ศาลอาญาพิพากษา ‘ใบปอ’ จำคุก 2 ปี คดี ม.112 กรณีเข้าร่วมทำโพลสำรวจเรื่องการใช้อำนาจตามพระราชอัธยาศัยของกษัตริย์ ก่อนได้ประกันชั้นอุทธรณ์

วันนี้ (28 ต.ค. 2568) เวลา 09.00 น. ศาลอาญา รัชดาฯ นัดฟังคำพิพากษาคดีของ ‘ใบปอ’ นักกิจกรรมและนักศึกษา ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีร่วมทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน โดยตั้งคำถามว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามพระราชอัธยาศัย” ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตจนถึงสนามเป้า เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 

.

คดีนี้มี พ.ต.ท.นาถนริศ รัตนบุรี ตำรวจฝ่ายสืบสวน เป็นผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดีไว้ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 ภายหลังลงพื้นที่เกิดเหตุ และพบการทำกิจกรรมสำรวจความคิดเห็นของใบปอกับพวก ซึ่งพยานเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ อันทำให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันฯ หลังจากนั้น ในวันที่ 28 เม.ย. 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้าจับกุมใบปอถึงห้องพัก ก่อนศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวโดยมีเงื่อนไขติดกำไล EM

ต่อมา เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2565 พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ใบปอ, เมนู และบุ้ง กล่าวหาว่าทั้งสามได้โพสต์เฟซบุ๊กผ่านบัญชีทะลุวัง ประกาศจัดกิจกรรมทำโพลสํารวจความคิดเห็นในหัวข้อ “คุณเห็นด้วยหรือไม่ ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อํานาจได้ตามอัธยาศัย” เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 16.00 น. เริ่มต้นที่ BTS หมอชิต พร้อมทํากิจกรรมตามที่ได้โพสต์เชิญชวน อีกทั้งยังได้แถลงข่าว และนําป้ายผลโพลไปยืนชูใต้พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 

สำหรับการสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีนี้ใช้เวลายาวเกือบหนึ่งปี โดยข้อต่อสู้ของจำเลยจะมุ่งเน้นไปที่การปฏิเสธข้อกล่าวหาตามคำฟ้อง พร้อมยืนยันว่าการเข้าร่วมกิจกรรมมีเป้าหมายเพื่อการศึกษาวิจัยและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล อีกทั้งพยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายก็เบิกความว่า การกระทำของจำเลยยังไม่เข้าข่ายเป็นความผิด

.

ณ ห้องพิจารณาคดี 802 วันนี้ ‘ใบปอ’ พร้อมด้วยครอบครัวได้เดินทางมาถึงก่อนเวลานัดหมาย 09.00 น. ทั้งนี้ จากตารางนัดหมายหน้าห้อง สังเกตเห็นว่ามีนัดหมายของคดีอื่น ๆ ด้วย โดยคดีของใบปอจะอยู่ในลำดับที่สาม จากการพูดคุยกับใบปอเบื้องต้น ทราบว่า ใบปอยังคงติดพันคดีอื่นอีกนอกเหนือจากคดีนี้ นั่นก็คือ คดีทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” ที่บริเวณลานหน้าห้างสยามพารากอน แต่คดีดังกล่าวยังสืบพยานไม่เสร็จ ส่วนคดีในวันนี้นับว่าเป็นคดีสุดท้ายของปีนี้แล้วที่จะมีคำพิพากษาออกมา  โดยใบปอกล่าวว่าตนมีความรู้สึกปลงมากกว่าหลังจากที่สอบถามถึงความกังวลเรื่องผลของคำพิพากษาไป 

ต่อมา เวลา 09.02 น. ธงชัย วินิจจะกูล และประชาชนทั่วไป ต่างทยอยเดินทางเข้ามาในห้องพิจารณาเพื่อร่วมรับฟังคำพิพากษาในวันนี้จนเต็มห้อง นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากสถานทูตเนอเธอร์แลนด์มาร่วมสังเกตการณ์คดีด้วย

เวลา 09.23 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ เริ่มต้นพิจารณาคดีอื่นก่อนครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ คำพิพากษาโดยสรุปมีใจความสำคัญดังต่อไปนี้ 

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรก ข้อความทั้งสองส่วนตามฟ้องเป็นข้อความที่ดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดตาม มาตรา 112 หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏจากการนำสืบว่าบุคคลที่ใช้ชื่อ “ทะลุวัง” เป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องโจทก์สองครั้ง โดยข้อความในส่วนของวันที่ 17 เม.ย. 2565 ช่วงแรกที่ระบุว่า “เมื่อรัฐบาลใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือมอบอำนาจให้สถาบันกษัตริย์ อำนาจอธิปไตยจึงไม่ใช่ของประชาชนอย่างแท้จริง…” มีลักษณะพาดพิงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลขณะนั้นเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งยังไม่ถึงขั้นที่ก้าวล่วงในส่วนสถาบันพระมหากษัตริย์ 

แต่ส่วนข้อความต่อมาที่ว่า “เมื่อกษัตริย์ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน…” กับข้อความที่มีการโพสต์เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 นั้น เป็นข้อความที่มีความหมายทำนองว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจในทางมิชอบ โดยใช้กฎหมายปิดปากประชาชน และประเทศไทยไม่เคยมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งขัดแย้งกับความจริงที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ

การโพสต์ข้อความดังกล่าวมีเจตนาเพื่อให้ผู้ที่อ่านเข้าใจว่าประเทศไทยมีการปกครองโดยระบอบโจราธิปไตย และมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงโดยรัฐบาลและชนชั้นปกครองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว โดยใช้รัฐธรรมนูญบังหน้า ซึ่งรัฐบาลนี้ปล้นอำนาจจากประชาชนแล้วส่งมอบให้สถาบันฯ สามารถใช้ได้ตามอัธยาศัย ซึ่งการโพสต์ข้อความส่วนใหญ่ก่อให้เกิดทัศนคติเป็นไปในเชิงลบ 

แม้ข้อความที่ปรากฏจะมีบางส่วนที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล หากแต่มีข้อความบางส่วนที่ไม่เหมาะสมอันมีลักษณะจาบจ้วง ล่วงเกินพระมหากษัตริย์ อันอาจทำให้ผู้ที่อ่านข้อความรู้สึกว่าพระมหากษัตริย์ที่สูงส่งประพฤติปฏิบัติตนไม่อยู่ในทศพิธราชธรรมซึ่งเป็นหลักการประจำพระองค์ ดังนั้นการโพสต์ข้อความดังกล่าวจึงเป็นการบิดเบือนความจริง สร้างความเสื่อมเสีย และลดทอนคุณค่าของสถาบันฯ อันเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวหรือไม่ โจทก์ไม่มีพยานที่เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า ‘ทะลุวัง’ หรือ เป็นแอดมินเพจ หรือ จำเลยที่ 1 เป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้อง 

อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏการนำสืบของโจทก์ว่า วันที่ 18 เม.ย. 2565 จำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการร่วมกิจกรรมทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในขณะที่โพสต์เฟซบุ๊กของเพจทะลุวังได้ทำการโพสต์ข้อความไว้นั้น โดยโจทก์มีพยานซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ไปเฝ้าสังเกตการณ์ในที่เกิดเหตุต่างเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เข้าร่วมกิจกรรมทำโพล ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต, สถานีห้าแยกลาดพร้าว และสถานีสนามเป้า 

พยานโจทก์ดังกล่าวได้เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 กับพวกทำกิจกรรมนั้นไม่มีการพูดปราศรัย เพียงแต่ให้ประชาชนที่ผ่านไปมาร่วมแสดงความคิดเห็นและติดสติกเกอร์ จึงเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 รับว่า จำเลยที่ 1 ไปอยู่ในที่เกิดเหตุและร่วมกิจกรรมทำโพล ซึ่งการจัดกิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจากการโพสต์ข้อความผ่านช่องทางเฟซบุ๊กเพจทะลุวัง อันมีข้อความโดยรวมดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ 

การจัดกิจกรรมดังกล่าวจึงเป็นผลสืบเนื่องจากการที่กลุ่มทะลุวังโพสต์ข้อความไว้ว่า “ที่นี่หาใช่ประชาธิปไตยตามที่เขาหลอก หากแต่คือโจราธิปไตยอันมีพระมหากษัติรย์ทรงเป็นประมุข…” จึงถือว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนามีส่วนร่วมในการกระทำของกลุ่มทะลุวังด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์แล้ว

ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอิสระ พยานโจทก์ตอบที่ทนายจำเลยถามค้านว่า บุคคลที่กล่าวข้อความไม่ใช่จำเลยที่ 1 อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็นำสืบต่อสู้ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้พูดข้อความดังกล่าว ซึ่งการที่บุคคลใดควรจะต้องรับผิดในส่วนของคำพูด ก็ควรจะมีการรับผิดในส่วนที่ตนเป็นผู้พูด อันเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลนั้น ๆ พยานจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้พูดข้อความดังกล่าว

แต่พยานที่นำสืบแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมทำกิจกรรมด้วย จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลว่าการเข้าร่วมกิจกรรมตามที่มีข้อความเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ เป็นการเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มที่ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่าทะลุวัง ย่อมทราบดีว่ากิจกรรมดังกล่าวมีเจตนาดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ดังนั้นที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้มาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกันกับกลุ่มทะลุวังตามฟ้อง 

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 3 ปี ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อายุยังน้อย ยังเป็นนักศึกษา และจำเลยทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม เป็นอาสาสมัครกาชาดสอนการบ้านนักเรียนคนตาบอด บริจาคดวงตาและอวัยวะให้สภากาชาดไทย มีเหตุบรรเทาโทษ 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุก 2 ปี 

ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จ ใบปอก็เข้าสวมกอดครอบครัว อีกทั้งประชาชนทั่วไปที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาต่างก็ทยอยมาพูดคุยและเข้าสวมกอดใบปอเพื่อให้กำลังใจ ก่อนที่ใบปอจะถูกตำรวจศาลที่ยืนรออยู่ในห้องนำตัวลงไปที่บริเวณใต้ถุนศาลเพื่อรอฟังผลการประกันตัวระหว่างชั้นอุทธรณ์ต่อไป 

ต่อมา เวลาประมาณ 15.20 น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวใบปอระหว่างอุทธรณ์ โดยให้วางหลักประกัน 100,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์

คดีนี้นับว่าเป็นคดี ม.112 คดีที่สามของใบปอแล้วที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก ไม่รอลงอาญา โดยคดีแรก มาจากกรณีถูกกล่าวหาว่าแชร์โพสต์ของเพจทะลุวัง เรื่อง ‘งบสถาบันกษัตริย์’ เมื่อวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 ซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกใบปอ 4 ปี  ส่วนคดีที่สอง จากกรณีร่วมอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ระหว่างเดินขบวนไปงานประชุม APEC2022 ที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 คดีนี้ศาลก็ได้พิพากษาลงโทษจำคุกเช่นเดียวกัน เป็นเวลา 2 ปี ก่อนใบปอจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในทั้งสองคดี  หากรวมโทษจำคุกในทั้งสามคดี เป็นโทษจำคุก 8 ปี

ย้อนอ่านบันทึกสืบพยานคดีนี้ 

บันทึกสืบพยานคดี ม.112 ของ ‘ใบปอ’ กรณีทำโพลสำรวจความเห็นเรื่องการใช้อำนาจตามพระราชอัธยาศัย เมื่อปี 2565

อ่านฐานข้อมูลคดีนี้ : คดี 112 “ใบปอ-บุ้ง-เมนู” เหตุทำโพลเรื่องการใช้อำนาจของกษัตริย์

X