ระหว่างวันที่ 27-30 พ.ค. 2568 ที่ห้องพิจารณา 911 ของศาลอาญา มีกำหนดนัดสืบพยานในคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ของ “ใบปอ” จากกรณีแชร์โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก “ทะลุวัง” เรื่องงบประมาณสถาบันกษัตริย์ เมื่อปี 2565
คดีนี้มีการสืบพยานโจทก์ไปแล้วบางส่วนเมื่อปี 2566 โดยในระหว่างสืบพยาน ศาลยังไม่ได้ออกหมายเรียกเอกสารจากหน่วยงานราชการจากหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา กระทรวงพาณิชย์ และ สำนักพระราชวัง ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับเรื่องการประชุมและรายงานงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารดังกล่าวไปตั้งแต่ ปี 2566 รวม 6 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายจำเลยจะมีคำแถลงถึงความสำคัญของพยานเอกสารดังกล่าวเพื่อใช้ในการต่อสู้คดี จำเลยไม่สามารถนำมาแสดงต่อศาลได้ด้วยตนเองและเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์โดยตรง
แต่ศาลอาญายังคงมีคำสั่งไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสารให้ทุกครั้ง ระบุเหตุผลโดยสรุปว่า ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ทั้งจำเลยได้ให้แนวทางการต่อสู้คดีว่า ข้อความที่แชร์เป็นความจริง ดังนั้นจำเลยจึงทราบว่าเป็นความจริงแล้ว ไม่จำต้องหมายเรียกพยานบุคคลมาเบิกความ ส่วนที่ขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารนั้น เอกสารดังกล่าว ศาลก็ไม่จำต้องออกหมายเรียกให้
.
คดีกล่าวหาโดยสมาชิกกลุ่ม ศปปส. จำเลยให้การปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา
สำหรับคดีนี้มี ปิยกุล วงษ์สิงห์ สมาชิกของกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้กล่าวหา ย้อนไปเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 “ใบปอ” และนักกิจกรรมอีก 2 คน ได้ถูกตำรวจจับกุมในคดีนี้ ขณะกำลังเดินทางไปพักผ่อน ในระหว่างที่ทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้ เพื่อทำบันทึกจับกุมที่ป้อมตำรวจหน่วยบริการทางหลวง อ.ชะอำ ไม่มีทนายความร่วมอยู่ในกระบวนการดังกล่าวด้วย ก่อนจะถูกนำตัวมาถึง บก.ปอท. ในเวลา 15.16 น. และได้พบกับทนายความเป็นครั้งแรก โดยทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน
ต่อมา เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2565 ธีรารัตน์ บุตรโพธิ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด (สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7) ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญา โดยกล่าวหาเป็น 2 กระทง จากการแชร์โพสต์ข้อความเฟซบุ๊กจากเพจ “ทะลุวัง ThaluWang” เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้งบประมาณเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และแชร์โพสต์จากเพจดังกล่าวเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 เป็นภาพพร้อมข้อความเกี่ยวกับการใช้จ่ายภาษีของประชาชน
อัยการกล่าวหาว่าทั้งสองข้อความดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ เสีย ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยมีเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพนับถือ เป็นการกล่าวร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยฝ่ายจำเลยยืนยันให้การปฏิเสธในชั้นศาล
.
ศาลชี้พยานหลักฐานไม่สำคัญ แม้ทนายจำเลยขอให้ศาลออกหมายเรียก รวม 6 ครั้ง พร้อมชี้ถึงความสำคัญเพื่อให้จำเลยสามารถต่อสู้ได้อย่างเต็มที่
วันที่ 31 ต.ค. 2565 ในนัดตรวจพยานหลักฐาน ทนายความจำเลยได้ยื่นบัญชีพยานจำเลยรวม 32 อันดับ ซึ่งศาลมีคำสั่งรับบัญชีพยานจำเลยแล้ว
ครั้งแรก ในวันที่ 27 ต.ค. 2566 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานเอกสารลำดับที่ 31 และ 32 ในบัญชีพยานข้างต้น เนื่องจากพยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก จำเลยไม่สามารถนำมาแสดงต่อศาลได้ด้วยตนเอง และเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีที่ต้องใช้ถามค้านพยานบุคคลของโจทก์ และใช้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลย ได้แก่
1. รายการและรายละเอียดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ทรัพย์สินในพระองค์และทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ ระหว่างปีพุทธศักราช 2560 – 2565 อยู่ที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
2. งบประมาณของสำนักพระราชวังในปี พ.ศ. 2561 – 2565 อยู่ที่สำนักพระราชวัง
ต่อมาศาลได้มีคำสั่งว่า “กรณียังฟังตามคำร้องไม่ได้ว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ยกคำร้อง”
ครั้งที่สอง ในวันที่ 1 ก.พ. 2567 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานบุคคลลำดับที่ 5 และ 8 และพยานเอกสารลำดับที่ 14 ถึง 19, 23 และ 28 ถึง 32 โดยได้ระบุเพิ่มเหตุผลว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ
พยานบุคคลและเอกสารดังกล่าวเช่น เลขาธิการสำนักพระราชวัง, ผอ.สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, รายงานการประชุมของวุฒิสภา และ รัฐสภา, รายชื่อผู้ถือหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เป็นต้น ต่อมาศาลยังคงมีคำสั่ง “ไม่อนุญาตให้ออกหมายเรียกพยานบุคคลและเอกสาร เพราะยังฟังไม่ได้ว่าเป็นพยานสำคัญ”
ครั้งที่สาม ในวันที่ 9 พ.ค. 2567 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานบุคคลลำดับที่ 2 ถึงที่ 4, ที่ 6 และ ที่ 7 ซึ่งล้วนเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ต่อมาศาลอนุญาตออกหมายเรียกให้
ครั้งที่สี่ ในวันที่ 13 พ.ค.2567 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานบุคคลลำดับที่ 5 และ ที่ 8 คือ ผอ.สำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์และเลขาธิการสำนักพระราชวัง ต่อมาศาลมีคำสั่งยกคำร้อง
ครั้งที่ 5 ในวันที่ 8 พ.ค. 2568 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานบุคคลลำดับที่ 2 ถึงที่ 8 และพยานเอกสารลำดับที่ 14 ถึง 19, 21 และ 27 ถึง 32 ตามบัญชีระบุพยานจำเลย ฉบับลงวันที่ 31 ต.ค. 2565 และพยานลำดับที่ 1 ถึงที่ 3 ตามบัญชีระบุพยานจำเลยเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 27 ส.ค. 2567 ได้แก่ พยานบุคคลผู้เชี่ยวชาญเป็นอาจารย์ด้านกฎหมาย รวมถึงเลขาธิการสำนักพระราชวัง และ ผอ.สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พยานเอกสารจากหน่วยงานราชการจากหลายหน่วยงานเพื่อประกอบการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยและใช้ในการถามค้านพยานโจทก์
ต่อมา ศาลได้มีคำสั่งว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามที่ทนายจำเลยทั้งสองขอหมายเรียกพยานบุคคล
มาทั้งหมด จำเลยที่ 1 ได้ให้แนวทางการต่อสู้คดีว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 แชร์ส่งต่อในระบบคอมพิวเตอร์เป็นความจริง ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 31 ต.ค. 2565 ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงทราบว่าเป็นความจริงแล้ว จึงไม่จำต้องหมายเรียกพยานบุคคลดังกล่าวมาเบิกความแต่อย่างใด และในกรณีที่เป็นข้อกฎหมายศาลย่อมวินิจฉัยได้อยู่แล้ว กรณีจึงไม่ออกหมายเรียกพยานบุคคลดังกล่าวให้ ส่วนที่ขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารนั้นเอกสารดังกล่าว ศาลก็ไม่จำต้องออกหมาย”
ในวันนี้ (28 พ.ค. 2568) หลังสืบพยานเสร็จสิ้น ทนายความได้ยื่นคำร้องขอออกหมายเรียกพยานอีกครั้งเป็นครั้ง ที่ 6 โดยมีเนื้อความเดียวกันกับครั้งที่ยื่นเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2568 ศาลได้รับไว้และได้ออกหมายให้ตามคำร้อง ยกเว้น ผอ.สำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์และเลขาธิการสำนักพระราชวัง โดยระบุว่า “เนื่องจากมีคำสั่งไม่อนุญาตหลายครั้ง ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนพยานบุคคลที่เหลือ หมายเรียกให้ โดยให้นำส่งหมายเอง”
พยานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องในข้อกล่าวหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ศาลยังคงปฏิเสธคำร้องของทนายจำเลย การปฏิเสธออกหมายเรียกพบยานบุคคลและพยานเอกสารทำให้ในการสืบพยานจำเลยที่จะถึงนี้ ย่อมไม่เกิดความยุติธรรมแก่ฝ่ายจำเลยที่ไม่ได้รับพยานหลักบานที่ครบถ้วนและได้หมายเรียกภายในเวลาที่เหมาะสม
.
เหลือนัดสืบพยานจำเลย 1 นัด ศาลอนุญาตให้สืบพยานลับหลังโดยที่ไม่มีฝ่ายใดร้องขอ
เมื่อวานนี้ (27 พ.ค. 2568) ในนัดสืบพยานโจทก์ต่อ ศาลทำการสืบพยานโจทก์ไปได้ 2 ปาก แล้วโจทก์แถลงว่าวันนี้ยังติดใจสืบพยานตำรวจอีกปาก โดยพยานทราบนัดแล้ว แต่ไม่มาศาล และมีหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องว่าติดภารกิจในวันนี้
ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดสืบพยานในวันที่ 28 และ 29 พ.ค. 2568 โดยวันที่ 28 เนื่องจากต้องทำรายงานและทบทวนเนื้อหาเตรียมสอบปลายภาค ส่วนวันที่ 29 จำเลยทำรายงานและติดการสอบทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในวันที่ 28 พ.ค. 2568 ไม่มีรายละเอียดเอกสารท้ายคำร้องขอเลื่อนคดีของฝ่ายจำเลยที่ว่าต้องอยู่มหาวิทยาลัยเพื่อทำและส่งรายงานฯ หรือไม่ ทั้งเห็นว่าหากจำเลย ไม่สามารถมาศาลได้เพราะเหตุดังกล่าวย่อมเป็นเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ศาลอนุญาตให้จำเลยไม่ต้องมาฟังการพิจารณาและการสืบพยานในนัดวันที่ 28-29 พ.ค. 2568 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ (4) ยกคำร้องในส่วนนี้
ในระหว่างที่ทนายยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีต่อศาล ใบปอยังได้แถลงต่อศาลเช่นเดียวกันว่า ถึงแม้จะมีทนายความแล้ว แต่จำเลยยังมีความต้องการจะมาดูการพิจารณาคดีด้วยตนเองทุกนัดสืบพยาน
ในวันนี้ (28 พ.ค. 2568) ใบปอไม่ได้มาฟังการพิจารณาด้วยตนเอง เนื่องจากต้องทำรายงานและอ่านหนังสือเตรียมสอบในวันพรุ่งนี้ ก่อนสืบพยานทนายได้แถลงย้ำเจตนารมณ์ของใบปอ ว่า จำเลยคัดค้านการสืบพยานลับหลังจำเลย เนื่องจากประสงค์จะมาฟังการสืบพยานด้วยตนเอง ศาลได้บันทึกไว้ และเห็นว่าศาลได้อนุญาตให้สืบพยานลับหลังตามเหตุผลในนัดที่แล้ว
โจทก์ได้นำสืบพยานจนครบและแถลงว่ายังคงติดใจจะสืบพยานตำรวจอีกปากแต่ไม่สามารถมาศาลได้เนื่องจากติดภารกิจ ศาลเห็นว่าไม่ใช่พยานสำคัญและได้สืบพยานปากที่สำคัญแล้วจึงตัดพยานออก เสร็จสิ้นการสืบพยานฝ่ายโจทก์
จำเลยที่ 1 ขอยกเลิกนัดสืบพยานในวันพรุ่งนี้เนื่องจากติดสอบตามตารางสอบที่แนบท้ายคำร้องเมื่อวานนี้ ศาลได้ปรึกษากับรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาฯตามระเบียบแล้ว อนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยเป็นวันที่ 30 พ.ค. 2568
