ศาลยกฟ้อง ‘แดง ชินจัง’ ครบห้าคดีแล้ว ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำทันที ส่วนคดีชุมนุมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีทั้งยกฟ้องและลงโทษปรับ
สำหรับคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองที่มีคำพิพากษาออกมา 7 คดี มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
คดีของ “แดง ชินจัง” หรือยงยุทธ กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าปาระเบิดใกล้พื้นที่ชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ศาลอาญามีคำพิพากษาใน 3 คดีสุดท้าย โดยเป็นคดีจากเหตุเมื่อวันที่ 10 มี.ค., 11 พ.ค. และวันที่ 8 ก.พ. 2557 โดยพิพากษายกฟ้องทั้งหมด วินิจฉัยไปในทำนองเดียวกันว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่ไม่มีน้ำหนักรับฟังมากพอให้รับฟังได้ และคำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ได้มาจากความสมัครใจ
ทำให้คดีที่เขาถูกคุมขังอยู่ทั้งหมด 5 คดี ถูกพิพากษายกฟ้องทั้งหมดแล้ว ยงยุทธจึงได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงค่ำของวันที่ 28 ต.ค. 2568 หลังถูกขังระหว่างพิจารณายาวนานถึง 415 วัน หรือประมาณ 1 ปี 1 เดือนเศษ โดยไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัว
เรื่องที่เกี่ยวข้อง ต้องถูกขังจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีความผิด: “แดง ชินจัง” ผู้ถูกคุมขังนาน 415 วัน และคำร้องขอประกันตัวที่ถูกปฏิเสธถึง 49 ฉบับ
ด้านคดีของ ทวี เที่ยงวิเศษ และ “อาทิตย์” ธนาดล จันทราช กรณีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมจับกุมรถขนเครื่องขยายเสียง บริเวณถนนด้านหน้าโรงพยาบาลพญาไท 2 หลังการชุมนุม #ม็อบ3กันยา64 ที่แยกราชประสงค์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนปรับ 13,333.33 บาท เนื่องจากเห็นว่าทั้งสองเข้าร่วมชุมนุม อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ว่าผู้จัดหรือผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันเกิดเหตุจะมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดหรือไม่ และไม่ว่าจะมีผู้ติดเชื้อจากการเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม
เช่นเดียวกับคดีของ ภัทรกาญจน์ ทองแดง กรณีร่วมกิจกรรม “คาร์ม็อบโคราช” เมื่อปี 2564 เพื่อวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ศาลฎีกาพิพากษายืนปรับ 10,000 บาท ตามข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ทำให้คดีนี้สิ้นสุดลงหลังจากต่อสู้คดีมายาวนานถึง 4 ปี
คดีของ “ม่อน อาชีวะ” หรือ ธนเดช ศรีสงคราม และพวกรวม 8 คน กรณีเข้าร่วมชุมนุม #ทวงคืนประเทศไทยขับไล่ปรสิต หรือ #ม็อบ18กรกฎา2564 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนปรับตามข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ คนละ 34,000 บาท รวมแล้วจำเลยทั้ง 8 คนต้องชำระค่าปรับเป็นเงิน 272,000 บาท ซึ่งได้ชำระไว้ตั้งแต่หลังฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว
มีเพียงคดีของ วิน หมื่นมณี และพวกรวม 5 คน ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน, ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน, มั่วสุมใช้กำลังประทุษร้ายฯ – ไม่เลิกมั่วสุมฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากกรณี #ม็อบ20มีนา64 และถูกจับกุมบริเวณแยกคอกวัว ที่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยบางส่วนเข้าร่วมการชุมนุมหรือไม่ ส่วนผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมก็เห็นว่ายังเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แม้จะมีการปะทะกันของตำรวจกับผู้ชุมนุมบางกลุ่ม แต่จะถือว่าการชุมนุมของผู้ชุมนุมอื่นเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบไม่ได้ ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าการชุมนุมทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคโควิดอย่างไร
นับได้ว่าแนวทางการวินิจฉัยเรื่องความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในเรื่องโควิด ยังเป็นไปอย่างไม่มีมาตรฐาน บางศาลเห็นว่าเพียงเข้าร่วมการชุมนุมก็ถือว่ามีความผิดทันที โดยไม่ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบอื่น ๆ แต่บางคดีก็วินิจฉัยในรายละเอียดเรื่องความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละการชุมนุม
.
สั่งฟ้องคดี “สองนักข่าว-สายน้ำ” เหตุติดตามกรณีศิลปินพ่นสีกำแพงวัดพระแก้ว ด้าน “พึ่งบุญ” ถูกสั่งฟ้องในคดีเขียนข้อความ ‘ประเทศทวย’ บนป้ายจราจรแล้ว
เดือนที่ผ่านมา พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีทางการเมืองอย่างน้อย 2 คดี ในคดีแรก ได้แก่ คดีของสองสื่อมวลชน ณัฐพล เมฆโสภณ นักข่าวประชาไท และ ณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ ช่างภาพอิสระ พร้อมด้วย “สายน้ำ” นักกิจกรรมอีกหนึ่งราย ในความผิดฐาน “ร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถาน” ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ จากกรณีลงพื้นที่รายงานและติดตามสถานการณ์การแสดงออกพ่นสีกำแพงวัดพระแก้ว ของ “บังเอิญ” เป็นสัญลักษณ์เลข 112 และมีเส้นขีดทับ รวมถึงเครื่องหมายสัญลักษณ์ “อนาคิสต์” เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2566
แม้เป้และยาเคยยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมขอให้สั่งไม่ฟ้องคดี เนื่องจากในวันเกิดเหตุทั้งสองไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้สื่อข่าว จึงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็น ตามที่รัฐธรรมนูญและกติกาสากลระหว่างประเทศให้การรับรองเอาไว้ อย่างไรก็ตามคดีนี้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 โดยเห็นว่าการกระทำของทั้งสามส่งผลให้กำแพงวังซึ่งเป็นโบราณสถานได้รับความเสียหาย เสื่อมค่า ไร้ประโยชน์ โดยศาลมีนัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 8 ธ.ค. 2568 เวลา 13.30 น.

ส่วนอีกคดีหนึ่ง คือคดีของ พึ่งบุญ ใจเย็น ศิลปินช่างสักในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถูกสั่งฟ้องในข้อกล่าวหาทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 จากการเขียนข้อความ “ประเทศทวย” ลงบนป้ายจราจรและตู้ไฟฟ้า บริเวณถนนห้วยแก้วช่วงปี 2563 โดยพนักงานอัยการสั่งฟ้องในนัดรายงานตัวครั้งแรกทันที แม้ผู้ต้องหาจะยื่นขอเลื่อนฟ้องและยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม แต่อัยการไม่อนุญาต
ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา พึ่งบุญถูกจับกุมในวันที่ 29 ก.ย. 2568 ที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ขณะกำลังเตรียมเดินทางไปเข้าร่วมโครงการศิลปินในพำนักที่ประเทศไต้หวัน โดยหมายจับที่ตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ไปร้องขอศาลออกไว้ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2564 แต่ไม่เคยจับกุมมาก่อนหน้านี้ แม้เขาจะเดินทางไปพบตำรวจในคดีอื่น ๆ เรื่อยมา โดยคดีนี้เป็นคดีที่สองที่เขาถูกกล่าวหาในเรื่องนี้ แต่เป็นคนละพื้นที่สถานีตำรวจกับคดีแรก

.
อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ม.112 “เบนจา อะปัญ” เหตุปราศรัยชุมนุม #ม็อบราษฎรไม่ไว้วางใจมึง เห็นว่าเป็นการวิจารณ์รัฐบาล
ในเดือนที่ผ่านมา ยังพบว่าพนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ เบนจา อะปัญ ในข้อหาตามมาตรา 112 และมาตรา 116 จากเหตุปราศรัยที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 ใน #ม็อบราษฎรไม่ไว้วางใจมึง
หนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ได้ระบุคำวินิจฉัยในข้อหามาตรา 112 ระบุโดยสรุปว่า ‘คำปราศรัยเป็นการแสดงความรู้สึกผิดหวังเกี่ยวกับสถานการณ์ประเทศและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งเป็นการตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นที่ไม่พอใจเกี่ยวกับที่มาและการบริหารประเทศของรัฐบาล ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์’
.
สุชาติ สวัสดิ์ศรี ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครอง คดีถูกเพิกถอนศิลปินแห่งชาติ ยืนยันมติคณะกรรมการฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สุชาติ สวัสดิ์ศรี เจ้าของนามปากกา “สิงห์สนามหลวง” บรรณาธิการและผู้เพิกถอนความเป็นศิลปินแห่งชาติ ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2568 ในคดีที่ยื่นฟ้อง คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และ กระทรวงวัฒนธรรม กรณีได้ประชุมลับลงมติยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติการเป็นศิลปินแห่งชาติของสุชาติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม หลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีของผู้ฟ้องไป
สำหรับอุทธรณ์คำพิพากษาโดยสรุปโต้แย้งคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นใน 6 ประเด็นหลัก คือ 1.โพสต์ข้อความที่คณะกรรมการฯ นำมาใช้พิจารณาเพิกถอนศิลปินแห่งชาติ ล้วนเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็น ไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลไม่ได้นำคำอธิบายของผู้ฟ้องและคำให้การของพยานนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณาประกอบ, 2. การตีความของศาลปกครองชั้นต้น ทำให้ศิลปินแห่งชาติมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นด้อยกว่าประชาชนทั่วไป, 3. คณะกรรมการฯ ประชุมลับ โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทำให้คำสั่งถอดถอนไม่ชอบด้วยกฎหมาย, 4. ก่อนออกคำสั่งทางปกครอง คณะกรรมการฯ มิได้เปิดโอกาสให้คู่กรณีได้ทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงหลักฐาน,
5. หนังสือแจ้งมติของคณะกรรมการฯ ไม่แสดงเหตุผลในการออกคำสั่งให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และประเด็นสุดท้าย ยืนยันว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสื่อมเสียชื่อเสียง



