พิพากษาจำคุก “ใบปอ” 6 ปี ก่อนลดเหลือ 4 ปี คดี ม.112 แชร์โพสต์ ‘เพจทะลุวัง’ เรื่องงบสถาบันกษัตริย์ ยังได้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์

วันที่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “ใบปอ” นักศึกษาและนักกิจกรรม ซึ่งถูกอัยการยื่นฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และ (5) จากกรณีที่มีการแชร์โพสต์ของ ‘เพจทะลุวัง’ เรื่อง ‘งบสถาบันกษัตริย์’ เมื่อวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 รวมจำนวน 2 โพสต์

คดีนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565  ปิยกุล วงษ์สิงห์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้เเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ให้ดําเนินคดีกับผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ทะลุวัง ThaluWang” เนื่องจากเห็นว่าเพจดังกล่าวมีการโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

ผู้กล่าวหาได้ให้การเอาไว้ว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลาประมาณ 20.30 น. ขณะที่เข้าใช้เฟซบุ๊กอยู่นั้นก็ได้เข้าไปดูที่เพจ “ทะลุวัง ThaluWang” แล้วจึงพบว่ามีการโพสต์ข้อความว่า “งบสถาบันกษัตริย์ปี 2565 ตลอดระยะเวลาที่รัฐบาลเผด็จการอุ้มชูสถาบันกษัตริย์ไว้นั้น จากตัวเลขที่ถูกเปิดเผยเมื่อปีก่อนว่างบสถาบันกษัตริย์มีประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาท แต่ในความเป็นจริงงบสถาบันกษัตริย์ตลอดทั้งปีนี้มีจํานวนประมาณ 9 หมื่นกว่าล้านบาท…” 

ต่อมา วันที่ 8 เม.ย. 2565 ผู้กล่าวหาได้เข้าให้การเพิ่มเติมเพื่อกล่าวหาผู้ใช้เฟซบุ๊กจํานวน 3 บัญชีที่แชร์โพสต์ดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ เฟซบุ๊กของใบปอ, “พลอย” เบญจมาภรณ์ (สงวนนามสกุล) และ “เมนู” สุพิชฌาย์ ชัยลอม

ใบปอต่อสู้คดีเรื่อยมา ในช่วงสืบพยาน ฝ่ายจำเลยยังพยายามยื่นขอศาลให้ออกหมายเรียกพยานเอกสารจากหน่วยงานราชการ เช่น สำนักงานรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา กระทรวงพาณิชย์ และ สำนักพระราชวัง ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับเรื่องการประชุมและรายงานงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เพื่อใช้ประกอบในการต่อสู้คดี กว่า 6 ครั้ง แต่ศาลอาญายังคงมีคำสั่งไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสารให้

.

พิพากษาจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 6 ปี ก่อนลดเหลือ 4 ปี เห็นว่าข้อความตามโพสต์ทำให้ประชาชนเข้าใจว่ากษัตริย์ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยและผลาญภาษีประชาชน

วันนี้ (29 ส.ค. 2568) ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 911 เวลา 09.00 น. มีประชาชน องค์กรสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชนให้ความสนใจร่วมเข้าฟังการพิจารณา รวมไปถึงเพื่อนและครอบครัวของจำเลยที่มาร่วมให้กำลังใจจนเต็มห้องพิจารณา

ศาลได้ลงนั่งบังลังก์เวลาประมาณ 10.00 น. โดยหนึ่งในคณะผู้พิพากษาได้แจ้งกับจำเลยว่าสามารถนั่งฟังคำพิพากษาได้ ไม่จำเป็นต้องยืน และได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่าคดีนี้สามารถอุทธรณ์ต่อไปได้เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด จากนั้นศาลจึงเริ่มอ่านคำพิพากษา

โดยสรุป เห็นว่า ในคดีนี้ พยานโจทก์ล้วนเบิกความไปในทำนองเดียวกันว่าโพสต์ทั้ง 2 โพสต์ มีเนื้อหาหยายคาย เป็นการดูหมิ่น เกลียดชัง อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ในส่วนของพยานหลักฐาน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าแม้โพสต์ต้นทางนั้นจะไม่สามารถเปิดได้  แต่เมื่อใช้เครือข่าย VPN ซึ่งเป็นการเข้าระบบอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายต่างประเทศ พบว่า URL ดังกล่าวยังสามารถเปิดแล้วเห็นโพสต์ดังกล่าวได้ แม้จะไม่เห็นโพสต์ที่ถูกแชร์ตามฟ้อง แต่จำเลยก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าโพสต์ที่แชร์ดังกล่าวถูกลบไปจริงหรือไม่ คำเบิกความของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนัก 

แม้จำเลยจะทราบว่ามีบัญชีเฟซบุ๊กอื่นที่ใช้รูปและชื่อของตนเอง แต่จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมาย ซึ่งโดยปกติวิญญูชนเมื่อทราบว่ามีผู้ใดใช้ชื่อหรือรูปของตนเองในการแอบอ้าง ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย และในชั้นสอบสวนจำเลยไม่ได้ปฏิเสธว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวไม่ใช่ของตนเอง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความน่าเชื่อถือกว่าของฝั่งจำเลย

ศาลพิจารณาทั้งสองโพสต์ข้อความ เห็นว่าเป็นการกล่าวถึงพระบรมวงศานุวงศ์ รัชกาลที่ 10 และสถาบันพระมหากษัตริย์ เกี่ยวกับการใช้พระราชอำนาจและการนำเงินภาษีประชาชนไปใช้ และแม้ภาพในโพสต์จะมีการปกปิดใบหน้าบางส่วน แต่ก็ดูออกได้ว่าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ 

ภาพและข้อความที่จำเลยแชร์นั้นมีเนื้อหาลักษณะเสียดสี ประชดประชัน สร้างความเสียหายต่อพระเกียรติของรัชกาลที่ 10 และพระราชินีอย่างร้ายแรง อันเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินี ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

โพสต์ดังกล่าวยังมีการเผยแพร่สู่สาธารณะ บุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ได้จำนวนมาก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริง

ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 วรรค 1 (5) ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษสูงสุด จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง รวม 6 ปี

เนื่องจากจำเลยให้ข้อเท็จจริงในชั้นตรวจพยานหลักฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และปรากฏจากแถลงการณ์ปิดคดี จำเลยยังอยู่ในระหว่างการศึกษา และได้ทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ กับบริจาคอวัยวะ เช่น ดวงตาแก่ผู้อื่น เป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น เห็นควรลงโทษสถานเบาสุด และกรณีมีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา

หลังอ่านคำพิพากษา ใบปอได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลควบคุมตัวไปยังห้องขังใต้ถุนศาล ส่วนทนายความได้ยื่นขอประกันตัวจำเลยในชั้นอุทธรณ์

ต่อมา เวลา 16.00  น. ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา โดยให้วางหลักทรัพย์ 200,000 บาท โดยไม่กำหนดเงื่อนไขใด โดยหลักทรัพย์ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ จากนั้นใบปอได้เดินทางออกไปพบกับประชาชนบริเวณศาลอาญาที่มาร่วมให้กำลังใจ และเดินทางกลับบ้าน

ทั้งนี้ ใบปอถูกดำเนินคดีจากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จำนวน 7 คดี ในจำนวนนี้เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี โดยคดีนี้เป็นคดีแรกที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาออกมา 

นอกจากนั้น ในวันที่ 29 ก.ย. 2568 ใบปอยังมีนัดฟังคำพิพากษาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีร่วมอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ในการช่วงการประชุมเอเปค 2022 ซึ่งเธอถูกฟ้องด้วยข้อหามาตรา 112 ร่วมกับ “เก็ท โสภณ” อีกด้วย

.

ย้อนอ่านบันทึกสืบพยานคดีนี้

ชวนอ่านบันทึกการสืบพยานคดี ม.112 ของ “ใบปอ” กรณีแชร์โพสต์จาก ‘เพจทะลุวัง’ เรื่อง ‘งบสถาบันกษัตริย์’ เมื่อปี 65 

X