ชวนอ่านบันทึกการสืบพยานคดี ม.112 ของ “ใบปอ” กรณีแชร์โพสต์จาก ‘เพจทะลุวัง’ เรื่อง ‘งบสถาบันกษัตริย์’ เมื่อปี 65 

วันที่ 29 ส.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “ใบปอ” นักศึกษาและนักกิจกรรม ซึ่งถูกอัยการยื่นฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และ (5) จากกรณีที่มีการแชร์โพสต์ของ ‘เพจทะลุวัง’ เรื่อง ‘งบสถาบันกษัตริย์’ เมื่อวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 รวมจำนวน 2 โพสต์

คดีนี้สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565  ปิยกุล วงษ์สิงห์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ได้เเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ให้ดําเนินคดีกับผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ทะลุวัง ThaluWang” เนื่องจากเห็นว่าเพจดังกล่าวมีการโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ และนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

ผู้กล่าวหาได้ให้การเอาไว้ว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลาประมาณ 20.30 น. ขณะที่เข้าใช้เฟซบุ๊กอยู่นั้นก็ได้เข้าไปดูที่เพจ “ทะลุวัง ThaluWang” แล้วจึงพบว่ามีการโพสต์ข้อความว่า “งบสถาบันกษัตริย์ปี 2565 ตลอดระยะเวลาที่รัฐบาลเผด็จการอุ้มชูสถาบันกษัตริย์ไว้นั้น จากตัวเลขที่ถูกเปิดเผยเมื่อปีก่อนว่างบสถาบันกษัตริย์มีประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาท แต่ในความเป็นจริงงบสถาบันกษัตริย์ตลอดทั้งปีนี้มีจํานวนประมาณ 9 หมื่นกว่าล้านบาท…” 

ต่อมา วันที่ 8 เม.ย. 2565 ผู้กล่าวหาได้เข้าให้การเพิ่มเติมเพื่อกล่าวหาผู้ใช้เฟซบุ๊กจํานวน 3 บัญชีที่แชร์โพสต์ดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ เฟซบุ๊กของใบปอ, “พลอย” เบญจมาภรณ์ (สงวนนามสกุล) และ “เมนู” สุพิชฌาย์ ชัยลอม โดยเห็นว่าเป็นการกล่าวหาสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งในหลวงรัชกาลที่ 10 ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยมีเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพนับถือ อย่างชัดแจ้ง โดยมิได้เกรงกลัวต่อความผิดอาญาแผ่นดิน

.

ทบทวนไทม์ไลน์การถูกดำเนินคดี

การแจ้งความร้องทุกข์ของปิยกุล นำไปสู่เหตุการณ์การเข้าจับกุม ใบปอ, เมนู และ พลอย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 ในขณะนั้นพลอยยังเป็นเยาวชนอายุไม่ถึง 18 ปี  ในวันดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน ถูกตำรวจทางหลวงสกัดไว้ด้วยรถยนต์จำนวน 4 คัน บริเวณเขาย้อย จ.เพชรบุรี ขณะกำลังเดินทางไปพักผ่อนกับกลุ่มเพื่อน หลังจากนั้นตำรวจขอดูบัตรประจำตัวประชาชน โดยอ้างว่าเพื่อตรวจสอบว่ามีบุคคลตามหมายจับอยู่ในรถหรือไม่ โดยไม่ได้มีการแสดงหมายจับ แต่ใช้วิธีแจ้งด้วยวาจาว่ามีหมายจับ

ภายหลังจึงทราบว่าเป็นการจับกุมตามหมายจับที่ออกโดยศาลอาญา และศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ลงวันที่ 20 เม.ย. 2565 ในข้อหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และ (5)

ในระหว่างที่ทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้เพื่อทำบันทึกจับกุมนั้น ไม่ได้มีทนายความร่วมอยู่ด้วย กระทั่งล่วงเลยมาจนถึงเวลา 15.16 น. ใบปอ เมนู และพลอย จึงถูกนำตัวมาที่ บก.ปอท. และได้พบกับทนายความเป็นครั้งแรก หลังแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำ พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอฝากขังเมนูและใบปอต่อศาลอาญาผ่านระบบวิดิโอคอนเฟอเรนซ์ ขณะที่พลอยถูกแยกตัวไปตรวจสอบการจับกุมและขอออกหมายควบคุมตัวที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ก่อนศาลอนุญาตให้ประกันทั้งสามคนในชั้นฝากขัง

.

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2565 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 ยื่นฟ้องคดีของใบปอและเมนูในความผิดตามมาตรา 112 และฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และ (5) 

ธีรารัตน์ บุตรโพธิ์ พนักงานอัยการ บรรยายคำฟ้องมีใจความสำคัญโดยสรุปกล่าวหาใบปอและเมนูคนละ 2 กระทง ว่า เมื่อวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 จำเลยที่ 1 (ใบปอ) และจำเลยที่ 2 (เมนู) ได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยการแชร์ข้อความที่เพจเฟซบุ๊ก ‘ทะลุวัง ThaluWang’ ได้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ไว้ ซึ่งมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ และมีข้อความวิจารณ์งบประมาณสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 พร้อมทั้งนัดหมายทำโพลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว รวม 2 โพสต์ ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของทั้งสองที่ตั้งค่าเป็นค่าสาธารณะ 

อัยการระบุว่า การแชร์โพสต์ดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นข้อความดังกล่าวเข้าใจว่า รัชกาลที่ 10 ทรงใช้พระราชอำนาจโดยการเอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้ แล้วเนรคุณต่อผู้เสียภาษี ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นการกล่าวร้ายสถาบันกษัตริย์ บิดเบือนข้อมูล ใส่ร้าย จำเลยทั้งสองมีเจตนาอาฆาตมาดร้ายและทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนชาวไทย และทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ โดยจําเลยทัังสองรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร 

ในส่วนของพลอย ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้อีกรายหนึ่งซึ่งขณะนั้นยังเป็นเยาวชนอายุไม่ถึง 18 ปี ก็ได้ถูกพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 2 ยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนฯ เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2565 ในฐานความผิดเช่นเดียวกันกับคดีของใบปอและเมนู 

.

ต่อมา ในนัดสอบคำให้การวันที่ 5 ก.ย. 2565 ใบปอพร้อมด้วยทนายความเดินทางมายังศาลตามนัดหมาย ส่วนเมนูไม่ได้มาศาล ศาลจึงสอบคำให้การใบปอเพียงคนเดียว และสั่งให้จำหน่ายคดีในส่วนของเมนูออกจากสารบบชั่วคราว พร้อมทั้งให้ออกหมายจับ และปรับนายประกันเต็มตามสัญญาประกัน เป็นเงิน 200,000 บาท

.

ในระหว่างพิจารณาคดีนี้ ซึ่งใบปอได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2565 ศาลกำหนดเงื่อนไขประกัน คือ “ห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะหรือทำนองเดียวกับที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ หรือห้ามเข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง หรือกระทำการหรือร่วมกิจกรรมใด ๆ ในอันที่จะทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” 

ต่อมาพนักงานอัยการโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนประกันใบปอ โดยอ้างเหตุว่า จำเลยได้เคลื่อนไหวและเข้าร่วมการชุมนุมในระหว่างการประชุม APEC 2022 เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 และได้กระทำผิดเงื่อนไขประกัน

หลังการไต่สวนคำร้องดังกล่าว วันที่ 9 ม.ค. 2566 ศาลก็ได้มีคำสั่งเพิกถอนประกันใบปอ โดยระบุในคำสั่งตอนหนึ่งว่า “…การที่จำเลยทั้งสองคนเข้าร่วมชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 จนมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงหรือเหตุผลใดในการกระทำของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขประกันตัวที่ศาลกำหนดไว้”

คำสั่งดังกล่าว ส่งผลให้ใบปอต้องถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางอีกครั้ง หลังจากเคยถูกคุมขังในช่วงปี 2565 เป็นระยะเวลา 94 วัน ในคดีทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ ก่อนจะได้รับการประกันตัวในวันที่ 20 ก.พ. 2566 ต้องใช้เวลาถึง 43 วัน กว่าจะได้ประกันตัวในคดีนี้อีกครั้ง

คดีนี้มีการสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 14-15 พ.ย. 2566, 26 ก.ค., 27 ส.ค. 2567, 27- 28 พ.ค. 2568 และสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2568 ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณา 911 โดยฝ่ายโจทก์ได้นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 15 ปาก ได้แก่ ผู้กล่าวหา, สันติบาล, ตำรวจสืบสวน, ชุดตรวจพยานหลักฐานของ ปอท., ฝ่ายกฎหมาย AIS, ตำรวจชุดจับกุม, พยานนักวิชาการผู้ให้ความเห็น และพนักงานสอบสวน 

พยานโจทก์ส่วนใหญ่เห็นว่าจำเลยเป็นผู้แชร์ข้อความตามฟ้องจากเพจทะลุวัง โดยข้อความมีลักษณะใส่ร้ายกษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน แต่พยานบางปากเบิกความว่า เป็นการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ อย่างไรก็ตาม พยานเจ้าหน้าที่รับว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งโดยกระทรวงดิจิตัล, ปอท. และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ไม่สามารถระบุได้ว่า ใครเป็นแอดมินเพจทะลุวัง ใครโพสต์และแชร์ข้อความตามฟ้อง

ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าเบิกความรวม 2 ปาก ได้แก่ ใบปอ จำเลย ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยาน และพยานผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ โดยใบปอยืนยันว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพจทะลุวัง และไม่ได้แชร์โพสต์ตามฟ้อง ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ให้ความเห็นว่า ผลการตรวจคอมพิวเตอร์ของกลางและตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหาไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีความน่าเชื่อถือ ตลอดจนหลักฐานที่ผู้กล่าวหาใช้แจ้งความมีการตัดต่อ และเมื่อตรวจสอบลิงก์ตามฟ้องแล้วไม่พบการแชร์โพสต์ตามที่ถูกกล่าวหา  

ทั้งนี้ ระหว่างการสืบพยานเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2568 ใบปอได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 28 พ.ค. 2568 เนื่องจากต้องทำและส่งรายงานให้ทันตามกำหนดเวลา โดยโจทก์ไม่คัดค้าน ศาลยกคำร้อง แต่อนุญาตให้ใบปอไม่ต้องมาฟังการพิจารณาและการสืบพยาน อย่างไรก็ตาม ใบปอและทนายจำเลยได้แถลงคัดค้านการสืบพยานลับหลังจำเลย โดยยืนยันว่าจำเลยประสงค์มาฟังการสืบพยานด้วยตนเอง ศาลจึงบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา แต่ยืนยันให้สืบพยานโจทก์ลับหลังจำเลยในนัดดังกล่าว 

การสืบพยานในคดีนี้ ฝ่ายจำเลยยังพยายามยื่นขอศาลให้ออกหมายเรียกพยานเอกสารจากหน่วยงานราชการ เช่น สำนักงานรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา กระทรวงพาณิชย์ และ สำนักพระราชวัง ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับเรื่องการประชุมและรายงานงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เพื่อใช้ประกอบในการต่อสู้คดี กว่า 6 ครั้ง แต่ศาลอาญายังคงมีคำสั่งไม่ออกหมายเรียกพยานเอกสารให้ทุกครั้ง

.

บันทึกสืบพยานโจทก์

ปิยกุล วงษ์สิงห์ ผู้กล่าวหา เบิกความว่า พยานประกอบอาชีพรับจ้างในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ทั้งเป็นสมาชิกของกลุ่ม ศปปส. ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2563 มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ เนื่องจากมีกลุ่มผู้ชุมนุมที่โจมตีสถาบันกษัตริย์ 

เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 เวลาประมาณ 20.30 น. พยานได้เข้าไปดูเฟซบุ๊กเพจทะลุวัง และพบโพสต์เกี่ยวกับงบประมาณสถาบันกษัตริย์ปี 2565 พร้อมทั้งรูปภาพของพระบรมวงศานุวงศ์ จากนั้นได้เข้าไปดูเฟซบุ๊กของจำเลย (ใบปอ) เห็นว่า ได้แชร์โพสต์ดังกล่าวของเพจทะลุวังด้วย พยานได้ติดตามดูเฟซบุ๊กทั้งสองบัญชีมาตั้งแต่ปี 2563 พบว่า มักโพสต์ข้อความโจมตีสถาบันกษัตริย์ โดยตั้งค่าเป็นบัญชีสาธารณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปดูได้ 

พยานเห็นว่า ข้อความที่จำเลยแชร์เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 ข้อความแรกเป็นการดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย ข้อความที่ 2 ที่เกี่ยวกับงบประมาณสถาบันกษัตริย์ปี 2565  เป็นข้อมูลบิดเบือน ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ส่วนข้อความที่จำเลยแชร์เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 เป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์

สมาชิกกลุ่ม ศปปส. เห็นว่า การกระทำดังกล่าวของจำเลยน่าจะผิดกฎหมาย จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ 

พยานเห็นว่า จำเลยกับเพจทะลุวังมีความเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากจำเลยเป็นสมาชิกกลุ่มทะลุวัง พยานไม่ทราบว่าข้อมูลที่จำเลยแชร์มาจากเพจทะลุวังเป็นความจริงหรือไม่ แต่การแชร์ของจำเลยทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์ 

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

สมาชิกกลุ่ม ศปปส. ไม่ได้รับเงินเดือน การเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ในคดีต่าง ๆ ก็ไม่ได้รับค่าใช้จ่าย พยานเคยไปแจ้งความคดีมาตรา 112 มาแล้วประมาณ 10 คดี

ในการเข้าแจ้งความในคดีนี้ พยานไม่ได้ระบุตัวบุคคลที่ต้องการแจ้งความ เพียงแต่แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กเพจทะลุวังเท่านั้น เนื่องจากพยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ดูแลเพจดังกล่าว

พยานไม่ทราบว่าบัญชีเฟซบุ๊กที่มีชื่อตามฟ้องนั้นจะมีหลายบัญชีหรือไม่ แต่ทราบว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นของจำเลย เนื่องจากมีรูปภาพของจำเลยปรากฏอยู่ด้วย ส่วนตำรวจจะได้ตรวจสอบว่า เป็นของจำเลยจริงหรือไม่ พยานไม่ทราบ

พยานบันทึกภาพหน้าจอจากโทรศัพท์มือถือของตัวเองและปรินท์ภาพดังกล่าวส่งมอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน โดยมี URL ปรากฏอยู่ด้วย 

กัญจน์บงกช เมฆาประพัฒน์สกุล ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม ศปปส. เช่นเดียวกับพยาน ได้ไปแจ้งความในคดีนี้กับพยานด้วย ทั้งนี้ กัญจน์บงกชเป็นผู้ส่งโพสต์ของเพจทะลุวังมาให้พยานดูทางโทรศัพท์

.

กัญจ์บงกช เมฆาประพัฒน์สกุล ผู้กล่าวหาอีกราย เบิกความว่า พยานเป็นแอดมินเพจ ศปปส. โดยกลุ่มมีวัตถุประสงค์ในการปกป้องสถาบันกษัตริย์ มีสมาชิกทั่วประเทศ

เกี่ยวกับคดีนี้ปิยกุลได้นำข้อความที่จำเลยแชร์จากเพจทะลุวังมาให้สมาชิก ศปปส. ดู  พยานเห็นว่า ข้อความ 

ดังกล่าวสื่อถึงพระบรมวงศานุวงศ์และในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นการบิดเบือนข้อมูล จาบจ้วงและให้ร้ายสถาบันกษัตริย์ 

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานเป็นแอดมินเพจ ศปปส. โดยไม่เคยได้รับค่าจ้างตอบแทน หน้าที่ของพยานคือการถ่ายทอดสด และดูแลเพจ ตลอดจนประชาสัมพันธ์งานหรือกิจกรรมลงเพจให้สมาชิกทราบ 

ในการเข้าแจ้งความในคดีนี้ พยานและปิยกุลไปที่ บก.ปอท. โดยให้การว่า ต้องการให้ดําเนินคดีกับผู้ที่โพสต์ข้อความ ไม่ได้ระบุว่า ให้ดําเนินคดีกับผู้ที่แชร์ข้อความ 

หลังปิยกุลส่งข้อความที่จำเลยแชร์เข้ามาในไลน์กลุ่มของแอดมินเพจ ศปปส. ซึ่งมีสมาชิก 9 คน สมาชิกทุกคนประชุมพิจารณาแล้วลงมติว่า เป็นความผิด

พยานไม่ทราบว่าข้อมูลที่จำเลยแชร์มาจากเพจทะลุวังเรื่องงบสถาบันกษัตริย์ปี 2565 เป็นความจริงหรือไม่ แต่พยานเห็นว่า ข้อความที่แชร์มาบางส่วน เป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ พยานไม่ทราบด้วยว่า สนามหลวงและลานพระบรมรูปทรงม้าถูกปิดหรือไม่ 

.

สันติบาล-ตร.สืบสวน 3 นาย ระบุ จำเลยอยู่กลุ่ม “ทะลุวัง” – ร่วมกิจกรรมทำโพล กระทบความรู้สึกประชาชน แต่ไม่ได้สืบว่าใครเป็นแอดมินเพจ-เจ้าของเฟซบุ๊กที่แชร์โพสต์ 

พ.ต.อ.เทอดไทย สุขไทย ขณะเกิดเหตุเป็นผู้กำกับการกองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 มีหน้าที่ในการสืบสวนคดีความมั่นคงในเขตกรุงเทพฯ เบิกความว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2565 ผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานได้รายงานมาว่า พบเห็นเพจทะลุวังโพสต์เชิญชวนประชาชนให้มาเข้าร่วมการชุมนุมเพื่อจัดทำโพลเรื่องงบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 31 มี.ค. 2565 บริเวณสะพานลอยสี่แยกราชประสงค์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป 

เพจทะลุวังได้มีการโพสต์เชิญชวนชุมนุมรวม 2 โพสต์ ในวันที่ 30 และ 31 มี.ค. 2565 โพสต์แรกมีข้อความในลักษณะที่ว่า สถาบันกษัตริย์ใช้ภาษีเป็นจำนวนมาก อันเป็นการกล่าวอ้างขึ้นมา จะเป็นความจริงหรือไม่ก็ไม่ทราบ ซึ่งพยานเห็นว่า ข้อความดังกล่าวทำให้สถาบันกษัตริย์ถูกด้อยค่า ถูกดูหมิ่นว่าใช้เงินมาก อีกทั้งยังมีข้อความในลักษณะว่า ถ้านำงบประมาณไปใช้ทำอย่างอื่นจะมีประโยชน์มากกว่านี้ด้วย

ส่วนโพสต์ที่ 2 มีคำว่า “ครอบครัวปรสิต” เป็นคำที่สามารถเข้าใจได้เลยโดยไม่ต้องอาศัยการตีความว่า เป็นการด้อยค่าราชวงศ์ ส่งผลกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ ทำให้ประชาชนที่อ่านดูหมิ่นเกลียดชัง หลังจากที่ได้พบเห็นโพสต์ทั้งสองแล้วพยานได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาตรวจสอบ และได้รับการยืนยันว่า จะมีการจัดกิจกรรมตามที่โพสต์จริง

พยานเบิกความว่า ในวันที่มีการชุมนุมเจ้าหน้าที่แบ่งกำลังลงพื้นที่ตั้งแต่ก่อนเริ่มการชุมนุม ส่วนพยานจะคอยสังเกตการณ์ประจำอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามสื่อจากทุกช่องทางที่มีการรายงานแบบทันเหตุการณ์ (real time) รวมทั้งติดตามการรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาที่ลงพื้นที่ เพื่อรวบรวมทำรายงานเสนอต่อผู้บังคับบัญชาหลังการชุมนุมแล้วเสร็จ

พยานเบิกความต่อไปอีกว่า ก่อนมีการชุมนุมพยานได้ตรวจสอบพบว่า เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อบัญชีเหมือนชื่อของจำเลย และเฟซบุ๊กของอีกหลายคนได้แชร์โพสต์เชิญชวนชุมนุมของเพจทะลุวังด้วย

จากการตรวจสอบความเกี่ยวพันระหว่างเพจทะลุวังและจำเลยพบว่า เดิมทีแล้วจำเลย และตะวันกับพวกอยู่กับกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ซึ่งทำกิจกรรมขับเคลื่อนการยกเลิกมาตรา 112  มาโดยตลอด และเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2564 ที่วงเวียนใหญ่ จำเลยได้ทำการชูป้าย ยกเลิก 112 เป็นครั้งแรก ในการทำกิจกรรมของกลุ่มโมกหลวงฯ หลังจากนั้นจึงแยกตัวออกมาเป็นกลุ่มทะลุวัง โดยเพจทะลุวังมีการโพสต์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2565

ในกิจกรรมวันที่ 31 มี.ค. 2565 พบว่า จำเลยเข้าร่วมด้วย โดยทำโพลเพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า ยินดีที่จะจ่ายภาษีให้กับราชวงศ์หรือไม่

เพจทะลุวังมีการโพสต์และจัดกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวอยู่หลายครั้ง ที่ผ่านมามีการทำโพลสอบถามความเห็นเรื่องงบประมาณ ภาษี การใช้ที่ดิน และขบวนเสด็จที่กระทบต่อความเดือดร้อน โพลที่ทำแล้วจะถูกส่งไปที่วังสระปทุมกับพระบรมมหาราชวัง แต่ตำรวจตรวจสอบพบและขัดขวางได้ทุกครั้ง ซึ่งการทำโพลดังกล่าวกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างมาก

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

ในวันเกิดเหตุพยานไม่ได้เดินทางไปยังบริเวณที่มีการจัดกิจกรรม มีเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาที่ลงพื้นที่จำนวน 10 นาย เป็นตำรวจสันติบาล 1 ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เนื่องจากเป็นเรื่องความมั่นคงจึงเป็นความลับ และทั้ง 10 นาย ไม่ได้เข้าให้การกับพนักงานสอบสวน มีแค่พยานเท่านั้นที่ไปให้การ

พยานไม่ทราบว่า บก.ปอท. ตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่าใครเป็นแอดมินเพจทะลุวัง 

ภาพถ่ายวันทำกิจกรรมที่เป็นภาพจำเลยถือโพลนั้นมีข้อความว่า “คุณต้องการจ่ายเงินภาษีเลี้ยงราชวงศ์หรือไม่” โดยมีตัวเลือกคือ “ต้องการ” และ “ไม่ต้องการ” โพลดังกล่าวไม่มีภาพในหลวงรัชกาลที่ 10 พระราชินี รัชทายาท หรือราชวงศ์ใด ๆ

พยานไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า งบประมาณของสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 มีจำนวนกว่า 90,000 ล้านบาท จริงหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง พยานก็ไม่ขอออกความเห็นว่า จะเลือกตอบโพลว่า “ต้องการ” หรือ “ไม่ต้องการ” เนื่องจากพยานจำเป็นต้องทราบข้อเท็จจริงก่อน รวมทั้งไม่ขอออกความเห็นว่า คนที่ติดสติกเกอร์ตอบโพลว่า “ไม่ต้องการ” จะมีความผิด เนื่องจากเป็นการด้อยค่าสถาบันกษัตริย์หรือไม่

ในวันทำกิจกรรมมีประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นรวม 512 คน ตอบโพลว่า “ไม่ต้องการ” เป็นจำนวนถึง 504 คน ส่วนผู้ที่ตอบว่า “ต้องการ” มีเพียงแค่ 8 คน โดยในวันนั้นตะวันและ ‘เก็ท’ โสภณ สมาชิกกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ไม่ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมด้วย

ทนายจำเลยถามว่า การเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 เป็นความผิดที่ด้อยค่าราชวงศ์หรือไม่ พยานตอบว่า การเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายใดย่อมสามารถทำได้ แต่ก็ต้องดูองค์ประกอบความผิดของกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

.

พ.ต.ท.ปกป้อง อุไรพันธ์ ขณะเกิดเหตุเป็นสารวัตรสืบสวน สน.ลุมพินี เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้ติดตาม เพจทะลุวัง พบว่า มีการโพสต์แจ้งว่าจะมีการจัดกิจกรรมบริเวณแยกราชประสงค์ในวันที่ 31 มี.ค. 2565

ต่อมา วันที่ 31 มี.ค. 2565 พยานเข้าเวรพอดีจึงได้ไปปฏิบัติหน้าที่บริเวณแยกราชประสงค์ เวลา 16.20 น. พยานพบใบปอและเมนูยืนถือป้ายบริเวณสกายวอล์ค มีข้อความว่า “คุณต้องการจ่ายภาษีเลี้ยงราชวงศ์หรือไม่”  โดยป้ายจะแบ่งออกเป็น 2 ช่อง ช่องหนึ่งระบุว่า ‘ต้องการ’ ส่วนอีกช่องระบุว่า ‘ไม่ต้องการ’ มีการเชิญชวนผู้คนในบริเวณดังกล่าวให้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านการแปะสติกเกอร์ 

เวลา 18.30 น. เมนูประกาศว่าจะเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณแยกราชประสงค์ และไปถึงแยกดังกล่าวในเวลา 18.40 น. จากนั้นกลุ่มผู้ทำกิจกรรมได้กล่าวใน 3 ประเด็นหลักคือ 1. สาเหตุของการจัดทำโพล 2. สาเหตุที่เดินขบวนมาแยกราชราชประสงค์ และ 3. ผลของโพล มีการแสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว และใบปอได้กล่าวขอบคุณผู้ที่มาร่วมกิจกรรม ก่อนที่จะแยกย้ายกันออกไปจากบริเวณนั้น

พยานเบิกความต่อไปอีกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลงพื้นที่ในวันนั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 7 คน แบ่งหน้าที่กันถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ส่วนพยานเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ หลังกิจกรรมพยานได้จัดทำรายงานเหตุการณ์เสนอผู้บังคับบัญชา

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

รายงานเหตุการณ์ที่พยานจัดทำระบุไว้แค่เพียงเหตุการณ์ที่พยานพบเห็นเอง รายงานดังกล่าวระบุด้วยว่า กิจกรรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ เหตุการณ์เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 ตามรายงานดังกล่าว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ถูกฟ้องเป็นคดีนี้ และพยานไม่ได้เป็นผู้สืบสวนว่าใครคือแอดมินเพจทะลุวัง 

.

พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ ผู้กำกับการสืบสวน 4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เบิกความว่า เมื่อช่วงเดือน เม.ย. 2565 พยานได้รับคำสั่งให้สืบสวนเกี่ยวกับเพจทะลุวัง การจากสืบสวนพบว่า เริ่มมีการโพสต์ข้อความในเพจดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค. 2565 เป็นการโพสต์เกี่ยวกับประเด็นสิทธิและเสรีภาพ 

พยานได้ทำการสืบสวนและรวมรวมข้อมูลโดยใช้ฐานข้อมูลเก่าซึ่งได้มาจากการแจ้งของสายลับ พบว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับเพจทะลุวังประมาณ 14 คน และมีจำเลยเป็นหนึ่งในนั้นด้วย เปิดเพจเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2565 และเริ่มโพสต์ข้อมูลเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2565 มีเนื้อหาในลักษณะต่อต้านสถาบันกษัตริย์ ซึ่งพยานเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ 

จำเลยและเพื่อนได้ทำโพลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในวันที่ 8 ก.พ. และ 13 มี.ค. 2565 รวมทั้งวันที่ 31 มี.ค. 2565 ต่อมา วันที่ 18 มี.ค. 2565 จำเลยและเมนูได้โพสต์ภาพที่ทั้งสองไปถ่ายรูปหน้าวังสระปทุมและพระบรมราชวังลงในเพจทะลุวัง ซึ่งเพจทะลุวังระบุว่า ทั้งสองเป็นนักเคลื่อนไหวทะลุวัง ประกอบกับการสืบสวนก็พบว่า ทั้งสองเป็นสมาชิกเพจทะลุวัง การทําโพลก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการต่อต้านสถาบันกษัตริย์ 

จากการสืบสวนพบด้วยว่า กลุ่มทะลุวังมีสมาชิกที่เคลื่อนไหวทำกิจกรรมรวม 5 คน มีจำเลยและเมนูด้วย แต่ไม่พบข้อมูลว่า ใครเป็นแอดมินเพจทะลุวัง ทราบเพียงว่า จำเลยใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อบัญชีเป็นชื่อของจำเลย

ตอบทนายจำเลยถามค้าน 

เหตุที่พยานเบิกความว่าจำเลยอยู่ในกลุ่มทะลุวัง เนื่องมาจากสืบสวนพบว่าจำเลยมักไปปรากฏตัวในการทำกิจกรรมของกลุ่มดังกล่าวบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่จำเป็นว่าผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มทะลุวังจะต้องเป็นสมาชิกกลุ่ม นอกจากนี้ พยานไม่มีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของจำเลยในการทำกิจกรรม 

ตามรายงานการสืบสวนที่ปรากฏข้อมูลการของจำเลยนั้น บางกิจกรรมไม่ถูกดำเนินคดี บางกิจกรรมอยู่ในระหว่างดำเนินคดี แต่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด 

ที่พยานให้การในชั้นสอบสวนว่า บัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้องเป็นของจำเลยนั้น เนื่องจากมีรูปของจําเลยและมีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวด้วย แต่พยานไม่ได้ให้หน่วยงานที่มีเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีตรวจสอบว่า บัญชีดังกล่าวเป็นของจําเลยจริงหรือไม่

.

ปอท.รับ โน้ตบุ๊กที่ยึดจากห้องจำเลยมีประวัติเข้าบัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้อง แต่ไม่รู้ในฐานะแอดมินหรือผู้ชม ทั้งพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นของใคร 

ร.ต.อ.บัญชา ศรีตัญญู รองสารวัตร กองกำกับการ 2 บก.ปอท. เบิกความว่า ภายหลังจากที่มีผู้มาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีมาตรา 112 กับแอดมินเพจทะลุวัง พยานได้รับคำสั่งให้ตรวจพิสูจน์ตัวตนของเพจดังกล่าว แต่เพจดังกล่าวไม่เปิดเผยข้อมูลแอดมิน ทำให้พยานไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้ดูแลเพจ พยานจึงทําหนังสือสอบถามไปที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯ ก็แจ้งว่า ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากผู้ให้บริการอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 

จากนั้นพยานได้ตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องพบว่า มีบัญชีเฟซบุ๊กชื่อเหมือนจำเลย แชร์ข้อความจากเพจทะลุวัง  เกี่ยวกับงบประมาณสถาบันกษัตริย์ปี 2565 ในวันที่ 30 มี.ค. 2565 และข้อความที่ดูถูก ด้อยค่าราชวงศ์ ในวันที่ 31 มี.ค. 2565 ด้วย ทั้งนี้ บัญชีดังกล่าวมักจะโพสต์วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ในทำนองด้อยค่า

พยานยังได้เข้าตรวจค้นที่พักของจำเลยตามหมายค้น พบคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เสื้อยืด สติกเกอร์ทำกิจกรรม และกระดาน จึงตรวจยึดเป็นของกลางส่งมอบให้พนักงานสอบสวน

ตอบทนายจำเลยถามค้าน 

จากการตรวจสอบพยานไม่พบว่า บัญชีเฟซบุ๊กชื่อเหมือนจำเลยมีความเกี่ยวข้องกับเพจทะลุวังอย่างไร และไม่สามารถยืนยันได้ว่า บัญชีดังกล่าวเป็นแอดมินเพจทะลุวัง รวมทั้งไม่ได้ข้อมูลจากผู้ให้บริการเฟซบุ๊กยืนยันว่าเป็นบัญชีของจำเลยด้วย ที่พยานให้การชั้นสอบสวนว่า เป็นเฟซบุ๊กของจำเลย มาจากการคาดคะเนของพยานเองโดยตรวจสอบข้อมูลหลายอย่างประกอบกัน

พยานไม่ได้เสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาว่า ถ้อยคำที่จำเลยแชร์ตามฟ้องเป็นความผิดตามมาตรา 112 เนื่องจากเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องให้ความเห็น

ผลการตรวจพิสูจน์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ค้นพบในห้องพักของจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นของบุคคลใด และใช้หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขใด

งบประมาณของสถาบันกษัตริย์ถ้าเป็นความจริงตามที่เพจทะลุวังโพสต์ ก็ไม่เป็นการด้อยค่า

พ.ต.ท.นเรศน์ ปลื้มญาติ เจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ กองกำกับการกลุ่มงานสนับสนุนคดีทางเทคโนโลยี บก.ปอท. เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ พยานได้รับวัตถุพยานมาเพื่อทำการตรวจสอบจำนวน 2 รายการ ได้แก่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และโทรศัพท์เคลื่อนที่

ผลการตรวจสอบโน้ตบุ๊ก พบการเข้าถึงเฟซบุ๊กเพจทะลุวัง และเฟซบุ๊กบัญชีชื่อเหมือนจำเลย แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการเข้าถึงในฐานะแอดมินหรือผู้เข้าชม นอกจากนี้ยังพบภาพที่พนักงานสอบสวนส่งมาให้ตรวจสอบเปรียบเทียบในโน้ตบุ๊กของกลางด้วย  ส่วนผลการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นที่พนักงานสอบสวนให้ตรวจสอบ 

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

จากการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางไม่พบข้อมูลการเข้าใช้งานเพจทะลุวัง บัญชีเฟซบุ๊กชื่อเหมือนจำเลย และไม่พบรูปภาพที่เป็นความผิดในคดีนี้ รวมถึงข้อมูลการลบไฟล์ แต่พยานจำไม่ได้ว่าโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวมีการล้างเครื่องมาหรือไม่ ส่วนในโน้ตบุ๊กก็ไม่พบข้อมูลการลบไฟล์

พยานไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ว่า เฟซบุ๊กส่วนตัวตามฟ้องเป็นของบุคคลใดและจดทะเบียนไว้ที่ใด อีกทั้งการตรวจพิสูจน์โน้ตบุ๊กก็ไม่สามารถทราบได้ว่า ที่มีการเข้าถึงบัญชีดังกล่าวนั้น เป็นการเข้าถึงในฐานะแอดมินหรือผู้ชมหรือมีบุคคลอื่นเข้าถึง

ตามรายงานการตรวจพิสูจน์คอมพิวเตอร์ ภาพถ่ายที่ตรวจสอบพบในโน้ตบุ๊กของกลางเป็นภาพของผู้ใช้ชื่อ Maynu เท่านั้น

.

ฝ่ายกฎหมายของ AIS ระบุ ราชการขอให้ตรวจสอบข้อมูลการจราจรคอมพิวเตอร์ ทราบชื่อผู้จดทะเบียน แต่ไม่สามารถระบุผู้ใช้งาน ยอมรับส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต

พงศ์เทพ ศรีวิเชียร ฝ่ายกฎหมายของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส (AIS) เบิกความว่า พยานได้รับหนังสือจากหน่วยงานราชการให้ตรวจสอบข้อมูลการจราจรคอมพิวเตอร์ โดยในหนังสือได้ระบุ IP Address รวมถึงวันที่และเวลา โดยให้พยานตรวจสอบว่ามีโทรศัพท์มือถือหรืออินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ (Internet Fiber) ใดที่ใช้บริการอยู่ ซึ่งพยานก็ได้ทำหนังสือตอบกลับเป็นผลการตรวจสอบข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์แก่หน่วยงานราชการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จากผลการตรวจสอบพบว่าเลข IP Address ที่ระบุมีการเข้าใช้งานตั้งแต่วันที่ 3 – 31 มี.ค. 2565 เป็นเวลาต่อเนื่องกัน ครอบคลุมระยะเวลาที่ขอให้ตรวจสอบ โดยอินเทอร์เน็ตที่ใช้เป็นอินเทอร์เน็ตบ้าน ซึ่งเวลาที่มีการใช้งานข้อมูลก็จะวิ่งผ่านและระบุ IP Address ซึ่ง IP Address นั้นเป็นของบริษัทฯ ดังนั้นอินเตอร์เน็ตไฟเบอร์ (Internet Fiber) ดังกล่าวย่อมต้องมีผู้ใช้งาน

จากการตรวจสอบพบว่า Fiber ID ได้ถูกจดทะเบียนเอาไว้ในนามของบุคคลธรรมดา โดยผู้ที่มีชื่อว่า เนติพร แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ใดเป็นคนใช้งานบ้าง อาจเป็นตัวของผู้จดทะเบียนเองหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้งานก็ได้

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานรับว่า ข้อมูลผู้จดทะเบียนที่พยานตรวจสอบเป็นข้อมูลส่วนบุคคล พยานส่งต่อให้ราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ พยานไม่เคยเข้าให้การกับพนักงานสอบสวนมาก่อนหน้านี้ ผู้ที่เรียกให้พยานมาเป็นพยานคือพนักงานอัยการ

ทั้งนี้ ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านพยานโจทก์ปากนี้เอาไว้ เนื่องจากไม่เคยเข้าให้การในชั้นสอบสวน

.

ตำรวจทางหลวง จ.เพชรบุรี เข้าให้การเป็นผู้จับกุมจำเลยและพวกที่ชะอำ

ด.ต.สยาม เปรมมล และ ด.ต.ศิริชัย ยิ่งสมบัติ ขณะเกิดเหตุเป็นตำรวจทางหลวง สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวงจังหวัดเพชรบุรี เบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565 ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่เวรสายตรวจ ในพื้นที่อำเภอชะอำ ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบรถยนต์ซึ่งต้องสงสัยว่ามีบุคคลตามหมายจับโดยสารอยู่  

เวลา 07.00 น. พยานตรวจพบรถยนต์คันดังกล่าวแล่นอยู่บนถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าลงใต้ จึงเรียกให้หยุดและทำการตรวจสอบบุคคลภายในรถ พบบุคคลตามหมายจับ 3 คน พยานแสดงหมายจับและขอควบคุมตัวไปที่หน่วยบริการประชาชน ตำรวจทางหลวง อ.ชะอำ แต่ทั้งสามไม่ยอมลงจากรถ ขอขับรถตามรถยนต์ของพยานไปที่หน่วยบริการประชาชนฯ

หลังจากชุดจับกุมของ บก.ปอท. เดินทางมาถึงหน่วยดังกล่าว จำเลยกับพวกจึงลงจากรถ ตำรวจ ปอท. แสดงหมายจับอีกครั้งและแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 พยานไม่ทราบว่า จำเลยกับพวกให้การว่าอย่างไร หรือยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับหรือไม่ 

.

อาจารย์สถิติชี้ โพสต์ของเพจ ‘ทะลุวัง’ ใช้คำหยาบคาย ดูหมิ่นกษัตริย์ – สถาบันกษัตริย์ ทั้งยังทำโพลผิดหลักวิชาการ  

อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาศาสตร์ (NIDA) เบิกความว่า พยานเคยดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการศูนย์สํารวจความคิดเห็นสาธารณะ หรือนิด้าโพล 

เกี่ยวกับคดีนี้พยานได้รับการประสานจากพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ให้พยานไปความเห็นเกี่ยวกับคดีมาตรา 112 และการสํารวจความคิดเห็นหรือการทําโพล โดยพนักงานสอบสวนให้พยานดูภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์ซึ่งเป็นภาพโพสต์จากเพจทะลุวัง คลิปถ่ายทอดสดและบันทึกถอดเทปกิจกรรมสำรวจความคิดเห็นของจำเลยกับพวก

พยานดูโพสต์แล้วให้ความเห็นว่า ข้อความที่ปรากฏบนภาพพระบรมวงศานุวงศ์และข้อความเกี่ยวกับงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ปี 2565 เป็นการดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ใช้คำหยาบคาย ไม่แสดงความเคารพต่อสถาบันฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และเป็นความผิดตามมาตรา 112 รวมทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ คำที่หยาบคายคือคำว่า “โคตร”, “เสือก” คำที่ดูหมิ่นคือ “เสือกเนรคุณ” ข้อความยังที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนเกลียดชังสถาบันกษัตริย์ว่านำเงินประชาชนไปใช้จ่ายส่วนพระองค์ 

พยานเคยเขียนบทความอธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า งบโครงการพระราชดำริ เป็นงบประมาณของหน่วยงานราชการ สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ใช้ ไม่ควรนำมารวมเป็นงบประมาณของสถาบันกษัตริย์

สำหรับอีกโพสต์ที่พนักงานสอบสวนนํามาให้ดู พยานเห็นว่า ข้อความเป็นการดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์ ภาพด้านหลังแม้เบลอ แต่สามารถดูออกว่าเป็นรัชกาลที่ 10 คําว่า “ปรสิต” เป็นคําดูหมิ่น ส่วนคําที่หยาบคายคือ “ตอแหล” มีการถามนําว่า “คุณต้องการจ่ายภาษีเลี้ยงราชวงศ์หรือไม่” ทําให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังพระมหากษัตริย์ เข้าใจผิดว่า สถาบันกษัตริย์ทรงใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างไม่ถูกต้อง เป็นการดูหมิ่นสถาบันฯ และองค์พระมหากษัตริย์ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และเป็นความผิดตามมาตรา 112 รวมทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เช่นกัน

พนักงานสอบสวนยังถามความเห็นพยานเกี่ยวกับกิจกรรมทำโพลของจำเลยกับพวก พยานเห็นว่า การทําโพลต้องทําตามหลักวิชาการทางสถิติศาสตร์อย่างเคร่งครัด แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 34 รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการไว้ แต่จะต้องไม่เป็นภัยความมั่นคง ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ไม่ขัดต่อศีลธรรม แต่การทำโพลในคดีนี้ผิดกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ เป็นภัยความมั่นคง และขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของไทย เนื่องจากเป็นการชักชวนให้ประชาชนเกิดความกระด้างกระเดื่องต่อสถาบันกษัตริย์ 

นอกจากนี้ การทำโพลในคดีนี้ยังไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ เนื่องจากไม่มีการระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน การตั้งคำถามชี้นำ และมีอคติ จากการใช้คำ “เนรคุณ”, “เลี้ยงทั้งโคตร” ตลอดจนไม่มีการสุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนประชากร ทำให้ผลมีความเอนเอียง การวิเคราะห์ข้อมูลก็ทำโดยปราศจากหลักวิชาการ

อานนท์เบิกความต่อไปว่า ที่พยานเห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวังเป็นความผิดตามมาตรา 112 ก็ไม่ใช่การพูดลอย ๆ แต่พยานอ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 มาประกอบ ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 การกระทำของจำเลยในคดีนี้ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือเป็นการต่อต้านสถาบันกษัตริย์ 

ตอบทนายจำเลยถามค้าน 

พยานไปให้การในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมาย เนื่องจากมีความรู้เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่พยานไม่ได้จบกฎหมาย 

ทนายจำเลยถามว่า พยานมักใช้เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์โต้เถียงและโจมตีแกนนำชุมนุม รวมถึงนักการเมืองที่เห็นต่างทางการเมืองหลายครั้งใช่หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ขอตอบคำถามนี้ 

พยานไม่เคยเข้าไปดูเพจทะลุวังเพื่อตรวจสอบว่าหลักฐานที่พนักงานสอบสวนนำมาให้พยานดูก่อนออกความเห็นนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ เพราะเชื่อถือข้อมูลของพนักงานสอบสวน 

ในปี 2561 มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทำให้ปัจจุบันทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทรัพย์สินส่วนพระองค์ และทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์ที่เป็นสาธารณของแผ่นดิน ถูกจัดการตามพระราชอัธยาศัย

นอกจากนี้ในช่วงดังกล่าวยังมีการออกพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพ กระทรวงกลาโหม ตลอดจนโอนย้ายตำรวจประจำราชสำนัก ไปเป็นหน่วยราชการในพระองค์ ซึ่งการบริหารงานเป็นไปตามพระราชอำนาจของกษัตริย์ ส่วนเงินเดือนได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และเงินทรัพย์สินส่วนพระองค์

ส่วนงบประมาณของราชการส่วนพระองค์จำนวน 8,000 กว่าล้านบาท ตามที่เพจทะลุวังโพสต์ เป็นงบประมาณตาม พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2565 สำหรับหน่วยราชการในพระองค์ แต่เพจทะลุวังเขียนว่า เป็นงบที่ทรงใช้ส่วนพระองค์ อาจทำให้คนเข้าใจผิด

พยานเห็นว่า คำถามในการทำโพลของจำเลยซึ่งมีคำว่า “เลี้ยงราชวงศ์” เป็นคำถามที่เป็นเท็จ เพราะปัจจุบันรัชกาลที่ 10 ไม่ทรงรับเงินปีที่รัฐบาลถวาย โดยทรงคืนกรมบัญชีกลางทั้งหมด จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่ว่าภาษีของประชาชนนำไปเลี้ยงราชวงศ์

.

อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ระบุ ข้อความตามฟ้องกล่าวหา – ใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ 

ทวี สุรฤทธิกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้ พนักงานสอบสวน บก.ปอท. ได้ติตต่อพยานเข้าให้ความเห็นในฐานะพยานความเห็น โดยให้พยานดูภาพและข้อความที่ปรากฏในเพจทะลุวัง พยานให้ความเห็นว่า ข้อความพร้อมรูปภาพเป็นการกล่าวหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ทำให้กษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เสียหาย มีการปลุกระดมประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ส่วนคำว่า “เลี้ยงราชวงศ์” เป็นการใส่ร้ายพระมหากษัตริย์

ตอบทนายจำเลยถามค้าน 

ตามคำให้การของพยานในชั้นสอบสวน พยานตอบคำถามข้อสุดท้ายว่า ไม่เคยรู้จักหรือมีเหตุโกรธเคืองกับนายประเวศมาก่อน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้บันทึกข้อความดังกล่าวไว้ โดยไม่ทราบว่าประเวศหมายถึงใคร  ก่อนอัยการจะถามติงว่า ข้อความเป็นการพิมพ์ผิดของพนักงานสอบสวน และไม่ได้ลบชื่อออก

.

อาจารย์กฎหมายมหาชนให้ความเห็น ถ้อยคำที่เพจทะลุวังโพสต์ค่อนข้างหยาบคาย – ดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์

คมสัน โพธิ์คง อาจารย์สอนวิชากฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยรังสิต เบิกความว่า พนักงานสอบสวนได้ติดต่อพยานเพื่อให้ความเห็นทางกฎหมายในหลายคดี  รวมทั้งคดีนี้ 

พยานเห็นว่า ภาพและข้อความที่โพสต์โดยเพจทะลุวังและมีบัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้องแชร์ต่อนั้น เป็นถ้อยคำที่ค่อนข้างหยาบคายและดูหมิ่น เช่น เลี้ยงทั้งโคตรยังเสือกเนรคุณ ซึ่งภาพและข้อความที่โพสต์นั้นไม่เป็นความจริง อาจทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ ส่วนข้อความที่พูดถึงงบประมาณของสถาบันกษัตริย์ เท่าที่พยานทราบมานั้นก็ไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริงแต่อย่างใด

ส่วนอีกโพสต์ของเพจทะลุวังที่บัญชีเฟซบุ๊กตามฟ้องแชร์ต่อเช่นกันนั้น พยานเห็นว่า เป็นข้อความและภาพที่ไม่ให้ความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งข้อความ เช่น ภาษีพวกกูจ่าย แต่ใครเป็นคนผลาญ เลี้ยงทั้งโคตร เสือกเนรคุณ ฯ เป็นการดูหมิ่น ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นถ้อยคำตำหนิติเตียนในทำนองหยาบคาย 

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังได้ให้พยานดูภาพถ่ายการทำกิจกรรมของกลุ่มทะลุวัง เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 ที่บริเวณแยกราชประสงค์ด้วย ประเด็นนี้พยานให้ความเห็นว่า ภาพถ่ายดังกล่าวยังไม่เข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

ภาพถ่ายการทำกิจกรรมของกลุ่มทะลุวัง เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยทั่วไป

ข้อความที่ปรากฏในเพจทะลุวังเกี่ยวกับงบประมาณสถาบันกษัตริย์จำนวน 95,461.35 ล้านบาทนั้น เป็นความจริงเพียงบางส่วน

พยานทราบว่า มีการจัดสรรงบประมาณให้กับสำนักพระราชวังจริง แต่มิใช่จำนวนเงิน 90,000 ล้านบาท พยานจำไม่ได้แน่ชัดว่าในปี 2565 มีการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์เป็นจำนวนเท่าไหร่ แต่แบ่งเป็น 3 ส่วน เท่าที่ทราบ ในส่วนที่จัดสรรให้พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เป็นเงินรายปีนั้น พระองค์ทรงคืนมาทั้งหมด งบประมาณที่จัดสรรให้สำนักพระราชวังประมาณ 8,000 ล้านบาท เป็นส่วนที่ใช้กับเจ้าหน้าที่และข้าราชบริพารในพระองค์ ส่วนงบประมาณอื่น ๆ เป็นงบประมาณที่ส่วนราชการได้ตั้งขึ้นเพื่อนำไปใช้กับโครงการต่าง ๆ โดยที่พระองค์ท่านไม่ทราบ 

การวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณของพระมหากษัตริย์หากใช้ถ้อยคำหยาบคายถือเป็นการดูหมิ่น หากวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่เป็นความจริงหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจะเป็นการหมิ่นประมาท หรือหากมีความประสงค์ร้ายก็จะเป็นการแสดงความอาฆาตมาดร้าย เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 

มาตรา 112 ไม่ได้ระบุเรื่องข้อยกเว้นความผิดเอาไว้ ตามความเห็นของพยาน แม้จะเป็นการติชมด้วยความสุจริต และเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็เป็นความผิดตามมาตรา 112 การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์สามารถทำได้  เช่น การทูลเกล้าถวายฎีกา การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช้วิธีการตามที่ปรากฏในฟ้อง

ภาพและข้อความที่โพสต์โดยเพจทะลุวัง เปิดเป็นสาธารณะ หากบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ปรากฏตามฟ้องไม่แชร์ ภาพดังกล่าวก็ยังคงปรากฏอยู่ในระบบ

.

พนักงานสอบสวนรับ DE ไม่ยืนยันใครเป็นเจ้าของเพจ ‘ทะลุวัง’ – บัญชีที่แชร์โพสต์ ทั้ง ‘ใบปอ’ ไม่ลงชื่อในภาพโพสต์ที่แชร์ เนื่องจากไม่ใช่เฟซบุ๊กของตน

ร.ต.อ.สถา ด้วงเอียด ขณะเกิดเหตุเป็นรองสารวัตร (สอบสวน) กองกำกับการ 2 บก.ปอท. เบิกความว่า พยานได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ เนื่องจากเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร พยานจึงจัดทำรายงานเหตุเบื้องต้นกรณีคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงฯ เสนอผู้บังคับบัญชา จากนั้นพยานได้ร่วมสอบปากคำ ผศ.ดร.อานนท์, ผศ.ทวี, พ.ต.อ.ธนากร และ พ.ต.ท.นเรศร์ 

หลังรวบรวมพยานหลักฐาน คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

ในรายงานเหตุเบื้องต้นกรณีคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงฯ และคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนระบุว่า เหตุแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจาก ปิยกุล วงษ์สิงห์ ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับเพจทะลุวัง ไม่ได้ระบุให้ดำเนินคดีกับจำเลย แต่พยานจำไม่ได้ว่า ปิยกุลได้ร้องทุกข์เกี่ยวกับการทำกิจกรรมเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2565 หรือไม่ 

ในทางสอบสวนไม่ทราบว่าใครคือเจ้าของเพจทะลุวัง 

พยานเป็นผู้ให้บริษัท AIS ส่งข้อมูลมาเพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของเพจทะลุวัง จากรายงานการตรวจสอบที่ AIS ตอบกลับมานั้น ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ที่จดทะเบียนเป็นชื่อ เนติพร ไม่ใช่ชื่อของจำเลย โดยพยานไม่เคยออกหมายเรียกเนติพรมาสอบสวน

.

พ.ต.ท.ศักย์ศรณ์ เจริญศิลป์ พนักงานสอบสวน บก.ปอท. เบิกความว่า พยานได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ โดยทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนที่ทำสำนวนคดี

เหตุแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจาก ปิยกุล วงษ์สิงห์ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับเพจทะลุวัง เนื่องจากมีการโพสต์เฟซบุ๊กเข้าข่ายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังมีการแชร์โพสต์ดังกล่าวด้วย ซึ่งพยานได้สอบคำให้การและรับมอบพยานหลักฐานไว้

จากนั้นพยานได้ทำการตรวจสอบว่าใครคือแอดมินของเพจทะลุวัง ผู้ที่แชร์โพสต์คือใคร และจะสามารถยืนยันตัวตนของผู้โพสต์และผู้แชร์ได้หรือไม่ 

วันที่ 31 มี.ค. 2565 พยานได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบการทำกิจกรรมที่แยกปทุมวันเพื่อนำมาพิจารณาประกอบกับเหตุออนไลน์ที่ได้รับแจ้ง 

พยานทำการตรวจสอบการเสียภาษีของจำเลยจากกรมสรรพากร และสอบถามไปยังกระทรวงดิจิตัลฯ เกี่ยวกับบัญชีเฟซบุ๊กและยูทูบของเพจทะลุวัง, จำเลยและเมนู ซึ่งกระทรวงดิจิตัลตอบกลับมาในลักษณะไม่ยืนยันแน่ชัด

ผลการตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กที่แชร์โพสต์จากเพจทะลุวังเพื่อพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้โดยเจ้าหน้าที่ ปอท. พบว่า มีรูป ชื่อเล่น และชื่อจริงตรงกันกับจำเลย อีกทั้งยังมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวคือตัวจำเลยเอง

จำเลยถูกจับกุมที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธโดยไม่ให้การในรายละเอียด เมื่อสอบถามเกี่ยวกับเฟซบุ๊กก็ไม่ให้การ และลงชื่อแค่ในคำให้การแต่ไม่ได้ลงชื่อในเอกสารแนบท้าย

คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องจำเลย เนื่องจากมีชื่อตรงตามทะเบียนราษฏร์ และไม่ได้ปฏิเสธว่าบัญชีเฟซบุ๊กนั้นไม่ใช่ของตน อีกทั้งผลการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดจากที่พักจำเลยก็พบการเข้าใช้เฟซบุ๊กบัญชีดังกล่าว 

ตอบทนายจำเลยถามค้าน

พยานรับว่า สาเหตุที่จำเลยไม่ลงลายมือชื่อในเอกสารแนบท้ายคำให้การชั้นสอบสวนเพราะเห็นว่าเฟซบุ๊กที่นำมากล่าวหาไม่ใช่ของจำเลย และกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ส่งเอกสารตอบกลับมาว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่า ใครคือผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กที่พยานส่งให้ตรวจสอบ 

ปัจจุบันมีกรณีการปลอมเฟซบุ๊กอยู่เป็นจำนวนมาก โดยผู้ที่ปลอมมักจะใช้ชื่อ ภาพถ่าย และใบหน้าของผู้เสียหายมาตั้งเป็นชื่อและรูปโปรไฟล์เฟซบุ๊ก

จากการสอบสวนไม่สามารถระบุได้ว่า ใครคือเจ้าของเพจทะลุวัง

พนักงานสอบสวนได้ส่งหนังสือไปยัง บริษัท AIS ให้ทำการตรวจสอบ IP Address เพื่อค้นหาตำแหน่งของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหา ผลการตรวจสอบปรากฏชื่อ เนติพร ไม่มีชื่อจำเลย แต่พยานไม่เคยเรียกเนติพรมาสอบสวน 

.

.

ขณะที่ทางฝ่ายจำเลยได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เข้าให้ความเห็น โดยเบิกความถึงผลการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของกลางของ บก.ปอท. ว่าไม่ได้มาตรฐาน พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นคอมฯ ของใคร ทั้งไม่พบการแชร์โพสต์ตามฟ้อง

ทั้งนี้ ใบปอถูกดำเนินคดีจากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จำนวน 7 คดี ในจำนวนนี้เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี โดยคดีนี้เป็นคดีแรกที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาออกมา 

นอกจากนั้น ในวันที่ 29 ก.ย. 2568 ใบปอยังมีนัดฟังคำพิพากษาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีร่วมอ่านแถลงการณ์ในกิจกรรม “WHAT HAPPENED IN THAILAND” ในการช่วงการประชุมเอเปค 2022 ซึ่งเธอถูกฟ้องด้วยข้อหามาตรา 112 ร่วมกับ “เก็ท โสภณ” อีกด้วย

.

X