ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ลงโทษปรับคนละ 34,000 บาท คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 8 ประชาชน ร่วมชุมนุม #ม็อบ18กรกฎา2564

22 ต.ค. 2568 เวลา 10.00 น. ศาลแขวงดุสิตนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของประชาชน 8 ราย นำโดย “ม่อน อาชีวะ” หรือ ธนเดช ศรีสงคราม แกนนำกลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม #ทวงคืนประเทศไทยขับไล่ปรสิต หรือ #ม็อบ18กรกฎา2564 เพื่อยืนยัน 3 ข้อเรียกร้อง ประกอบไปด้วย ประยุทธ์ต้องลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข, ปรับลดงบสถาบัน-กองทัพ, และเรียกร้องขอวัคซีน mRNA ในวันที่ 18 ก.ค. 2564 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยพยายามเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล

ในคดีนี้ การจับกุมเกิดขึ้นภายหลังการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามตัวธนเดช ซึ่งมีหมายจับอีกคดีหนึ่งไปที่ สน.บางเขน โดยมี ประชาชนอีก 11 ราย (เป็นเยาวชน 4 ราย) ร่วมเดินทางมาที่ สน.ด้วย แต่เมื่อไปถึง ตำรวจกลับควบคุมตัวทั้งหมดไว้ อ้างว่าพบภาพทั้ง 11 รายเข้าร่วมการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยในครั้งแรกตำรวจแจ้งว่า จะทำประวัติแล้วปล่อยกลับบ้าน แต่ต่อมากลับมีการทำบันทึกการจับกุมและให้ทั้งหมดลงชื่อโดยไม่ได้ให้อ่านข้อความให้ฟัง พร้อมทั้งควบคุมตัวทั้งหมดไปที่ บก.ตชด. ภาค 1 จ.ปทุมธานี ซึ่งไม่ใช่ท้องที่เกิดเหตุ ก่อนตำรวจ สน.สำราญราษฏร์ จะติดตามไปแจ้งข้อกล่าวหาต่อทั้งหมด และยังขอฝากขังต่อศาลในวันถัดมา โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวออกมา

ต่อมาในส่วนคดีของผู้ที่อายุเกิน 18 ปี รวม 8 ราย พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้เป็นผู้สั่งฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะ และร่วมกันกระทำในลักษณะที่กีดขวางทางจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรฯ ต่อศาลแขวงดุสิต 

คดีนัดสืบพยานไปตั้งแต่วันที่ 3 – 4 พ.ย. 2565 โดยในการสืบพยาน ก่อนเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2566 ศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้ง 8 ราย มีความผิดตามฟ้อง โดยเห็นว่าถึงแม้ที่เกิดเหตุบริเวณถนนราชดําเนินรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเส้นทางเคลื่อนขบวนของผู้ชุมนุม จะเป็นพื้นที่เปิดโล่งและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก แต่ลักษณะของการชุมนุมรมีผู้เข้าร่วมจํานวนมาก ไม่จํากัดจํานวน ไม่มีการคัดกรองผู้เข้าร่วม ไม่มีการติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ การสวมหน้ากากอนามัยขึ้นอยู่กับผู้ชุมนุมเอง พนักงานเทศกิจยังเบิกความว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมมีทั้งที่สวมและไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลที่เพียงพอ 

ศาลเห็นว่าถึงแม้ไม่ปรากฏพยานหลักฐานโจทก์ว่า จําเลยทั้งแปดเข้าร่วมชุมนุมโดยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงหรือมีส่วนร่วมกับเหตุ ปะทะกับเจ้าหน้าที่ แต่พยานหลักฐานโจทก์เพียงพอรับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุ จําเลยทั้งแปด เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง โดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามที่ทางราชการกำหนด จึงเป็นการร่วมการชุมนุมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค 

ส่วนที่จำเลยรายหนึ่งอ้างว่าเป็นผู้ขับรถรับส่งจำเลยรายอื่น โดยไม่ได้เข้าร่วมชุมนุม ศาลเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนให้น่าเชื่อถือ ส่วนที่จำเลยอีกรายอ้างว่าเข้าร่วมชุมนุมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องวัคซีนโควิดโดยการจัดกิจกรรมในลักษณะคาร์ม็อบ ศาลเห็นว่ากิจกรรมมีการเดินขบวนและทำกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย ผู้ชุมนุมหาได้อยู่แต่เพียงในรถยนต์ไม่

ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งแปดกระทำผิดตามฟ้อง ลงโทษในฐานความผิดร่วมกันชุมนุมที่มีความเสี่ยงต่อโรค ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปรับคนละ 30,000 บาท ในฐานกีดขวางจราจรและกีดขวางทางสาธารณะ ลงโทษบทหนักสุด คือตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 385 ปรับคนละ 4,000 บาท รวมเป็นโทษปรับคนละ 34,000 บาท  ต่อมาฝ่ายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา

.

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ปรับจำเลยทั้ง 8 คนละ 34,000 บาท

ก่อนหน้านี้ศาลนัดฟังคำพิพากษาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2568 แต่จำเลยสองคนไม่มาศาล โดยรายหนึ่งอยู่ต่างประเทศ ส่วนอีกรายมีภารกิจส่วนตัวกับครอบครัวในวันดังกล่าว ทำให้ศาลเลื่อนฟังคำพิพากษาออกมา ก่อนในวันนี้ จำเลยที่อยู่ต่างประเทศก็ยังไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ ทำให้ศาลออกหมายจับ และแจ้งผลคำพิพากษาให้จำเลยอีก 7 คน ฟัง โดยแจ้งเพียงผลคำพิพากษา ไม่ได้อ่านรายละเอียดและเนื้อหา

ในคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าจำเลยทั้ง 8 ราย มีความผิดหลายกรรม และเห็นควรลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป รวมเป็นโทษปรับคนละ 34,000 บาท เช่นเดิม รวมแล้วจำเลยทั้ง 8 คนต้องชำระค่าปรับเป็นเงิน 272,000 บาท ซึ่งได้ชำระไว้ตั้งแต่หลังฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว

ทั้งนี้ อัตราโทษปรับสูงสุดในข้อหาฝ่าฝืนมาตรา 9 ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กำหนดไว้ที่ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 385 เรื่องการกีดขวางทางสาธารณะ กำหนดโทษปรับไว้ไม่เกิน 5,000 บาท นับได้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับเกือบเต็มโทษที่ตัวบทบัญญัติไว้

.

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตลอดช่วงที่บังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.​ 2563 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2565 มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 677 คดี

สำหรับ คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ต่อสู้คดี พบว่าส่วนใหญ่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง คืออย่างน้อย 110 คดี ส่วนคดีที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิด พบอย่างน้อย 79 คดี โดยเป็นกรณีที่ลงโทษปรับเพียงอย่างเดียวเช่นเดียวกับคดีนี้ มีจำนวน 44 คดี

ที่ผ่านมา พนักงานอัยการในคดีต่าง ๆ ยังคงทยอยนัดหมายสั่งฟ้องคดีจากการชุมนุมในช่วงปี 2563-65 อย่างต่อเนื่อง คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็ยังคงถูกทยอยสั่งฟ้องต่อศาลเป็นระยะในปี 2568 ซึ่งเป็นการกระทำที่สวนทางกับความเคลื่อนไหวจากทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชน ภาคประชาชน และจากฝั่งการเมืองที่มีความพยายามจะนิรโทษกรรมทางการเมืองให้กับผู้ที่เคยออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งความผิดจากการฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็เป็นหนึ่งในความผิดที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ไม่ว่าจะเป็นในร่างฉบับใดก็ตาม

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินคุมโควิดไปแล้ว 3 ปี แต่คดีชุมนุมกว่า 365 คดี ยังดำเนินอยู่

X