ในวันที่ 28 ต.ค. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีของ “ใบปอ” ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีร่วมทำโพลตั้งคำถามว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามพระราชอัธยาศัย” ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตจนถึงสนามเป้า เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565
คดีนี้มี พ.ต.ท.นาถนริศ รัตนบุรี ตำรวจฝ่ายสืบสวน เป็นผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดีไว้ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 ภายหลังลงพื้นที่เกิดเหตุ และพบการทำกิจกรรมสำรวจความคิดเห็นของใบปอกับพวก ซึ่งพยานเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ อันทำให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันฯ หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้าจับกุมใบปอถึงห้องพัก ก่อนศาลจะอนุญาตให้ประกันตัวโดยมีเงื่อนไขติดกำไล EM
คดีนี้นับว่าเป็นคดี ม.112 คดีที่สามของใบปอแล้วที่จะมีคำพิพากษาออกมา โดยคดีแรกมาจากกรณีถูกกล่าวหาว่าแชร์โพสต์ของเพจทะลุวัง เรื่อง ‘งบสถาบันกษัตริย์’ เมื่อวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 ซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกใบปอ 4 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนคดีที่สอง จากกรณีร่วมอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ระหว่างเดินขบวนไปงานประชุม APEC2022 ที่บริเวณสี่แยกอโศกมนตรี เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 คดีนี้ศาลก็ได้พิพากษาลงโทษจำคุกเช่นเดียวกัน เป็นเวลา 2 ปี ก่อนใบปอจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคดี
.
ย้อนเหตุการณ์ขณะ “ใบปอ” ถูกตำรวจเข้าจับกุมถึงห้องพัก และถูกฝากขังผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ก่อนศาลให้ประกันตัวโดยให้ติดกำไล EM
ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2565 “ใบปอ” ขณะนั้นเป็นสมาชิกกลุ่มทะลุวัง ได้ถูกชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปยังห้องพัก โดยใบปอและนักกิจกรรมที่อยู่ในห้องไม่ยอมเปิดประตูให้ตำรวจเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งตำรวจก็ได้พยายามกดดันให้พวกเธอเปิดประตู
หลังทนายความเดินทางไปถึงห้องพักดังกล่าวแล้วก็ได้ขอดูหมายจากตำรวจ จึงทราบว่า ตำรวจมีหมายค้นที่ออกโดยศาลอาญาตลิ่งชัน เพื่อพบบุคคลที่ถูกออกหมายจับ โดยมีหมายจับนักกิจกรรม 3 ราย ได้แก่ ใบปอ, “บุ้ง” เนติพร และ “เมนู” สุพิชฌาย์ ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งตำรวจ สน.บางซื่อ เป็นผู้ขอออกหมาย
ตำรวจชุดจับกุมได้อ่านหมายจับ หลังจากนั้นจะนำตัวทั้งสามคนไปสอบปากคำที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) อย่างไรก็ดีก่อนออกเดินทางเมนูและใบปอได้ถูกนำตัวขึ้นรถยนต์คันหนึ่ง ขณะเนติพรถูกแยกไปอีกคัน ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งว่า จะเปลี่ยนไปทำบันทึกจับกุมและสอบปากคำที่ สน.บางซื่อ แทน ซึ่งระหว่างทางเมนูและใบปอก็ได้เปิดกระจกรถและชูสามนิ้วไปตลอดทาง พร้อมตะโกนว่า “ตำรวจจับประชาชน”
ต่อมาตำรวจชุดจับกุมได้ทยอยทำบันทึกจับกุม โดยการจับกุมดังกล่าวเกิดจากเหตุทำโพลถามความเห็นประชาชนว่า “เห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามพระราชอัธยาศัย” เมื่อ ช่วงเย็นของวันที่ 18 เม.ย. 2565 ที่บริเวณทางเท้าระหว่างสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตกับรถไฟฟ้าใต้ดินจตุจักร
พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา ใบปอ, เนติพร และเมนู 1 ข้อหา คือ “ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์” ตามมาตรา 112 ทั้งสามก็ได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
หลังจากสอบคำให้การทั้งสามได้ถูกคุมขังที่ สน.บางซื่อ เป็นเวลา 1 คืน ต่อมาในวันที่ 29 เม.ย. 2565 พนักงานสอบสวนจึงได้ยื่นคำร้องขออำนาจศาลอาญาฝากขังผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ พร้อมคัดค้านการประกันตัวโดยระบุว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หากปล่อยตัวชั่วคราวไปอาจไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หรือกระทำความผิดในลักษณะซ้ำเดิมอีกได้ ด้านทนายความได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขังดังกล่าว รวมทั้งคัดค้านการไต่สวนผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ด้วย
ต่อมา ในราวเที่ยงวัน ศาลได้ทำการคอนเฟอเรนซ์มาที่ สน.บางซื่อ เพื่อสอบถาม ใบปอ, เนติพร และเมนู ว่าจะคัดค้านการฝากขังหรือไม่ โดยไม่ได้แจ้งให้ทนายความซึ่งรอฟังคำสั่งอยู่ที่ศาลอาญาทราบก่อน อย่างไรก็ดีทั้งสามคนได้คัดค้านการฝากขัง แต่ศาลบอกให้ยอมรับโดยระบุว่าจะให้ประกันตัว ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน
ทั้งนี้ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว พร้อมกำหนดเงื่อนไข ห้ามกระทําการในทํานองเดียวกับที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ หรือ เข้าร่วมกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรือ เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์, ให้ติด EM, ห้ามออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 16.00 น. ถึง 06.00 น. ของวันใหม่ และให้มารายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
.
อัยการยื่นฟ้องเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการใส่ร้ายกษัตริย์ และขณะสอบคำให้การคดีนี้ใบปอซึ่งอยู่ในเรือนจำมีอาการเจ็บป่วยจนไม่สามารถเดินทางมาศาลได้
เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2565 พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ใบปอ, เมนู และบุ้ง โดยกล่าวหาว่าทั้งสามได้โพสต์เฟซบุ๊กผ่านบัญชีทะลุวัง ประกาศจัดกิจกรรมทำโพลสํารวจความคิดเห็นในหัวข้อ “คุณเห็นด้วยหรือไม่ ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อํานาจได้ตามอัธยาศัย” เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 16.00 น. เริ่มต้นที่ BTS หมอชิต พร้อมทํากิจกรรมตามที่ได้โพสต์เชิญชวน อีกทั้งยังได้แถลงข่าว และนําป้ายผลโพลไปยืนชูใต้พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10
นอกจากนี้พนักงานอัยการยังกล่าวหาอีกว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นไปเพื่อให้บุคคลที่พบเห็นเข้าใจว่า รัชกาลที่ 10 ทรงใช้อํานาจตามความพอใจหรือตามอัธยาศัย โดยไม่เหมาะสม ไม่ได้เป็นไปตามทํานองคลองธรรม และละเมิดต่อหลักการประชาธิปไตย อันเป็นการใส่ร้าย จาบจ้วง ล่วงเกิน โดยจําเลยทั้งสามกับพวกมีเจตนาอาฆาตมาดร้ายและทําลายสถาบันพระมหากษัตริย์
.
ศาลสั่งถอนประกัน “ใบปอ” หลังเข้าร่วมชุมนุมในช่วงประชุม APEC2022 เห็นว่าผิดเงื่อนไขประกันตัว
ในระหว่างที่ยังไม่เริ่มต้นสืบพยาน เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2565 ศาลอาญาได้นัดไต่สวนคำร้องขอถอนประกันใบปอในคดีนี้ โดยที่ในตอนแรกยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ร้อง และกล่าวหาจากสาเหตุใด ก่อนศาลได้ชี้แจงว่า การไต่สวนเกิดจากเจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อศาล ว่า “ใบปอ” มีพฤติการณ์ผิดเงื่อนไขสัญญาประกัน จากภาพข่าวสารของจำเลยที่เข้าร่วมการชุมนุมในช่วงการประชุม APEC2022 ต่อมา ศาลได้อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนออกไป เนื่องจากฝ่ายจำเลยเพิ่งทราบถึงเอกสารหลักฐานที่มีการร้องมา
จน ในวันที่ 19 ธ.ค. 2565 พนักงานอัยการได้แถลงต่อศาลถึงสาเหตุการร้องขอถอนประกันว่า มาจากกรณีที่ใบปอได้เคลื่อนไหวและเข้าร่วมการชุมนุม ในระหว่างการประชุม APEC 2022 เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 และกระทำผิดเงื่อนไขประกัน นอกจากนี้พนักงานอัยการยังได้ขอเบิกตัวพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนและสอบสวนหาข้อเท็จจริงมาด้วย
ทั้งนี้ ทนายจำเลยได้แถลงว่า พยานไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะขอถอนประกันได้ จึงไม่จำเป็นต้องนำพยานจำเลยเข้าไต่สวน อีกทั้งทนายความยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดการไต่สวนเพิกถอนประกันในครั้งนี้ด้วย อย่างไรก็ดีท้ายที่สุดแล้วศาลก็มีคำสั่งถอนประกันใบปอ โดยให้เหตุผลว่า การที่จำเลยเข้าร่วมชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 จนมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่อมามีการนำมวลชนมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยจำเลยทั้งสองคนไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงหรือเหตุผลใดในการกระทำของจำเลย การกระทำของจำเลยทั้งสองคนจึงเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขประกันตัวที่ศาลกำหนดไว้
นอกเหนือจากคำสั่งดังกล่าว ศาลยังมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันใบปอด้วย โดยระบุว่า จำเลยมีพฤติการณ์ผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวจนศาลมีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว เชื่อว่าหากศาลปล่อยชั่วคราวจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นและกระทำการในลักษณะที่ถูกกล่าวหาอีก รวมทั้งผิดเงื่อนไขที่ศาลจะกำหนดแก่จำเลย กรณีจึงยังไม่มีเหตุให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย ยกคำร้อง
ผลของคำสั่งนี้ทำให้ใบปอถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางอีกครั้ง หลังเคยถูกคุมขังมาแล้วในช่วงปี 2565 ก่อนที่หลังจากนั้นจะได้ประกันตัวอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2566
- อ่านฐานข้อมูลคดีนี้ : คดี 112 “ใบปอ-บุ้ง-เมนู” เหตุทำโพลเรื่องการใช้อำนาจของกษัตริย์
.
ภาพรวมการสืบพยาน: จำเลยต่อสู้ว่าการทำโพลสำรวจความเห็นเป็นไปเพื่อโยชน์ต่อการศึกษาวิจัย และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นกษัตริย์
การสืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีนี้ มีขึ้นเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2567, 5-6 ก.พ. 2568, 3 ก.ค. 2568 และ 5-6 ส.ค. 2568 รวมใช้เวลาสืบพยานเกือบหนึ่งปี
พยานที่โจทก์นำเข้าเบิกความมีทั้งสิ้น 18 ปาก ได้แก่ พ.ต.ท.นาถนริศ รัตนบุรี (ผู้กล่าวหา), ส.ต.ท.ศักดิ์ดา ตันโห, ส.ต.อ.วีระศักดิ์ ละกังถา, ส.ต.ต.ศัญหรัณย์ สงรักษ์,ร.ต.อ.พชรพล กลิ่นจิตโต, ส.ต.ต.วุฒิชาติ สลีอ่อน, ส.ต.ท.เชาว์วรรธน์ ดำรงเจริญ, ส.ต.อ.รุจิวัฒน์ วรสารกตัญญู, ร.ต.อ.อานุภาพ ประภาสอน, ส.ต.ท.วรรณวิทย์ ทิพย์พาวัลย์, พ.ต.ท.พร้อมพงษ์ เทพทัพทิม, ร.ต.ต.อาคม ขาวเต็มดี, ส.ต.อ.อมเรศ อันยงค์, พ.ต.ท.ศักดินาถ หนูฉ้ง, พ.ต.ท.หญิง ชุติมา ศิริเมธาวี และ พ.ต.ท.สุภัทร เหมจินดา ส่วนพยานความเห็นมี 2 ปาก ได้แก่ ปรัชญา ใจภักดี และณัฐเศรษฐา ภัทราไพบูลย์
ในส่วนของพยานโจทก์โดยเฉพาะปากของตำรวจสืบสวน-สอบสวน จะเน้นไปที่การเบิกความยืนยันว่าพบเห็นการโพสต์ข้อความของเพจทะลุวัง ที่เชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมกิจกรรม และขณะลงพื้นที่เกิดเหตุตามวันเวลาที่ระบุไว้บนโพสต์ ก็พบการทำโพลสำรวจความเห็นเรื่องการใช้อำนาจของกษัตริย์ด้วย ทั้งนี้ พยานต่างเห็นไปในทำนองเดียวกันว่าการกระทำของจำเลย โดยเฉพาะการชูป้ายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เข้าข่ายเป็นความผิดมาตรา 112
ส่วนฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าเบิกความทั้งสิ้น 2 ปาก ได้แก่ ใบปอ และ รณกรณ์ บุญมี อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยข้อต่อสู้ของจำเลยจะมุ่งเน้นไปที่การปฏิเสธข้อกล่าวหาตามคำฟ้อง พร้อมยืนยันว่าการเข้าร่วมกิจกรรมมีเป้าหมายเพื่อการศึกษาวิจัยและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล อีกทั้งพยานผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายก็เบิกความว่า การกระทำของจำเลยยังไม่เข้าข่ายเป็นความผิดแต่อย่างใด
.
บันทึกสืบพยานโจทก์
ผู้กล่าวหาในคดีนี้ รับว่าบนโพลสำรวจมีแค่ข้อความ “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามอัธยาศัย” และช่อง “เห็นด้วย” “ไม่เห็นด้วย” ไม่ได้มีถ้อยคำอื่น
พ.ต.ท.นาถนริศ รัตนบุรี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับการสืบสวนอยู่ที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ เกี่ยวกับคดีนี้ พยานเป็นพนักงานสืบสวน โดยขณะเกิดเหตุพยานดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้กำกับการสืบสวนอยู่ที่ สน.บางซื่อ ตั้งแต่ปี 2562 – 2565
พยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2565 เวลาประมาณ 20.00 น. พยานตรวจสอบพบในสื่อสังคมออนไลน์ว่า กลุ่มทะลุวังได้โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมแสดงความคิดเห็น โดยนัดพบกันในวันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 16.00 น. เริ่มต้นที่ BTS หมอชิต พร้อมภาพถ่ายรัชกาลที่ 10 ที่มีข้อความว่า “เมื่อกษัตริย์ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน…”
ต่อมา ในวันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 12.12 น. กลุ่มทะลุวังก็ได้โพสต์ข้อความอีกว่า “…รัฐบาลนี้ปล้นอำนาจจากประชาชนให้กษัตริย์ใช้ตามอัธยาศัย” พบกัน 16.00 น. เริ่มต้นที่ BTS หมอชิต
หลังพยานสืบทราบข้อมูลเรียบร้อยก็ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ โดยในวันเกิดเหตุมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อ และกองกำกับการสืบสวน กองกำกับการตำรวจนครบาล 2 ไปคอยเฝ้าระวัง และสังเกตการณ์อยู่ที่บริเวณสถานี BTS หมอชิต
เวลา 16.30 น. พยานพบกลุ่มบุคคล เป็นผู้หญิง 4 คน กำลังทำกิจกรรมเชิญชวนให้ประชาชนติดสติกเกอร์แสดงความเห็นบนแผ่นป้ายที่มีข้อความว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามอัธยาศัย” โดยมี ใบปอ, สุพิชฌาย์ และเยาวชนอีก 1 ราย เป็นผู้ถือป้ายและพูดเชิญชวนพร้อมแจกสติกเกอร์ ส่วนเนติพรจะคอยช่วยถือของและกล่าวเชิญชวน ทั้งนี้ จำเลยได้ทำกิจกรรมกันที่บริเวณ BTS หมอชิต จากนั้นจึงเดินทางไปที่ BTS ห้าแยกลาดพร้าว และ BTS สนามเป้า ตามลำดับ
สำหรับ BTS สนามเป้า ทั้งสามคนได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนด้วย ซึ่งขณะให้สัมภาษณ์ก็มีการบันทึกภาพและเสียงเอาไว้ โดยสุพิชฌาย์เป็นตัวแทนติดสติกเกอร์ชิ้นสุดท้ายลงในโพลช่องไม่เห็นด้วย
จากนั้นทั้ง 4 คน ก็ได้เดินลงมาจาก BTS สนามเป้า มาที่บริเวณหน้ากองพลทหารม้า และได้ร่วมกันนำโพลมาชูที่บริเวณหน้าป้ายภาพรัชกาลที่ 10 พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันทำกิจกรรมใต้รูปหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ก่อนประกาศว่ากิจกรรมเสร็จสิ้นแล้วและเดินทางกลับ
จุดที่ทำกิจกรรมมีสถานีตำรวจผู้รับผิดชอบ ได้แก่ สน.บางซื่อ จุดที่ 1, สน.พหลโยธิน จุดที่ 2, สน.พญาไท จุดที่ 3 และ สน.ดินแดน จุดที่ 4 โดยเหตุการณ์ดังกล่าว พยานได้จัดทำเป็นรายงานการสืบสวน นอกจากนี้ ยังได้ประสานกับตำรวจนครบาล 2 เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวัง พบว่ามีการเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อนแล้วประมาณ 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2565 เป็นกรณีทำโพลที่พารากอนเกี่ยวกับขบวนเสด็จ
พยานเห็นว่า จากข้อความที่จำเลยกับพวกได้ร่วมกันให้สัมภาษณ์กับสื่อ และจากป้ายข้อความที่เชิญชวนทำกิจกรรม อาจทำให้ผู้พบเห็นเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันฯ อันมีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้าย พยานจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ด้วยตนเองกับพนักงานสอบสวน
คดีนี้มีการตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่งของตำรวจนครบาล และพยานก็เคยเห็นหน้าของผู้ร่วมทำกิจกรรมทั้ง 4 คน ก่อนจะชี้ตัว ใบปอ จำเลยที่ 1 ในห้องพิจารณา อย่างไรก็ดีพยานไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
การที่พยานหาข่าวจนไปเจอเข้ากับโพสต์ของเพจทะลุวังนั้น พยานกระทำในตำแหน่งหน้าที่ ไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้มาร้องทุกข์ เมื่อสืบสวนแล้วพบเห็นการกระทำความผิดจึงเข้าไปแจ้งความร้องทุกข์
พยานรับว่า ในคดีทั่วไปหากร้องทุกข์ก็จะเป็นแค่ผู้กล่าวหาเท่านั้น ไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวนด้วย แต่คดีนี้พยานได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะทำงานตำรวจสืบสวนสอบสวนด้วย
พยานรับว่า การทำสำนวนคดีนี้เกิดจากการประชุม และมีความเห็นร่วมกันว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ แต่คดีอาญาทั่วไปฝ่ายสืบสวนสอบสวนจะแยกการทำงานจากกันอย่างชัดเจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเมื่อทำรายงานการสืบสวนเสร็จแล้วก็จะทำรายงานส่งให้แก่พนักงานสอบสวนต่อไป
อำนาจในการสอบสวน ออกหมายจับ และทำความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน ไม่เกี่ยวกับพยาน โดยคดีนี้ที่มีการตั้งคณะทำงานฯ จะมีฝ่ายสืบสวนอยู่ 17 คน
ในบันทึกประจำวันของพยานที่ตรวจสอบพบเพจเฟซบุ๊กทะลุวังนั้น ระบุว่า “ยังไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใดหรือผู้ใดเป็นคนโพสต์”
พยานไม่ทราบว่า พนักงานสอบสวนได้ส่งโพสต์เฟซบุ๊กไปที่ บก.ปอท. เพื่อตรวจสอบว่าเพจทะลุวังมีผู้ใดเป็นแอดมินและใครเป็นผู้โพสต์ ซึ่งจากผลการตรวจสอบยังระบุไม่ได้ว่าใครเป็นผู้โพสต์
ในวันเกิดเหตุพยานได้ลงพื้นที่และติดตามไปจนกระทั่งจบกิจกรรม พยานรับว่า ในโพลมีแค่ข้อความว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามอัธยาศัย” และช่อง “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” เท่านั้น ไม่ได้มีถ้อยคำอื่น
พยานเห็นว่า คำว่า “กษัตริย์” หมายถึง พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันเพียงพระองค์เดียว ซึ่งเป็นความเห็นที่มาจากความเข้าใจของตัวพยานเอง
พยานไม่ทราบว่า รัฐธรรมนูญไทยมีบทบัญญัติที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทำกิจการใดได้ตามพระราชอัธยาศัย
.
ตำรวจที่ลงพื้นที่เกิดเหตุ เข้าเบิกความว่า ขณะจัดกิจกรรมไม่ได้มีเหตุชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้น มีแค่การติดสติกเกอร์ และเมื่อเลิกกิจกรรมก็ต่างแยกย้ายกันไป
ส.ต.ท.ศักดิ์ดา ตันโห ผู้บังคับหมู่ป้องกันและปราบปราม ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัย พยานรับราชการอยู่ที่ สน.บางซื่อ มาตั้งแต่ปี 2560 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เกี่ยวกับคดีนี้ ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ไปดูแลการชุมนุม เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 ที่บริเวณ BTS หมอชิต
พยานเบิกความว่า เดินทางไปถึง BTS หมอชิต และเข้าประจำจุดตั้งแต่เวลา 15.30 น. โดยมีเจ้าหน้าที่ร่วมติดตามไปด้วย 2 คน ได้แก่ ส.ต.อ.วีระศักดิ์ ละกังถา และ ส.ต.ต.ศัญหรัณย์ สงรักษ์
ต่อมา เวลา 16.30 น. พยานได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชาว่ามีบุคคล 4 คน ถือป้ายถ้อยคำว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามอัธยาศัย” ที่ BTS หมอชิต ภายหลังได้รับแจ้งพยานก็ถ่ายภาพส่งให้กับผู้บังคับบัญชา
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า บุคคลที่ทำกิจกรรมดังกล่าว เป็นผู้หญิงทั้ง 4 คน ขณะนั้นพยานทราบชื่อเล่นเฉพาะบางคนเท่านั้น คือ ‘บุ้ง’ กับ ‘ใบปอ’
พนักงานอัยการให้พยานชี้ตัวจำเลยที่ 1 ที่นั่งอยู่ในห้องพิจารณาคดี พยานมองจำเลยที่ 1 แต่เบิกความว่า ไม่มี (พยานสับสนระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้สังเกตการณ์คดี จึงชี้ตัวไม่ได้) ภายหลัง พยานเบิกความว่า พยานดูในห้องพิจารณาแล้วจำไม่ได้ว่าใครคือ ใบปอ
พยานไม่ได้เป็นผู้ถ่ายภาพกลุ่มบุคคลที่ทำกิจกรรมด้วยตนเอง แต่ ส.ต.ต.ศัญหรัณย์ เป็นผู้ถ่ายภาพมาให้ พยานเพียงแค่ลงลายมือชื่อว่าบุคคลตามภาพถ่ายคือ ใบปอ โดยพยานได้ทำรายงานเสนอต่อผู้บังคับบัญชาภายหลังเกิดเหตุไปแล้วนานประมาณหนึ่ง
กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ทำกิจกรรมที่ BTS หมอชิตเป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง โดยพยานจำได้ว่าบุคคลที่ทำกิจกรรมผลัดกันชูป้าย และให้ติดสติกเกอร์บนป้ายว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมก็เดินทางไปที่เซ็นทรัลลาดพร้าวต่อ แต่พยานไม่ได้เดินทางตามไปด้วย และไม่ทราบว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าติดตามอยู่ที่นั่นแล้วหรือไม่
พยานไม่รู้จักและมีสาเหตุโกรธเคืองกับบุคคลที่ทำกิจกรรมมาก่อน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานรับว่า ภาพกลุ่มบุคคลที่ทำกิจกรรมมีลายเซ็นของพยาน โดยพยานเซ็นต่อหน้าพนักงานสอบสวน เนื่องจากพนักงานสอบสวนได้เรียกพยานไปให้การ ทั้งนี้ พยานจำวันเวลาไม่ได้ แต่ไม่เกิน 1 สัปดาห์หลังเกิดเหตุ โดยในวันนั้นพนักงานสอบสวนได้ระบุชื่อกลุ่มบุคคลที่ทำกิจกรรมเอาไว้ แต่พยานไม่รู้จัก จึงไม่ได้ระบุว่าเป็นใครบ้าง
.
ส.ต.อ.วีระศักดิ์ ละกังถา ดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมู่ป้องกันและปราบปราม ประจำอยู่ที่ สน.บางซื่อ ทำหน้าที่เป็นชุดเคลื่อนที่เร็ว เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 15.00 น. ให้ไปสังเกตการณ์ชุมนุมใต้ BTS หมอชิต ฝั่งสวนจตุจักร พยานจึงลงพื้นที่ไปในเวลา 15.30 น. ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดที่ลงพื้นที่มีทั้งหมด 3 คน ได้แก่ ส.ต.ต.ศัญหรัณย์ สงรักษ์, ส.ต.ท.ศักดิ์ดา ตันโห และพยาน
พยานปฏิบัติหน้าที่ถึงเวลา 17.20 น. ตอนที่กลุ่มทะลุวังเลิกชุมนุมในจุดดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ดีพยานไม่ทราบว่ากลุ่มทะลุวังได้เคลื่อนขบวนไปที่อื่นหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้ติดตามไป
พยานเคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน นอกจากนี้ ยังจำได้ว่าขณะสังเกตการณ์มีการถ่ายภาพ และได้ลงลายมือชื่อรับรองเอาไว้ ส่วนจำเลยทั้งสามคนในคดีนี้ พยานเคยเห็นผ่าน ๆ ทางอินเทอร์เน็ต แต่ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
จากคำให้การของพยานที่ให้การไว้หลังเกิดเหตุ มีรายละเอียดระบุชื่อสกุลจริงของผู้หญิงทั้ง 4 คนเอาไว้ ซึ่งพนักงานสอบสวนเป็นผู้หามา ทั้งนี้ พยานรู้จักแต่ละคนเพียงแค่คร่าว ๆ แต่ไม่ได้รู้ชื่อนามสกุลจริง
พยานรับว่า อุปกรณ์ที่ใช้ทำกิจกรรมมีเพียงกระดาษและโปสเตอร์ ไม่ได้มีอุปกรณ์อื่น อีกทั้งโพลก็ไม่ได้ระบุชื่อผู้ใดไว้เลย ไม่ว่าจะเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พระนามของพระมหากษัตริย์
ในวันเกิดเหตุมีประชาชนมาติดสติกเกอร์ทั้งในช่อง “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” โดยในความเห็นของพยานคำว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” หมายถึง เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล
.
ส.ต.ต.ศัญหรัณย์ สงรักษ์ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมู่ประจำอยู่ที่ สน.บางซื่อ ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยทั่วไป และปฏิบัติตามคำสั่งโดยเฉพาะของผู้บังคับบัญชา
เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ไปดูแลความสงบเรียบร้อยที่ BTS หมอชิต ซึ่งพยานก็ได้ลงพื้นที่ไปในเวลา 15.30 น. เพื่อสังเกตการณ์ชุมนุมจนการชุมนุมเสร็จสิ้นเวลา 17.20 น. และกลุ่มของผู้ชุมนุมได้เดินทางออกนอกพื้นที่ แต่พยานไม่ได้ติดตามไป
พยานเคยให้การกับพนักงานสอบสวนไว้ นอกจากนี้การทำกิจกรรมก็มีชุดบันทึกภาพถ่าย ซึ่งพยานได้ลงนามรับรองเอาไว้ด้วย และเคยเห็นจำเลยในข่าว แต่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
ขณะเกิดเหตุพยานปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันกับ ส.ต.อ.วีระศักดิ์ ละกังถา โดยผู้ชุมนุมได้ทำกิจกรรมกันในช่วงเวลา 16.30 – 17.20 น. แต่ผู้ชุมนุมจะไปที่ใดต่อนั้น พยานไม่ทราบ
พยานรับว่า ผู้ชุมนุมไม่ได้มีการปราศรัย แต่ทำเพียงแค่เชิญชวนให้ประชาชนที่ผ่านไปผ่านมา เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นโดยการติดสติกเกอร์ อีกทั้งขณะที่ชุมนุมก็ไม่ได้มีเหตุวุ่นวายใด ๆ เกิดขึ้นด้วย
.
ร.ต.อ.พชรพล กลิ่นจิตโต เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนประจำอยู่ที่ สน.พหลโยธิน ทำหน้าที่สืบสวนหาข่าวรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญา
เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบการโพสต์เชิญชวนให้ประชาชนมาเข้าร่วมชุมนุมและแสดงความคิดเห็นว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามอัธยาศัย” ผ่านเฟซบุ๊กของกลุ่มทะลุวัง ซึ่งนัดชุมนุมกันในวันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 17.00 น. ที่บริเวณทางเชื่อม BTS ห้าแยกลาดพร้าว
พยานได้ไปหาข่าวสืบสวน เวลา 17.06 น. โดยก่อนที่จะเดินทางไป ได้ตรวจสอบไลฟ์สดตั้งแต่เวลา 17.00 น. ซึ่งการชุมนุมเริ่มต้นเวลาประมาณ 17.16 น. ขณะนั้นมีมวลชนมาร่วมประมาณ 25 คน
ต่อมา เวลา 17.23 น. พยานพบ จำเลยที่ 1 และ สุพิชฌาย์ ในพื้นที่ชุมนุม เวลา 17.24 น. ส่วนอีกสองคน พยานพบเห็นจากไลฟ์สดผ่านช่องทางยูทูปของสำนักข่าวราษฎร
กิจกรรมชุมนุมที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว เวลา 18.00 น. พยานพบว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันแจกสติกเกอร์ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นบนกระดาษที่มีข้อความว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามอัธยาศัย”
ผู้ชุมนุมใช้เวลาทำกิจกรรมประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ หลังจากนั้นเวลา 18.35 น. ก็ได้เคลื่อนตัวไปที่ BTS ห้าแยกลาดพร้าว ก่อนมุ่งหน้าไปที่ BTS สนามเป้า อย่างไรก็ดี พยานไม่ได้ติดตามผู้ชุมนุมไป แต่ที่พยานทราบก็เพราะมีการประกาศก่อนเลิกชุมนุมว่าจะเดินทางไปที่ BTS สนามเป้า
ทั้งนี้ ก่อนไปที่ BTS ห้าแยกลาดพร้าว พยานทราบว่ากลุ่มทะลุวังได้ไป BTS หมอชิตกันมาก่อนแล้ว โดยพยานอาศัยจากการดูไลฟ์สด
พยานเคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การ พยานไม่รู้จักกับจำเลยมาก่อน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
รายละเอียดตามคำให้การของพยานระบุชื่อนามสกุลและชื่อเล่นของผู้ทำกิจกรรม ซึ่งพยานทราบมาจากพนักงานสอบสวนอีกทีหนึ่ง โดยพยานรับว่า บนโพลมีทั้งช่อง “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” กับรัฐบาล
.
ส.ต.ต.วุฒิชาติ สลีอ่อน ผู้บังคับหมู่ป้องกันและปราบปรามที่ สน.ดอนเมือง ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดอาญา
เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้มารักษาความปลอดภัยที่บริเวณ BTS หมอชิต ในวันเกิดเหตุ เวลา 15.00 น. พยานจึงลงพื้นที่ไปประจำจุด BTS หมอชิต ฝั่งสวนจตุจักร
พยานไม่ทราบว่า กลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นใครหรืออยู่กลุ่มใด แต่ผู้ชุมนุมได้ทำกิจกรรมโดยนำสติกเกอร์มาแจกให้ผู้ที่เดินผ่านไปผ่านมาติดบนโปสเตอร์
เจ้าหน้าที่ที่ไปสังเกตการณ์ได้มีการถ่ายภาพผู้ชุมนุมและพยานได้ลงลายมือชื่อรับรองเอาไว้ นอกจากนี้พยานยังได้ให้การกับพนักงานสอบสวนไว้ด้วย และพยานไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยในคดีนี้มาก่อน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานรับว่า ระหว่างแสดงความคิดเห็น ไม่มีเหตุชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้น และเมื่อเลิกทำกิจกรรมแล้ว ผู้ชุมนุมต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป
พยานประจำอยู่ที่บริเวณทางขึ้นลงรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสวนจตุจักร แต่ไม่ได้เข้าไปดูการแสดงความคิดเห็น และไม่ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด ดังนั้นการชุมนุมจะแสดงความคิดเห็นกันเรื่องอะไร พยานไม่ทราบ
.
ส.ต.ท.เชาว์วรรธน์ ดำรงเจริญ ผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม ทำหน้าที่สายตรวจประจำอยู่ที่ สน.ดอนเมือง เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ดูแลความเรียบร้อยที่บริเวณใต้ BTS หมอชิต โดยเข้าประจำจุดก่อนเวลา 15.00 น. อยู่บริเวณทางออกมุ่งหน้าลาดพร้าว ฝั่งสวนจตุจักร ริมฟุตบาท
ต่อมา เวลาประมาณ 15.30 น. มีการทำกิจกรรมบริเวณทางลงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยถือป้ายข้อความว่า “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” ให้ประชาชนแปะสติกเกอร์ 2 ช่อง ส่วนข้อความอื่น พยานจำไม่ได้
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถ่ายภาพเหตุการณ์เอาไว้ แต่จำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้ถ่าย นอกจากนี้ พยานยังเคยให้การกับพนักงานสอบสวนไว้ด้วย พยานไม่รู้จักกับจำเลยในคดีนี้มาก่อน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไปให้การกับพนักงานสอบสวนพร้อมกับเพื่อนตำรวจ ได้แก่ ร.ต.อ.อานุภาพ ประภาสอน และ ส.ต.ท.เชาว์วรรธน์ ดำรงเจริญ โดยพนักงานสอบสวนได้นำเอกสารที่พิมพ์มาไว้แล้วให้พยานอ่านพร้อมลงลายมือชื่อ
พยานอยู่ห่างจากจุดที่ทำกิจกรรมประมาณ 20 เมตร โดยขณะเกิดเหตุเป็นเวลาใกล้เคียงกับเวลาเลิกงาน จึงทำให้มีผู้โดยสารผ่านจุดทำกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
.
ส.ต.อ.รุจิวัฒน์ วรสารกตัญญู รับราชการประจำอยู่ที่ สน.พหลโยธิน ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมู่ป้องกันและปราบปราม ทำหน้าที่เป็นสายตรวจพื้นที่
เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับคำสั่งให้ไปรักษาความสงบเรียบร้อยที่ BTS ห้าแยกลาดพร้าว ตรงทางเชื่อมเซ็นทรัลลาดพร้าว เนื่องจากได้รับแจ้งมาว่าจะมีการจัดกิจกรรมจากวิทยุของสถานีตำรวจ
ในวันที่ 18 เม.ย. 2565 พยานเดินทางไปประจำยังจุดเกิดเหตุในเวลา 17.00 น. ต่อมา เวลา 17.20 น. ก็มีการจัดกิจกรรมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ โดยการติดสติกเกอร์ มีผู้ชุมนุมประมาณ 25 คน ซึ่งผู้ชุมนุมได้ทำกิจกรรมที่จุดดังกล่าวประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนพยานได้รับแจ้งว่าผู้ชุมนุมจะเคลื่อนตัวไปที่ BTS สนามเป้า อย่างไรก็ดีพยานไม่ได้ติดตามไป
ในการทำกิจกรรมมีการใช้ป้ายให้ประชาชนติดสติกเกอร์ “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” แต่ไม่ได้มีการทำกิจกรรมอื่นใดอีก พยานไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
ปกติพยานจะทำหน้าที่ตรวจตราบริเวณเซ็นทรัลลาดพร้าวอยู่แล้ว ซึ่งบริเวณที่จัดกิจกรรมจะมีประชาชนพลุกพล่านไปมาตลอด
พยานอยู่บนทางเชื่อมเซ็นทรัลลาดพร้าว ห่างจากกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 10 เมตร บริเวณดังกล่าวพยานไม่เคยเห็นว่ามีคนมาจัดกิจกรรมลักษณะนี้มาก่อน
เท่าที่พยานจำได้ กระดาษเขียนข้อความเกี่ยวกับการ “ยกเลิก 112” และ “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย”
.
ร.ต.อ.อานุภาพ ประภาสอน รองสารวัตรป้องกันและปราบปรามที่ สน.ดอนเมือง ทำหน้าที่ตรวจสอบและจับกุมผู้ต้องหาตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย
เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณ BTS หมอชิต เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 15.00 – 17.00 น. และได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าดูแลหมู่ควบคุมฝูงชน ขณะเกิดเหตุพยานได้รับแจ้งว่ามีกิจกรรมถือป้ายติดสติกเกอร์เห็นด้วยหรือไม่เกี่ยวกับกษัตริย์ แต่พยานจำข้อความไม่ได้
ผู้ชุมนุมเริ่มจัดกิจกรรมเวลาประมาณ 15.30 น. ก่อนพยานได้รับแจ้งให้ประจำจุดห่างจากที่มีกิจกรรม 20 เมตร พอได้รับแจ้งว่ามีกิจกรรมจึงเข้าไปตรวจจุดที่เกิดเหตุ โดยมีผู้ใต้บังคับบัญชาติดตามไปด้วย 2 คน
พยานเห็นว่า มีผู้นำกิจกรรมอยู่ประมาณ 4 คน แต่จำรายละเอียดไม่ได้ว่าเป็นใคร ทั้งนี้ ขณะเกิดเหตุได้มีการถ่ายภาพไว้ด้วย ซึ่งพยานได้ลงลายมือชื่อไว้ โดยบุคคลทั้งหมด 4 คน ปรากฏตามภาพถ่ายดังกล่าว
ผู้ชุมนุมใช้เวลาทำกิจกรรมประมาณ 2 ชั่วโมง ต่อมาเวลาประมาณ 17.00 น. ผู้ชุมนุมก็ได้เดินขึ้น BTS ไป ซึ่งพยานไม่ได้ติดตามต่อ จึงไม่ทราบว่าจะเดินทางไปที่ใด
พยานเคยให้การกับพนักงานสอบสวนไว้ อย่างไรก็ดีพยานไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกับ ส.ต.ต.วุฒิชาติ สลีอ่อน และส.ต.ท.เชาว์วรรธน์ ดำรงเจริญ โดยทั้งคู่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพยาน และปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน พยานรับว่า พยานเคยให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนเอาไว้ ระบุว่า “ไม่มีการปราศรัย เพียงเชิญชวนให้มาติดสติกเกอร์”
ในขณะจัดกิจกรรม พยานเดินดูบริเวณที่ทำกิจกรรมและเห็นป้ายข้อความชัดเจน โดยมีผู้ติดสติกเกอร์ทั้งช่อง “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” แต่พยานจำรายละเอียดไม่ได้ว่าข้อความจะหมายถึงการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลหรือไม่ แต่พยานยืนยันตามที่ลงนามรับรองในภาพถ่าย ไม่มีป้ายอื่นใดอีก
.
ส.ต.ท.วรรณวิทย์ ทิพย์พาวัลย์ เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานรับราชการประจำอยู่ที่ สน.พหลโยธิน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ในตำแหน่งพนักงานสืบสวน ทำหน้าที่สืบสวนหาข่าวเกี่ยวกับผู้กระทำผิดอาญาในท้องที่
เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 ให้ไปสังเกตการณ์การจัดกิจกรรมของผู้ชุมนุมที่บริเวณทางเชื่อม BTS กับเซ็นทรัลลาดพร้าว และทำหน้าที่หาข่าว รวมถึงถ่ายภาพผู้ชุมนุม
พยานลงพื้นที่เกิดเหตุไปในเวลาประมาณ 17.00 – 18.00 น. พบว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 20 – 25 คน เป็นกิจกรรมแสดงความเห็นเกี่ยวกับสถาบันฯ โดยมีโปสเตอร์ซึ่งมีช่องให้เลือกแสดงความเห็น แต่จะเป็นข้อความว่าอะไรนั้น พยานจำไม่ได้
ภาพถ่ายที่พยานถ่ายได้เสนอรายงานต่อผู้บังคับบัญชา พนักงานอัยการให้ดูเอกสาร พยานรับรองว่าเป็นผู้ถ่าย
การทำกิจกรรมที่เซ็นทรัลลาดพร้าวดำเนินไปจนถึงเวลา 18.00 น. ทั้งนี้ พยานจำไม่ได้ว่าหลังจากนั้นผู้ชุมนุมจะไปไหนต่ออีกหรือไม่ เพราะไม่ได้ติดตามไป พยานไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยในคดีนี้มาก่อน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
ในวันเกิดเหตุ พยานอยู่ห่างจากผู้ทำกิจกรรมประมาณ 10 เมตร พยานรับว่า ช่วงเวลาที่มีการชุมนุม บริเวณ BTS เซ็นทรัลลาดพร้าวมีประชาชนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมากตามปกติ อีกทั้งผู้ทำกิจกรรมก็สวมใส่แมสก์สีดำกันทุกคน
พยานเห็นแผ่นป้ายแสดงความคิดเห็น แต่จำข้อความไม่ได้ โดยในช่องสำรวจความคิดเห็นจะมีทั้งช่อง “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” แต่บนโปสเตอร์ไม่มีช่องให้เขียนแสดงความเห็น
.
พนักงานสืบสวนที่ตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กทะลุวัง ยอมรับ ยังไม่ทราบว่าใครคือเจ้าของหรือแอดมินเพจ และเพจมีความเกี่ยวข้องกับผู้ใด
พ.ต.ท.พร้อมพงษ์ เทพทัพทิม รับราชการตำรวจประจำอยู่ที่กองกำกับการตำรวจนครบาล 2 มาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว เกี่ยวกับคดีนี้ พยานเป็นผู้จัดทำรายงานการสืบสวนประวัติกลุ่มทะลุวัง
พยานเบิกความว่า ช่วงเดือนเมษายน ปี 2565 พยานทราบจากผู้บังคับบัญชาว่ามีการเคลื่อนไหวต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยแกนนำคือ กลุ่มทะลุวัง จึงได้รับคำสั่งให้ทำการสืบสวน
กลุ่มทะลุวังมีโซเชียลมีเดียใน 3 แพลตฟอร์มด้วยกันนั่นก็คือ Instagram, X หรือ Twitter และเฟซบุ๊ก เมื่อตรวจสอบจึงพบว่ามีการสร้างแฟนเพจหรือกลุ่มขึ้นมาเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2565 โดยเฟซบุ๊กจะเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ติดตามและลงประชาสัมพันธ์เอาไว้มากที่สุด พยานจึงเลือกมาเป็นช่องทางที่ใช้ติดตาม ทั้งนี้ พยานจำจำนวนผู้ติดตามไม่ได้ แต่มีระบุไว้ในรายงาน
กลุ่มทะลุวังจะมีประกาศในแฟนเพจว่าจะทำกิจกรรมอะไร ซึ่งในวันที่พยานเริ่มตรวจสอบคือ ช่วงกลางเดือนเมษายน ปี 2565 พบว่ามีการประกาศกิจกรรมทางการเมืองมาแล้วรวม 4 ครั้ง
ครั้งแรกคือ วันที่ 8 ก.พ. 2565 ที่สยามพารากอน เป็นกิจกรรมเกี่ยวข้องกับขบวนเสด็จ มีผู้จัดกิจกรรมถือป้ายฟิวเจอร์บอร์ดทำโพลให้ประชาชนแปะสติกเกอร์ เพื่อแสดงความเห็นแบ่งออกเป็น 2 ช่อง ได้แก่ “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” ทั้งนี้ มี 2 คน ที่ปรากฏตัวทำกิจกรรมนั่นก็คือ ตะวันและใบปอ โดยทั้งสองได้เอารูปขณะจัดกิจกรรมไปใส่ไว้ในเพจเฟซบุ๊กด้วย
ครั้งที่ 2 คือ วันที่ 13 มี.ค. 2565 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กิจกรรมมีชื่อว่า “คุณยินดียกบ้านของคุณให้กับราชวงศ์หรือไม่” อย่างไรก็ดีพยานจำไม่ได้ว่าใครเข้าร่วมกิจกรรมบ้าง แต่ระบุไว้ในรายงานการสืบสวน โดยในรายงานมีผู้ทำกิจกรรมหลักและผู้ที่มาร่วมเฉย ๆ ซึ่งไม่ปรากฏว่าทำกิจกรรมหรือช่วยเหลืออย่างไร
สำหรับครั้งที่ 3 พยานจำวันที่ไม่ได้ แต่ปรากฏตามรายงานการสืบสวน และครั้งที่ 4 เป็นการจัดกิจกรรมเมื่อเดือนเมษายน ปี 2565 ที่ BTS หมอชิตและเซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งพื้นที่จัดกิจกรรมอยู่ในเขตความรับผิดชอบของพยาน มีผู้จัดกิจกรรมทั้งสิ้น 4 คน แบ่งเป็นผู้จัดกิจกรรมหลัก 2 คน และผู้จัดกิจกรรมร่วมอีก 2 คน โดยการ ‘ร่วม’ นั้น หมายถึง มีลักษณะเดินมาร่วมกัน ช่วยถือของให้ โดยพยานไม่เคยเจอตัวจริงของทั้ง 4 คน แต่เคยเห็นจากรูปภาพ
พยานไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
การจัดกิจกรรมครั้งที่ 4 พยานจำวันที่เกิดเหตุไม่ได้ และพยานก็ไม่ได้เดินทางไปในที่เกิดเหตุ แต่ได้รับข้อมูลมาจากผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับการ โดยพยานจะอยู่ที่กองกำกับการ คอยรวบรวมข้อมูลที่หน่วยงานตำรวจต่าง ๆ ส่งเข้ามาอีกที
ส่วนการจัดกิจกรรมครั้งแรกถึงครั้งที่ 3 พยานก็ไม่ได้ไปในที่เกิดเหตุ แต่ได้รับข้อมูลมาจากหน่วยงานอื่น ๆ โดยได้นำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับข้อมูลในเพจเฟซบุ๊กทะลุวัง สำหรับรายงานการสอบสวนพยานจัดทำขึ้นหลังจากวันที่ 18 เม.ย. 2565 ประมาณ 1 สัปดาห์
พยานถูกแต่งตั้งเป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ และเป็นผู้ทำรายงานการสืบสวน ซึ่งตามรายงานระบุไว้เป็นวันที่ 18 เม.ย. 2565 เนื่องจากเมื่อผู้บังคับบัญชาส่งมาพยานก็เริ่มทำทันที แต่มีการแก้ไขและรวบรวมข้อมูลมาเรื่อย ๆ จึงไม่ได้มีการแก้ไขวันที่
พยานไม่ทราบว่าเจ้าของเพจทะลุวังคือใคร พยานมีหน้าที่สอบสวน แต่ไม่ได้ส่งไปตรวจสอบที่ บก.ปอท. ว่าแอดมินเพจคือใคร และไม่ทราบว่ามีหน่วยงานอื่นส่งไปตรวจสอบที่ บก.ปอท. หรือไม่ และพยานไม่ทราบว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนจะมีการจับกุมตัวผู้ต้องหา และยึดโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้เป็นหลักฐานหรือไม่
.
ร.ต.ต.อาคม ขาวเต็มดี รับราชการตำรวจประจำอยู่ที่ บก.ปอท. จังหวัดสงขลา เกี่ยวข้องกับคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของเจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวน ขณะเกิดเหตุพยานดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รับผิดชอบงานสืบสวน งานทั่วไปเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดทางอาญา และงานอื่น ๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย
พยานเบิกความว่า ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบเฟซบุ๊กของกลุ่มทะลุวังที่เชิญชวนคนทั่วไปให้มาเข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ 18 เม.ย. 2565 ซึ่งเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับทางการเมือง การรณรงค์ ให้คนมาร่วมแสดงความคิดเห็น
สำหรับบันทึกข้อความ เรื่อง รายงานผลกรณีสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พยานเป็นผู้จัดทำขึ้นมาเองเพื่อเสนอต่อผู้บังคับบัญชา
เกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนเฟซบุ๊กกลุ่มทะลุวัง พนักงานอัยการให้พยานดูโพสต์ของวันที่ 17 เม.ย. 2565 เวลา 20.01 น. ที่มีข้อความว่า “เมื่อรัฐบาลใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือมอบอำนาจให้แก่สถาบันกษัตริย์ อำนาจอธิปไตยจึงไม่ใช่ของประชาชนอย่างแท้จริง พบกัน 18 เมษายน เวลา 16.00 น. เริ่มต้นที่ BTS หมอชิต” และโพสต์ของวันที่ 18 เม.ย. 2565 เวลา 12.12 น. ที่มีข้อความว่า “ที่นี่หาใช่ประชาธิปไตยตามที่เขาหลอกลวง หากแต่คือ โจราธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” พยานดูแล้วเบิกความว่า ใช่ เป็นโพสต์เดียวกันกับที่ตรวจพบได้
เวลาต่อมากลุ่มของผู้ชุมนุมก็ได้จัดกิจกรรมขึ้นจริงในวันเวลาและสถานที่ดังที่ได้ระบุไว้ โดยพยานพบเห็น ใบปอ ขณะเดินเชิญชวนรณรงค์ให้ประชาชนมาเข้าร่วมกิจกรรมจากโพสต์เฟซบุ๊กผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ สน.บางซื่อ แต่พยานไม่เคยเห็นใบปอตัวจริงมาก่อน
สาเหตุที่ทราบว่าใบปอเป็นคนเดียวกันกับในคลิปเหตุการณ์ปราศรัยก็เพราะมีชื่ออยู่บนเพจเฟซบุ๊กทะลุวัง นอกจากนี้เพจดังกล่าวก็มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ตลอด อย่างไรก็ดีพยานไม่ได้มีหน้าที่พิสูจน์ว่าใครคือแอดมินหรือเจ้าของเพจ แต่มีหน้าที่สืบสวนติดตามความเคลื่อนไหว และรายงานผลต่อผู้บังคับบัญชา
พยานไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองและไม่รู้จักกับจำเลยในคดีนี้มาก่อน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานรับว่า จากการสืบสวนยังไม่ทราบว่าเพจเฟซบุ๊กทะลุวังเป็นของใครหรือมีความเกี่ยวข้องกับผู้ใด เนื่องจากพยานมีหน้าที่สืบสวนและรายงานต่อผู้บังคับบัญชาเพียงอย่างเดียว แต่จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจท่านอื่นคอยทำหน้าที่นี้อยู่
.
ส.ต.อ.อมเรศ อันยงค์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับหมู่งานสืบสวนอยู่ที่ สน.บางซื่อ ทำหน้าที่สืบสวนคดีอาญาในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้จัดทำคำถอดเทปของใบปอ นอกจากนี้พยานยังได้ไปให้การไว้ในชั้นสอบสวนด้วย
พยานเบิกความว่า ข้อความที่ถอดเทปมาจากเพจยูทูปไลฟ์สดในช่วงเดือนเมษายน แต่จำวันที่แน่ชัดไม่ได้ โดยพยานถอดเทปมาจากการไลฟ์สดขณะที่มีการชุมนุม และพยานไม่รู้จักจำเลยในคดีนี้มาก่อน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานมีหน้าที่ถอดเทปเท่านั้น โดยทำในวันเดียวกันกับที่มีการชุมนุม หลังเลิกชุมนุมแล้ว และจำไม่ได้ว่าคลิปยูทูปไลฟ์สดมาจากช่องใด แต่พยานได้มีการแปะลิงก์เอาไว้ ทั้งนี้ การดูคลิปของพยานเป็นการดูย้อนหลัง ไม่ทราบว่าคลิปดังกล่าวจะมีการตัดต่อหรือไม่
.
พยานนักวิชาการ เห็นว่า การทำโพลสำรวจพุ่งเป้าไปที่กษัตริย์ อาจทำให้เกิดความคิดเชิงลบต่อสถาบันฯ ส่วนพยานความเห็นอีกปากไม่ทราบว่าเพียงแค่ไปตอบคำถามตำรวจ จะทำให้กลายมาเป็นพยานในคดีนี้
ปรัชญา ใจภักดี อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยเป็นประธานหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย เข้าเบิกความในฐานะพยานผู้เชี่ยวชาญ
เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พหลโยธิน ได้เชิญพยานไปให้ความเห็น โดยจำวันเดือนปีที่ไปให้ความเห็นไม่ได้ แต่ให้ความเห็นข้อความเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยตำรวจได้ให้ดูโพสต์ของเพจทะลุวัง มีข้อความว่า “เมื่อรัฐบาลใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือมอบอำนาจให้แก่สถาบันกษัตริย์ อำนาจอธิปไตยจึงไม่ใช่ของประชาชนอย่างแท้จริง”
พยานดูโพสต์ดังกล่าวแล้วมีความเห็นว่า เป็นการประชาสัมพันธ์เชิงชักชวน พุ่งเป้ามุ่งเน้นไปที่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดยมีข้อความให้ประชาชนทั่วไปแสดงความเห็นต่อข้อความ และแสดงความเห็นไปที่กษัตริย์โดยตรง
การกระทำของจำเลยทำให้ประชาชนตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจของกษัตริย์ ประกอบกับสถานการณ์เวลานั้นอาจทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจของประชาชน
พนักงานอัยการได้ให้พยานดูโพสต์เฟซบุ๊กของเพจทะลุวัง ในรายงานการสืบสวนของ บก.ปอท. มีข้อความว่า “โจราธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” พยานดูแล้วเบิกความว่า คำว่า “โจราธิปไตย” หมายถึง อำนาจสูงสุดของโจร ต่อด้วยคำว่า “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อาจทำให้เข้าใจว่าพระมหากษัตริย์เป็นหัวหน้าของกลุ่มดังกล่าว
ในช่วงนี้ทนายจำเลยแย้งขึ้นมาว่า “ไม่ควรอ่านคำให้การที่เป็นเอกสาร” พนักงานอัยการจึงเก็บเอกสารในมือและตอบว่า “อ้อ ไม่ได้ให้อ่าน” ศาลจึงแจ้งว่า “ให้พยานเบิกความตามความเห็น”
พยานเบิกความต่อไปว่า ข้อความทำให้รู้ว่ามุ่งเป้าไปที่พระมหากษัตริย์ ว่าทรงใช้อำนาจผ่านกลุ่มที่เรียกว่าโจร ซึ่งการกระทำเช่นนี้ทำให้ประชาชนตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัยเกี่ยวกับอำนาจของกษัตริย์ ประกอบกับสถานการณ์เวลานั้นอาจทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจของประชาชน
พนักงานอัยการให้พยานดูภาพถ่ายการทำกิจกรรม ซึ่งมีข้อความบนป้ายโพล พยานดูแล้วเบิกความว่า เป็นการทำแบบสอบถามอย่างไม่เป็นทางการ มุ่งเป้าไปที่พระมหากษัตริย์ และวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ เป็นคำถามแบบปลายปิด เพราะมีคำตอบแค่ “ใช่” กับ “ไม่ใช่” ประชาชนที่อ่านก็จะเกิดข้อสังเกต ข้อสงสัย อาจเกิดความคิดเชิงลบต่อสถาบันกษัตริย์ได้
อัยการให้พยานดูภาพในรายงานผลการสืบสวน สน.บางซื่อ เป็นภาพนักกิจกรรมหญิง 3 คน ชูแผ่นป้ายโพล พยานดูแล้วเบิกความว่า การชูป้ายให้คนติดสติกเกอร์บริเวณใต้รูปพระบรมฉายาลักษณ์ และมีสติกเกอร์ติดที่ป้ายในช่องไม่เห็นด้วยจำนวนมากนั้น แสดงให้เห็นว่ามีประชาชนไม่เห็นด้วยกับการใช้พระราชอำนาจของในหลวงรัชกาลที่ 10 เพราะชูป้ายใต้พระบรมฉายาลักษณ์ สะท้อนเจตนาให้ประชาชนที่พบเห็นคิดคล้อยตาม
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่ได้จบการศึกษาด้านนิติศาสตร์ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และได้ดูคลิปแค่เพียงบางส่วน ซึ่งคลิปนั้นพนักงานสอบสวนจัดให้ดูพร้อมกับคำถอดเทปนิดหน่อย แต่ที่พนักงานสอบสวนเรียกมาเป็นพยานน่าจะต้องการให้ตีความภาษาไทย
พยานไม่เคยติดตามเฟซบุ๊กของ จำเลยที่ 1 ตำรวจให้พยานดูแค่เฟซบุ๊กเพจทะลุวัง และพยานก็ไม่ทราบว่าใครเป็นแอดมินเพจ ในภาพที่มีคนร่วมกันทำกิจกรรม 4 คน ในคำถอดเทปก็ไม่แน่ใจว่าในกลุ่มนั้นใครเป็นผู้พูดถ้อยคำตามที่ถอดเทป
รูปภาพซึ่งมีข้อความบนป้ายโพลว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามอัธยาศัย” พยานดูและเบิกความตอบว่า ในข้อความมีคำว่าพระมหากษัตริย์ เป็นลักษณะการใช้คำถามเชื่อมโยงไปที่บุคคลที่ 3 โดยคำถามให้น้ำหนักไปที่รัฐบาลและกษัตริย์ คนที่ฟังจะเชื่อมโยงได้เอง
ทนายจำเลยถามว่า สามารถแปลข้อความว่า ถ้ารัฐบาลไม่ให้อำนาจกษัตริย์ กษัตริย์ก็ใช้อำนาจตามอัธยาศัยไม่ได้ ได้หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้อ่าน การตีความขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา ความสนใจผู้อ่าน จึงมีการตีความต่างกัน ถ้าผู้อ่านต่างกันก็จะตีความต่างกัน
พยานรับว่า ในปี 2565 ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีเนื้อหาว่า พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจตามพระราชอัธยาศัย ต้องมีรัฐมนตรีหรือมีบุคคลอื่นรับสนองกระทำการแทนพระองค์
พยานพอทราบมาบ้างว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้เปลี่ยนกฎหมายให้มีการจัดการทรัพย์สินตามพระราชอัธยาศัย และเดิมทีแล้วกษัตริย์เป็นจอมทัพไทยตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ ซึ่งงานบริหารจะอยู่ที่ฝ่ายกระทรวงกลาโหม แต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้โอนกำลังพลให้เป็นข้าราชการส่วนพระองค์ และควบคุมกองกำลังทหารบางส่วน
พยานไม่แน่ใจว่า การกระทำของพลเอกประยุทธ์เป็นการดึงพระมหากษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่ เและไม่ทราบว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์กระทำถูกต้องหรือไม่
พยานรับว่า ถ้อยคำในป้ายที่ระบุว่า ‘รัฐบาล’ หมายถึง รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ซึ่งเป็นผู้ทำการรัฐประหารรัฐบาลก่อนหน้า
ทนายจำเลยถามว่า พลเอกประยุทธ์ล้มล้างการปกครอง แต่ยังให้มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่อยากใช้คำว่าล้มล้างการปกครอง ใช้คำว่ายึดอำนาจบริหาร แต่ไม่ได้เป็นการล้มล้างสถาบันกษัตริย์
ขณะนั้นจะใช้ระบบการปกครองแบบเผด็จการที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่ ย่อมเป็นความเห็นส่วนบุคคล ส่วนคำว่า “โจราธิปไตย” จะตีความว่าอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับผู้อ่าน เพราะเป็นคำศัพท์ชั้นสูง คนหาเช้ากินค่ำอาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่คนที่มีการศึกษา เข้าใจว่าหมายถึงกลุ่มคนที่มีอำนาจ อันหมายรวมถึงพระมหากษัตริย์ด้วย
.
ณัฐเศรษฐา ภัทราไพบูลย์ ประกอบอาชีพอิสระด้านไฟแนนซ์ เข้าเบิกความในฐานะประชาชนทั่วไป โดยเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2565 พยานเดินทางไปที่ สน.บางซื่อ ในเวลาประมาณเที่ยง เพื่อไปทานข้าวกับรุ่นพี่ซึ่งเป็นตำรวจที่ร้านอาหารแถวนั้น ก่อนจะมีตำรวจหญิงท่านหนึ่งมาถามรุ่นพี่ว่า พยานว่างหรือไม่ ขอถามคำถามอะไรได้หรือไม่ จึงได้นั่งคุยกัน
พยานจำได้ว่าคำถามเป็นเรื่องเกี่ยวกับ 1. ความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ว่ามีความสำคัญหรือไม่ ซึ่งพยานก็ตอบไปว่าสำคัญ 2. ความเห็นเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ ประเด็นนี้พยานตอบว่าเป็นสิทธิปกติสามารถทำได้โดยไม่พาดพิงหรือทำร้ายผู้อื่น
อัยการถามว่า หากพาดพิงคนอื่นจะเป็นอย่างไร พยานตอบว่า ไม่ขอออกความเห็น พนักงานอัยการจึงขอให้พยานอ่านและยืนยันคำให้การที่พยานเคยให้การไว้ พยานตอบว่า ขออนุญาตวันนี้ไม่อยากให้การ ต่อมาพยานอ่านคำให้การแล้วเบิกความว่า จำไม่ได้ว่าวันนั้นจะให้การไว้เช่นในคำเบิกความหรือไม่ แต่พยานได้ลงลายมือชื่อเอาไว้
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่ทราบว่าการตอบแบบสอบถามในวันนั้นจะทำให้กลายมาเป็นพยานในคดีนี้ พยานเข้าใจแค่ว่าเป็นการลงลายมือชื่อในแบบสอบถาม
วันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจถามพยานหลายคำถาม แต่จำได้หลัก ๆ ที่สำคัญคือ 2 คำถามตามที่เบิกความไป แต่จำไม่ได้ว่าตำรวจให้ดูเอกสารอื่นประกอบด้วยหรือไม่ และจำไม่ได้ว่าเป็นเอกสารคำเบิกความที่ตำรวจพิมพ์แล้วนำมาให้พยานลงลายมือชื่อหรือไม่
ในขณะที่มาให้ความเห็นพยานไม่ทราบเหตุแห่งคดี และไม่ทราบว่าการบันทึกจะเป็นไปตามที่พยานพูดหรือไม่ เนื่องจากไม่ได้อ่านเอกสารก่อนลงลายมือชื่อ
.
พนักงานสอบสวนที่รับร้องทุกข์ และสอบคำให้การประชาชนทั่วไปที่อยู่ในเหตุการณ์ พยานความเห็น รวมถึงพยานผู้เชี่ยวชาญ
พ.ต.ท.ศักดินาถ หนูฉ้ง พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน เบิกความว่าเหตุแห่งคดีนี้มาจากกรณีที่มีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามอัธยาศัย” เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 ซึ่งการทำกิจกรรมอยู่ในเขตการดูแลของ สน.พหลโยธิน ตรงพื้นที่บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว
ทั้งนี้ พยานเป็นผู้สอบคำให้การ ร.ต.อ.พชรพล กลิ่นจิตโต, ส.ต.ท.วรรณทิพย์ ทิพย์พาวัลย์, ชัยเสฏฐ์ กังวาลเลิศ, อนุชิต บุญนำส่ง และเอกชัย หินดี
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่เคยรู้จักกับพยานปาก อนุชิต บุญนำส่ง และเอกชัย หินดี มาก่อน จากการสอบคำให้การทราบว่าทั้งสองประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปในซอยรัชดาภิเษก แต่ไม่ได้ถามว่าประกอบอาชีพอะไร และไม่ได้ถามเรื่องการศึกษาด้วย
พยานรับว่า ในวันที่เรียกพยานมา พยานทั้งสองมาพร้อมกัน แต่สอบคำให้การทีละคน โดยครั้งแรก คือ วันที่ 25 เม.ย. ทั้งสองมาพร้อมกัน ต่อมาครั้งที่สอง มาวันเดียวกันแต่คนละเวลา ทั้งสองให้การว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งในระหว่างสอบคำให้การ พยานก็ได้ให้ดูภาพการทำกิจกรรมประกอบด้วย
พยานรับว่า ในคำให้การของ อนุชิต เขียนว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดี แต่พนักงานสอบสวนได้ติดต่อให้มาเป็นพยาน โดยพยานได้ชื่อและช่องทางติดต่อมาจากฝ่ายสืบสวนของ สน.พหลโยธิน
พยานไม่ทราบว่า ฝ่ายสืบสวนได้ให้เหตุผลในการเรียกพยานปากนี้มาหรือไม่ แต่พยานปากนี้ไม่ใช่นักวิชาการ เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา
ในคำให้การของ เอกชัย ที่เขียนว่ามาติดต่อราชการ และพนักงานสอบสวนเรียกมาให้การนั้น น่าจะเกิดจากการพิมพ์ผิด แต่ก็พิมพ์ไปตามที่ได้ให้การเอาไว้ และยืนยันว่าพยานเป็นคนติดต่อกับทั้งสองด้วยตนเอง
.
พ.ต.ท.หญิง ชุติมา ศิริเมธาวี พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 พยานรับราชการเป็นพนักงานสอบสวน อยู่ที่ สน.บางซื่อ โดยผู้บังคับบัญชาแจ้งมาว่ามีการชุมนุมของกลุ่มเพจทะลุวังที่สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต
ทั้งนี้ พยานได้สอบคำให้การ พ.ต.ท. นาถนริศ รัตนบุรี, ด.ต. อาคม ขาวเต็มสี, ณัฐเศรษฐา ภัทราไพบูลย์, แสงโสม สอนเสียง และพยานบุคคลอีกหนึ่งปาก
สำหรับพยานปาก แสงโสม สอนเสียง เป็นพยานผู้พบเห็นผู้ร่วมกิจกรรมของกลุ่มทะลุวัง ในขณะสอบคำให้การได้มีการให้ดูบันทึกของฝ่ายสืบสวนประกอบด้วย ซึ่งเป็นโพสต์ของเพจทะลุวังด้วย เมื่อแสงโสมได้ดูแล้วก็ให้การว่าเป็นถ้อยคำที่รุนแรง และดูหมิ่นกษัตริย์
อัยการจึงถามต่อไปว่า ได้ให้แสงโสมดูข้อความถอดเทปด้วยหรือไม่ พยานตอบว่า ใช่ และแสงโสมก็ได้ให้การว่า เป็นคำกล่าวให้ร้ายสถาบันกษัตริย์
ในส่วนของพยานปาก ร.ต.ต.อาคม ขาวเต็มดี ให้การเอาไว้ว่า ได้ตรวจสอบโซเชียลมีเดียของกลุ่มทะลุวังพบว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2565 มีการโพสต์เชิญชวนคนทั่วไปให้มาแสดงความเห็นเรื่อง มาตรา 112 โดยเขาเป็นผู้จัดทำบันทึกสอบสวนดังกล่าว และได้ส่งมอบรายงานให้แก่พนักงานสอบสวน
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานเป็นหนึ่งในคณะพนักงานสอบสวน โดยในทางการสอบสวนไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของเพจทะลุวัง แต่ได้มีการส่งไปให้ บก.ปอท. ตรวจสอบแล้ว แต่พยานจำผลการตรวจสอบไม่ได้
พยานรับว่า ตามบันทึกคำให้การของแสงโสมที่ให้การเอาไว้ว่าถ้อยคำที่ถอดเทปเป็นถ้อยคำที่รุนแรง แต่ผู้พูดถ้อยคำดังกล่าวไม่ใช่จำเลยในคดีนี้
ทนายจำเลยถามว่า พยานปากดังกล่าวถูกเชิญมาเป็นพยานตามรายชื่อที่ฝ่ายสืบสวนส่งมา ใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ผู้บังคับบัญชาได้ให้ฝ่ายสืบสวนส่งรายชื่อพยานที่สมัครใจให้การมาให้
ในคำให้การของแสงโสม เขาให้การว่าเป็นแม่ค้าขายของ โดยร้านตั้งอยู่ฝั่งเดียวกับสวนจตุจักรใกล้รถไฟใต้ดิน เขาให้การว่าได้ยินการปราศรัย แต่เพราะเป็นถ้อยคำที่ไม่อยากได้ยินจึงทำเป็นไม่สนใจ พยานจึงบันทึกไว้ว่าเห็นแต่ไม่สนใจเพราะกำลังขายของ
สำหรับพยานปาก ณัฐเศรษฐา ภัทราไพบูลย์ พยานได้สอบคำให้การที่ห้องสอบสวนในสถานีตำรวจ โดยใช้วิธีถาม-ตอบ และได้แจ้งให้ทราบแล้วว่ามาให้การในฐานะพยาน พยานปากนี้ฝ่ายสืบสวนเป็นผู้นำมา ไม่ได้ออกหมายเรียก และได้ให้อ่านคำให้การก่อนลงลายมือชื่อแล้ว โดยไม่ได้โต้แย้งว่าไม่พร้อมจะมาเป็นพยาน
ตอบที่พนักงานอัยการถามติง
แสงโสมได้ยินการปราศรัยแต่ไม่ได้สนใจเพราะรู้ว่าเป็นกิจกรรมต่อต้านพระมหากษัตริย์ เขาไม่อยากฟังคำพูดให้ร้าย พยานจึงไม่ได้บันทึกลงไปในคำให้การ และแสงโสมก็ไม่ต้องการให้ระบุลงไปด้วย
.
พ.ต.ท.สุภัทร เหมจินดา สารวัตรสอบสวน สน.บางซื่อ โดยพยานทำหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้และเป็นผู้รับร้องทุกข์
พยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2565 พยานกำลังเข้าเวร ต่อมา พ.ต.ท.นาถนริศ รัตนบุรี ดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการสอบสวนจาก สน. เดียวกัน มาแจ้งความเวลา 20.00 น. ว่า เวลา 16.30-19.00 น. พบผู้ต้องหา 4 คน ทำกิจกรรมสำรวจความคิดเห็น และก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2565 กลุ่มเฟซบุ๊กทะลุวังได้โพสต์ข้อความ และโพสต์เชิญชวนให้มาทำกิจกรรมที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต เวลา 16.00 น. และมีโพสต์กล่าวถึงการปกครองว่าไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแต่เป็นโจราธิปไตยด้วย
ในวันที่ 18 เม.ย. 2565 พ.ต.ท.นาถนริศ ได้เดินทางไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุบริเวณทางเท้ารถไฟฟ้าใต้ดินสถานีจตุจักรพ พบนักกิจกรรม 4 คน กำลังทำโพลสำรวจความเห็นว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลอนุญาตให้กษัตริย์ใช้อำนาจตามอัธยาศัย” อีกทั้งยังมีการแจกสติกเกอร์ให้บุคคลในกลุ่มเดียวกันมาติดว่าไม่เห็นด้วย และมีการแบ่งหน้าที่กัน กิจกรรมใช้เวลาประมาณ 20 นาที จากนั้นทั้งสี่ได้นำโพลเดินขึ้นไปบนรถไฟฟ้าสถานีหมอชิต และไปทำกิจกรรมต่อที่ห้าแยกลาดพร้าว
ต่อมาทั้งสี่ได้มาลงที่รถไฟฟ้าสถานีสนามเป้า โดยมีการแถลงต่อสื่ออิสระที่ติดตามการทำกิจกรรม จับใจความได้ว่า ผลโพลวันนี้มีคนไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย พยานไม่ได้ถอดเทป แต่จำได้จากรายงานการสืบสวนว่ามีการพูดดูหมิ่นกษัตริย์ แล้วทั้งสี่ก็เดินลงจากสถานีรถไฟฟ้าไปยังหน้ากองพลทหารม้าที่ 2 และหยุดอยู่ที่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมชูกระดาษโพล
พ.ต.ท.นาถนริศ ได้มาแจ้งความให้ดำเนินคดีหลังจากที่กิจกรรมจบลง และได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับ รวมถึงมีการตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนด้วย
พยานมีหน้าที่ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่สืบสวนได้ส่งคลิปมาให้ และมีรายงานการถอดเทป มีคำสั่งขอให้สถานีตำรวจใกล้เคียงทำรายงานตามคำสั่ง มีรายงานฝ่ายสืบสวนของ สน.บางซื่อ กับกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 มีรายงานการสืบสวนของ บก.ปอท. ว่ากลุ่มนี้เคยทำกิจกรรมมาก่อน 2-3 ครั้ง ทุกครั้งเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ มีบันทึกข้อความเกี่ยวกับเพจทะลุวัง มีบันทึกประชุมคณะทำงานและรายงานความคืบหน้า รวมถึงหนังสือถึงกระทรวงดิจิตอลฯ และบันทึกประจำวัน
จากนั้นทางคณะทำงานได้ลงความเห็นว่าเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 112 จึงได้ขอให้ศาลอนุมัติออกหมายจับ ก่อนมีการจับกุมดำเนินคดี ก่อนทางตำรวจเห็นว่าควรสั่งฟ้องทั้งสี่ โดยแยกฟ้องที่ศาลอาญาและศาลเยาวชนฯ
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่ได้ไปในที่เกิดเหตุ แต่ประจำอยู่ที่สน. ข้อเท็จจริงที่เบิกความมาจากรายงานสืบสวนและคำให้การ ซึ่งพยานเป็นหนึ่งในคณะสืบสวนสอบสวน
คดีนี้การสอบพยานบุคคลจะเป็นไปตามดุลยพินิจของคณะพนักงานสอบสวนตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ส่วนการเรียกพยานไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามมติส่วนใหญ่ของคณะฯ แต่จะเป็นไปตามดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนแต่ละท่าน หรือกำหนดในที่ประชุมว่าต้องการข้อเท็จจริงใดเพิ่มเติม
รายชื่อพยานได้รับมาจากฝ่ายสืบสวน ซึ่งพยานที่เรียกมาต้องอยู่ในละแวกที่เกิดเหตุ และรู้เห็นเหตุการณ์ ส่วนพยานอื่น ๆ ก็มีทั้งพยานความเห็น นักวิชาการ รวมถึงชาวบ้าน เพื่อถามความรู้สึกต่อเหตุการณ์ ส่วนรายชื่อพยานที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ได้มาจากฝ่ายสืบสวนโดยให้พยานที่อยากมีส่วนร่วมมาให้การ
คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อเนื่องตามมาตรา 19 สถานีตำรวจใดจะดำเนินการสอบสวนก็ได้ แต่ตำรวจนครบาลเห็นว่า สน.บางซื่อ เป็นเขตพื้นที่ที่พบการกระทำผิดที่แรกจึงมอบหมายให้เป็นผู้ทำการสอบสวน ส่วนกรณีที่มีพยานบางปาก ไม่มีตำรวจจาก สน.บางซื่อ ร่วมสอบสวนด้วยนั้น เป็นเรื่องปกติที่ผู้สอบสวนจะเป็นสถานีตำรวจอื่นซึ่งได้รับมอบหมายจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล เนื่องจากเป็นเหตุที่เกิดในหลายท้องที่
พยานรับว่า ผลตรวจเฟซบุ๊กเพจทะลุวัง ไม่ได้ดำเนินการตามแนวทางคดีอาญาระหว่างประเทศ ไม่ได้ตั้งอัยการสูงสุดมาเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน เนื่องจากเห็นว่าไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด จึงสรุปว่าเป็นคดีที่ยังไม่พบตัวผู้กระทำความผิด แยกกับคดีของจำเลยทั้งสี่
ปัจจุบันก็ยังไม่ทราบว่าใครเป็นแอดมินเพจทะลุวัง และยังสืบไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับเพจอย่างไร แต่ส่วนตัวเชื่อว่าจำเลยทั้ง 4 มีความเชื่อมโยงกับเพจ
พยานรับว่า มีการสอบปากคำ รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเห็นว่าการกระทำไม่ผิดมาตรา 112 เพราะเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต ซึ่งพยานก็ได้ส่งคำให้การดังกล่าวนี้ไปให้กับพนักงานอัยการด้วย
สำหรับวัตถุพยานที่เก็บได้มีแค่ป้ายและสติกเกอร์ที่ใช้แปะ แต่ไม่มีอุปกรณ์อื่นใดอีก โดยในโพลก็มีคนติดสติกเกอร์ว่าเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแค่นั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะติดช่องไม่เห็นด้วย
พยานมองว่า นอกเหนือจากคำถอดเทปที่เห็นว่าเป็นถ้อยคำที่ผิดตามมาตรา 112 การทำโพลเองก็ผิดด้วย โดยแยกเป็นการทำความผิดทั้งหมด 4 กระทง กระทงแรกคือ การโพสต์ของเพจทะลุวัง กระทงที่ 2 คือ การทำโพล กระทงที่ 3 คือ การกล่าวแถลงการณ์ และกระทงที่ 4 คือ การไปชูป้ายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ อันเป็นการกระทำในลักษณะต่างกรรมต่างวาระที่ต่อเนื่องกัน
ตอบพนักงานอัยการถามติง
รายชื่อพนักงานสอบสวนตามคำสั่งของกองบัญชาการตำรวจนครบาลทั้งหมดมีอำนาจสอบสวน ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานสอบสวนจาก สน.บางซื่อ มาร่วมด้วย เพราะแต่ละคนมีอำนาจตามคำสั่งแต่งตั้งอยู่แล้ว
สาเหตุที่ดำเนินคดีกับจำเลยเนื่องจาก 1. รู้ตัวผู้กระทำความผิด และ 2. พยานส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นความผิดเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ พยานเห็นว่าจำเลยทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเพจทะลุวัง เนื่องจากมีการโพสต์เชิญชวนในหัวข้อเดียวกัน และมาตามนัดหมายที่โพสต์ อีกทั้งยังมีการทำกิจกรรม มีการแถลงข่าวในนามเพจทะลุวัง แต่พยานไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นแอดมินเพจ จึงงดการสอบสวนในส่วนของเพจไป
.
บันทึกสืบพยานจำเลย
จำเลยต่อสู้ว่า การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัย และเน้นย้ำว่าตนไม่ได้เป็นผู้พูดถ้อยคำที่ระบุมาตามคำฟ้อง
ใบปอ เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานมีอายุเพียงแค่ 20 ปี ส่วนสาเหตุที่เดินทางไปทำกิจกรรม ณ ที่เกิดเหตุ เพราะว่า พยานต้องการที่จะสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป อันเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยของพยาน และเพื่อพูดถึงการใช้อำนาจของรัฐบาลในขณะนั้นด้วย โดยจากคำฟ้องโจทก์ข้อความที่ระบุว่ามีการพูดในระหว่างกิจกรรม พยานไม่ได้เป็นผู้พูดถ้อยคำเหล่านี้
สำหรับเพจเฟซบุ๊กทะลุวัง พยานไม่ใช่แอดมินหรือเจ้าของเพจแต่อย่างใด อีกทั้งไม่ได้ผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องโจทก์ด้วย
ตอบพนักงานอัยการถามค้าน
พยานยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้กล่าวข้อความตามคำฟ้อง แต่มีคนอื่นเป็นผู้พูด ซึ่งเป็นคนที่อยู่ในงานเดียวกันกับที่พยานได้ไปเข้าร่วม พยานรับว่า เดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมตามสถานที่และเวลาที่เพจทะลุวังนัดหมายเอาไว้บนเพจเฟซบุ๊กจริง แต่ก็เพราะโพสต์ดังกล่าวมีคนแชร์มาเป็นจำนวนมาก
ตอบทนายจำเลยถามติง
ข้อความตามคำฟ้องมีคนอื่นในงานเป็นผู้พูด ไม่ใช่พยาน ซึ่งข้อความที่คนอื่นพูดดังกล่าวก็ไม่ได้อยู่ในความควบคุมหรือสั่งการของพยานแต่อย่างใด ส่วนโพสต์เชิญชวนมาร่วมกิจกรรมไม่ได้มีแค่เพจทะลุวังเป็นผู้โพสต์ แต่สื่อมวลชนทั่วไปก็โพสต์ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อพยานพบเห็นโพสต์จึงได้เดินทางไปร่วมตามนัดหมายที่ระบุไว้
.
พยานผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ชี้การกระทำที่จะผิด ม.112 ได้ จะต้องกล่าวถึงบุคคล 4 คน ไม่ใช่บุคคลอื่น
รณกรณ์ บุญมี อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น รองคณบดีฝ่ายบริหาร เกี่ยวกับคดีนี้ พยานเคยให้ความเห็นไว้กับพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2565 โดยพนักงานสอบสวนเป็นฝ่ายติดต่อพยานให้มาให้การ
พนักงานสอบสวนได้ให้พยานอ่านข้อความที่พิมพ์เตรียมมาไว้แล้ว พร้อมถามว่าการติดสติกเกอร์บนข้อความที่มีลักษณะตามคำฟ้องเป็นความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ เมื่อพยานได้อ่านก็มีความเห็นว่า พยานไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการกระทำเช่นนั้นจริง แต่เท่าที่อ่านดูจากข้อความการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112 แต่อย่างใด
ในฐานะอาจารย์สอนวิชากฎหมายอาญาและคนเขียนตำรากฎหมาย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พยานมักจะสอนมาตลอดว่าการกระทำที่จะผิดมาตรา 112 ได้ จะต้องกล่าวถึงบุคคลทั้ง 4 ตามองค์ประกอบของกฎหมาย ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ใช่การกล่าวถึงบุคคลอื่น ๆ
แต่พฤติการณ์ที่ปรากฏเป็นการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามกับบุคคลอื่น เช่น รัฐบาล โดยไม่ได้มีการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อบุคคลทั้ง 4 ประเภทดังที่กล่าวไว้ข้างต้น พยานจึงให้ความเห็นต่อพนักงานสอบสวนไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล
ตอบพนักงานอัยการถามค้าน
พยานรับว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ให้พยานดูโพสต์เฟซบุ๊กจากเพจทะลุวัง แต่พนักงานสอบสวนใช้วิธีพิมพ์ข้อความออกมาให้พยานอ่านเพียงอย่างเดียว
ข้อความที่พนักงานสอบสวนให้พยานดูนำมาจากหลากหลายเพจ แต่พยานเลือกโฟกัสเฉพาะที่เนื้อหาของข้อความที่ได้อ่าน โดยพนักงานสอบสวนจะใส่คำถามมาแล้วเว้นช่องว่างเอาไว้ให้พยานตอบ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะมาพิมพ์คำตอบใส่ลงในช่องว่างนั้นภายหลัง เป็นไปตามบันทึกคำให้การของพยาน
พนักงานสอบสวนได้ส่งไฟล์คำถามมาให้พยานอ่านก่อนล่วงหน้าประมาณวันที่ 18 พ.ค. 2565 แต่สำหรับคำตอบจะเว้นช่องว่างเอาไว้ ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวนก็ได้นัดหมายกับพยานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 20 พ.ค. 2565 เพื่อสอบปากคำ
ในส่วนของคำตอบพยาน ได้พิมพ์เอาไว้แล้วเป็นไฟล์ Microsoft Word และส่งให้แก่พนักงานสอบสวนล่วงหน้าก่อนนัดเจอกัน 1 วัน ผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ ต่อมาเมื่อถึงวันนัดหมายพนักงานสอบสวนก็ได้เดินทางมาพร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คและปริ้นเตอร์ แล้วนำคำตอบที่พยานพิมพ์ไว้มานั่งอ่านดูเพื่อตรวจสอบว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่ ก่อนจะให้พยานลงลายมือชื่อในคำให้การ
สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลของพยาน พนักงานสอบสวนไม่ได้พิมพ์ในวันที่สอบคำให้การ แต่เป็นการพิมพ์เอาไว้ล่วงหน้า พนักงานสอบสวนมีข้อมูลของพยานอยู่ก่อนแล้ว
พยานรับว่า ความเห็นดังกล่าวเป็นของพยานเพียงคนเดียว แต่พยานก็ได้ให้ความเห็นไปตามที่พยานเคยศึกษามา และตามวัตถุพยานที่พนักงานสอบสวนนำมาให้ดู โดยพยานไม่เคยรู้จักกับจำเลยในคดีนี้มาก่อน
.
