4 ปีหลังต่อสู้ ศาลฎีกาพิพากษายืนคดีคาร์ม็อบโคราช ‘15 ส.ค. 64’ ปรับ 1 หมื่น เห็นว่าสวมหน้ากาก ก็ไม่ได้ป้องกันการแพร่โควิดได้เด็ดขาด

วันที่ 15 ต.ค. 2568 ที่ศาลแขวงนครราชสีมา  ภัทรกาญจน์ ทองแดง คนเสื้อแดงและสมาชิกพรรคประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา วัย 52 ปี  เดินทางไปฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีที่ถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กรณีร่วมกิจกรรม “คาร์ม็อบโคราช” เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2564 เพื่อวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

เดิมคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 4 คน มีทั้งผู้โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรม “15 สิงหา โคราชม็อบ & car park ไล่รัฐบาลประยุทธ์ออกไป พร้อมกันทั่วประเทศ” และผู้ขึ้นปราศรัยในช่วงกิจกรรมที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ส่วนภัทรกาญจน์ ทองแดง เป็นจำเลยที่ 4 ถูกกล่าวหาว่าร่วมถือป้ายกระดาษ “มันจบแล้วรัฐบาลฆาตกร ประยุทธ์ ออกไป !” ในวันดังกล่าว โดยไม่ได้ร่วมขึ้นปราศรัยแต่อย่างใด

ก่อนเริ่มสืบพยานเมื่อเดือนเมษายน 2565 จำเลยอีกสามคนได้ตัดสินใจให้การรับสารภาพ เนื่องจากอยากให้คดีสิ้นสุดลงโดยเร็ว เหลือเพียงภัทรกาญจน์ จำเลยที่ 4 ที่ยังยืนยันขอต่อสู้คดี จนกระทั่งศาลชั้นต้นยกฟ้องในเดือนกรกฎาคม 2565  แต่เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2566 ในนัดฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นเห็นว่ามีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ลงโทษปรับ 10,000 บาท ก่อนภัทรกาญจน์ตัดสินใจต่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อมา โดยได้ยื่นโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

เวลา 09.40 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 3 จำเลยเดินทางมาตามนัด ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา โดยสรุปใจความได้ว่า ในความผิดฐานร่วมกันจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มกันของบุคคลที่มีจำนวนมากกว่า 5 คน โดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 4 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ส่วนความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และฐานร่วมกันกระทำความผิดหรือดำเนินการใด ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป จำเลยที่ 4 ฎีกาว่าขณะเกิดเหตุไม่มีพยานปากใดเบิกความว่าเห็นจำเลยที่ 4 กล่าวปราศรัยร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หรือจำเลยที่ 4 ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยหรือกระทำการใดที่ไม่ถูกสุขลักษณะนั้น 

ศาลเห็นว่าขณะเกิดเหตุมีการระบาดของโควิด-19 อย่างหนักและยังขาดยารักษาที่มีประสิทธิภาพ การที่จำเลยที่ 4 เข้าร่วมการชุมนุมจัดกิจกรรมถือป้ายข้อความรวมกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีการจัดขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 จะสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาก็ตาม ก็ไม่ใช่จะป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของในกลุ่มผู้ชุมนุมได้อย่างเด็ดขาด 

คำพิพากษาฎีการะบุอีกว่า การที่จำเลยที่ 4 ยืนถือป้ายข้อความวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล รวมกลุ่มกับผู้ชุมนุมที่มีจำนวนรวมกันประมาณ 200 คน จึงเป็นการชุมนุมและมั่วสุมกันในสถานที่แออัดในเขตพื้นที่ที่ได้ประกาศสถานการรณ์ฉุกเฉิน การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 

ส่วนความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดหรือดำเนินการใด ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ดังนั้นเมื่อความผิดฐานนี้เป็นบทเบาและกลายเป็นความผิดทางพินัยไปแล้ว จึงย่อมระงับไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 16(1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน 

องค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาในคดีนี้ ได้แก่ ชุมพล อรรถเสถียร, กงจักร์ โพธิ์พร้อม และ รัฐธีย์ ยมจินดา 

.

ทั้งนี้ ภัทรกาญจน์ได้ชำระค่าปรับไปแล้ว 10,000 บาท ในนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่ต้องชำระค่าปรับในวันนี้อีก

หลังทราบผลคำพิพากษาฎีกา ภัทรกาญจน์ที่ต้องเสียเวลาในการต่อสู้คดีนี้ร่วม 4 ปีกว่า ๆ กล่าวว่าการที่ประชาชนออกไปชุมนุมให้รัฐบาลจัดการสถานการณ์โควิด-19 และการบริหารประเทศนั้นเป็นไปด้วยความหวังดี เพราะเป็นช่องทางที่รัฐควรสนับสนุนให้ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็น แต่กลับถูกกีดกันด้วยกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในความเห็นของเธอ กฎหมายนี้ควรใช้อย่างเคร่งครัดในสถานการณ์อื่น มากกว่าใช้ในการปรามชุมนุม 

ส่วนการชุมนุมของคาร์ม็อบโคราชที่ต้องถูกกล่าวหานั้น ยังยืนยันว่ามีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นอย่างดี และไม่มีรายงานประชาชนติดเชื้อโควิดจากการชุมนุม การที่ถูกดำเนินคดีแบบนี้เหมือนถูกปิดปากไม่ให้เคลื่อนไหว และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหมือนเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลยุคนั้น

 “สำหรับ 4 ปีที่ผ่านมาเราก็ชัดเจนในการต่อสู้ ไม่ได้กลัวเลยว่าคดีจะไปอยู่ชั้นไหน ต่อให้ถูกคุมขังก็ไม่ได้หวั่นเกรง เรามองว่าที่สู้คดีถึงฎีกา ก็เพราะยืนยันว่าไม่ได้ทำความผิดที่รุนแรงหรือเป็นอาชญากร เราทำเพราะเรียกร้องสิทธิของเรา อยากเป็นหนึ่งในตัวอย่างของคนที่แสดงออกว่าไม่สยบยอมต่อกฎหมายหรือวิธีการที่คนมีอำนาจกระทำกับประชาชนโดยไม่เป็นธรรม”  ภัทรกาญจน์กล่าวทิ้งท้าย

จากกิจกรรมคาร์ม็อบของประชาชนในช่วงปี 2564 ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มีการดำเนินคดีต่อผู้ร่วมกิจกรรม ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวม 5 คดี ในกรณีที่ต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด แต่มีจำนวน 3 คดี เมื่อขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลได้พิพากษาแก้ให้จำเลยมีความผิด โดยลงโทษปรับเป็นหลัก รวมถึงคดีนี้ของภัทรกาญจน์ที่สุดท้ายเป็นคดีเดียวที่ต่อสู้ถึงชั้นฎีกา  

คดีนี้ นับเป็นคดีคาร์ม็อบคดีที่ 4 ที่มีคำพิพากษาในชั้นฎีกา ต่อจากคดีคาร์ม็อบอุตรดิตถ์ (พิพากษายกฟ้องจำเลยหนึ่งราย ลงโทษปรับจำเลยอีกหนึ่งราย), คดีคาร์ม็อบพิษณุโลก (พิพากษายกฟ้อง) และ คดีคาร์ม็อบยะลา (พิพากษายืน จำคุก 2 เดือน โดยให้รอลงอาญา)

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ลุ้นคำพิพากษาฎีกา คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ‘คาร์ม็อบโคราช’ หลังชั้นอุทธรณ์กลับคำพิพากษา ปรับ 1 หมื่นบาท

X