ในวันที่ 15 ต.ค. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลแขวงนครราชสีมานัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีของ ภัทรกาญจน์ ทองแดง คนเสื้อแดงและสมาชิกพรรคประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลังถูกกล่าวหาร่วมกันจัดกิจกรรม “คาร์ม็อบโคราช” เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2564 เพื่อวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งเคยพิพากษายกฟ้อง กลับเป็นลงโทษปรับ 10,000 บาท ก่อนภัทรกาญจน์ตัดสินใจต่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อมา
.
จากคาร์ม็อบโคราชถึงศาลฎีกา: ผู้ชูป้าย “ประยุทธ์ออกไป” คนเดียวที่ไม่ยอมรับสารภาพ เชื่อมั่น “แสดงความคิดเห็น ไม่ใช่อาชญากรรม”

คดีนี้มี พ.ต.ท.ไพฑูรย์ อ่อนคำ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา (ตำแหน่งขณะนั้น) เป็นผู้กล่าวหา จากเหตุการณ์คาร์ม็อบโคราชเมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 และจังหวัดนครราชสีมาถูกประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยประชาชนหลายจังหวัดมีการจัดกิจกรรมคาร์ม็อบเพื่อขับไล่รัฐบาลประยุทธ์ในขณะนั้น
เดิมคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 4 คน มีทั้งผู้โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรม “15 สิงหา โคราชม็อบ & car park ไล่รัฐบาลประยุทธ์ออกไป พร้อมกันทั่วประเทศ” และผู้ขึ้นปราศรัยในช่วงกิจกรรมที่ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
ส่วนภัทรกาญจน์ ทองแดง ตกเป็นจำเลยที่ 4 ถูกกล่าวหาว่าร่วมถือป้ายกระดาษ “มันจบแล้วรัฐบาลฆาตกร ประยุทธ์ ออกไป !” ในวันดังกล่าว โดยไม่ได้ร่วมขึ้นปราศรัยแต่อย่างใด
หลังถูกออกหมายเรียก วันที่ 2 ก.ย. 2564 จำเลยทั้งสี่ไปพบพนักงานสอบสวนและให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ต่อมาวันที่ 1 ต.ค. 2564 อัยการยื่นฟ้องคดีต่อศาลแขวงนครราชสีมา โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจัดกิจกรรมให้ประชาชนมาชุมนุมรวมกลุ่มมากกว่า 5 คน โดยผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่ได้เข้มงวดในเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย ไม่มีการเว้นระยะห่างเกิน 2 เมตร รวมทั้งจำเลยที่ 1-3 ขึ้นปราศรัยโดยลดหน้ากากอนามัยลง เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19
วันที่ 27-28 เม.ย. 2565 วันนัดสืบพยาน แต่ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยอีกสามคนได้ตัดสินใจให้การรับสารภาพ เนื่องจากอยากให้คดีสิ้นสุดลงโดยเร็ว เหลือเพียงภัทรกาญจน์ จำเลยที่ 4 ที่ยังยืนยันขอต่อสู้คดี โดยเชื่อว่าไม่ได้ทำผิดตามข้อกล่าวหา เป็นสิทธิของประชาชนที่จะออกมาชุมนุมทางการเมือง และคิดว่าหากสู้กันในชั้นศาลคงมีความยุติธรรมพอที่จะมองเห็นว่าการที่คน ๆ หนึ่งออกมาเคลื่อนไหว ก็เพียงเพราะอยากให้รัฐบาลแก้ไขสถานการณ์ปัญหาประเทศให้ดีขึ้น
.
ศาลชั้นต้น ยกฟ้อง ชี้แค่ ถือป้ายวิจารณ์รัฐบาล ไม่ใช่ ‘ผู้จัด’ – ไม่ต้องขออนุญาต ไม่มีหลักฐานโควิดระบาด

วันที่ 4 ก.ค. 2565 ศาลแขวงนครราชสีมามีคำพิพากษาว่า จำเลย 3 ราย ที่ให้การรับสารภาพ มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ลงโทษปรับคนละ 10,000 บาท ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับคนละ 5,000 บาท
สำหรับภัทรกาญจน์ ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยสรุปเห็นว่า พยานโจทก์เบิกความว่า ภัทรกาญจน์เพียงแต่ถือป้ายแสดงข้อความวิจารณ์รัฐบาล ไม่มีหลักฐานที่เชื่อมโยงสนับสนุนให้เห็นว่า ภัทรกาญจน์เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมชุมนุม ไม่ปรากฏว่าเป็นผู้ชักชวนให้บุคคลอื่นเข้าร่วมการชุมนุม หรือกระทำการอื่นใด เช่น การว่าจ้างรถ จัดเตรียมอุปกรณ์ หรือกำหนดเส้นทาง ข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้กำหนดบทนิยามสำหรับ ‘ผู้จัดชุมนุม’ ไว้โดยเฉพาะ เมื่อภัทรกาญจน์ไม่ใช่ผู้จัดชุมนุม จึงไม่มีหน้าที่ต้องขออนุญาตต่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด
ทั้งสถานที่ชุมนุมเป็นที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเทได้สะดวก ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ภัทรกาญจน์สวมหน้ากากอนามัยขณะถือป้าย โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่า ภายหลังเกิดเหตุมีผู้ติดเชื้อจากการเข้าร่วมทำกิจกรรมหรือไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่ถึงขนาดที่จะรับฟังได้ว่าเป็นความเสี่ยงต่อการแพร่โควิด-19 ไปในวงกว้าง ศาลชั้นต้นยึดเจตนารมณ์ของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีไว้เพื่อควบคุมมิให้โรคแพร่ระบาดไปในวงกว้าง ซึ่งในคดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีการแพร่ระบาดจากการชุมนุม
.
พลิกคดี! ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กลับ ลงโทษปรับ 10,000 บาท – ยกฟ้อง “ผู้จัด” แต่ลงโทษ “ร่วมชุมนุมเสี่ยงโรค”
ต่อมาอัยการได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อมา และวันที่ 18 พ.ค. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยยกฟ้องในข้อหา ‘ร่วมกันจัดการชุมนุม’ เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า พยานโจทก์ไม่ได้เบิกความยืนยันว่าภัทรกาญจน์กระทำการใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้จัดการชุมนุม การที่ภัทรกาญจน์เพียงแต่ชูป้ายแสดงข้อความ ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าเป็นผู้จัดให้มีการชุมนุม
แต่กลับให้ลงโทษในข้อหา ‘ร่วมกันชุมนุมมั่วสุม เสี่ยงต่อการแพร่โรค’ ตามภาพถ่ายที่พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ภัทรกาญจน์ได้เข้าร่วมการชุมนุม การทำกิจกรรมหรือการมั่วสุมกับจำเลยที่ 1-3 และบุคคลอื่น ๆ ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันมากกว่า 5 คน ในลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ลงโทษปรับ 10,000 บาท
.
ฎีกาสู้! โต้ พยานโจทก์พิรุธ แค่ภาพนิ่ง 1 ภาพอยู่ที่ชุมนุม 45 นาที ไม่พิสูจน์ว่า เสี่ยงโรค ยันสวมหน้ากาก-เว้นระยะ-ไม่มีผู้ติดเชื้อ

ต่อมาภัทรกาญจน์ได้ยื่นฎีกาคำพิพากาษาต่อศาลฎีกา โดยสรุปนำเสนอว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ศาลรับฟังให้สิ้นสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริง และทางนำสืบของโจทก์ยังมีข้อพิรุธสงสัยอยู่หลายประการ
1. จำเลยเป็นเพียงผู้เข้าร่วมชุมนุม ไม่ใช่ผู้จัดกิจกรรม ไม่มีหน้าที่ต้องขออนุญาต โดยข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และคำสั่งจังหวัดนครราชสีมาไม่ได้กำหนดบทนิยามสำหรับการเป็นผู้จัดกิจกรรมไว้โดยเฉพาะ ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ไม่ใช้บังคับ จึงไม่อาจนำบทนิยาม ‘ผู้จัดการชุมนุม’ มาใช้ได้ เนื่องจากความผิดฐานนี้มีโทษทางอาญา การตีความหมายการเป็นผู้จัดกิจกรรมการชุมนุม จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด
จำเลยเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เหมือนประชาชนทั่วไป ที่มีสิทธิเสรีภาพที่จะเดินทางหรือแสดงออกทางความคิดเห็นได้ การที่จำเลยไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยการออกมาแสดงความคิดเห็นด้วยการชูป้ายแสดงข้อความต่อต้านแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาล จึงเป็นเจตนาที่ดีของจำเลยที่อยากมีส่วนร่วมที่จะเสนอแนวทางเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด รัฐบาลควรรับฟังเสียงของประชาชน และให้ความสำคัญนำไปปรับปรุงพัฒนาหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้เป็นผลดีมากยิ่งขึ้น
พยานโจทก์ไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และจำเลยมีมาตรการป้องกันตนเองอย่างเข้มงวด โดยนายแพทย์ที่มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ เป็นเพียงการให้ความเห็นตามภาพถ่าย ไม่ได้ยืนยันว่าจำเลยอยู่ในที่ชุมนุมที่ไหนอย่างไร มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคหรือไม่
พยานโจทก์เพียงระบุว่าเป็นตัวจำเลยตามภาพถ่าย ไม่ได้ให้การว่าจำเลยมีส่วนร่วมหรือเข้าไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือขึ้นปราศรัยแต่อย่างใด เพียงเบิกความต่อว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้ขึ้นปราศรัย จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าจำเลยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3
2. การที่จำเลยไม่ได้ให้การแก้ต่างในชั้นศาล ก็เป็นเพราะจำเลยถือใจซื่อว่าตนไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดตามฟ้อง เพราะจำเลยได้ให้การปฏิเสธยืนยันความบริสุทธิ์ของตนมาตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน
จากภาพถ่ายซึ่งพยานโจทก์ยืนยันว่าเป็นจำเลย พยานโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เห็นจำเลยยืนถือป้ายอยู่ในที่ชุมนุมประมาณ 45 นาทีเท่านั้น ในระหว่างการเคลื่อนขบวนกลับมา พยานก็ไม่แน่ใจว่าเห็นจำเลยหรือไม่ และในที่ชุมนุมก็เห็นผู้ร่วมชุมนุมคนอื่น ๆ ถือป้ายในที่ชุมนุมด้วยเช่นกัน ในวันชุมนุมดังกล่าวพยานยังยืนยันว่าไม่มีการห้ามบุคคลใดเข้าร่วมชุมนุม
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าประชาชนโดยทั่วไปที่ได้รับข่าวสารจากการเชิญชวนมาร่วมในการแสดงออกที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ของรัฐบาล ก็มีสิทธิที่จะออกมาแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตยได้
อีกทั้งพยานโจทก์ยังเบิกความต่อศาลว่า ในที่ชุมนุมส่วนใหญ่ผู้ชุมนุมสวมหน้ากากอนามัย ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ชุมนุมตระหนักรู้ถึงสถานการณ์การแพร่กระจายของโควิด-19 เป็นอย่างดี อีกทั้งจากภาพถ่ายจะเห็นได้ว่าจำเลยมีการสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา ไม่มีพยานโจทก์คนใดให้การว่าเห็นจำเลยถอดหน้ากากอนามัยเลย หรือแม้กระทั่งไม่มีพยานโจทก์คนใดให้การว่าจำเลยเข้าไปอยู่ในกลุ่มของผู้คนในลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19
3. พยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าเป็นความเสี่ยงต่อการแพร่โรค โดยพยานโจทก์เพียงแต่ให้การโดยรวมถึงการรวมกลุ่มของบุคคล และยืนยันเพียงภาพถ่ายของจำเลยที่เป็นภาพนิ่งเพียงภาพเดียว ซึ่งไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ถ่ายภาพ และยืนยันได้ว่าจำเลยอยู่ในสถานที่นั้นนานเพียงใด
ในภาพดังกล่าวจะเห็นได้ว่าจำเลยปลีกตัวออกมาอยู่ในระยะห่างจากผู้ชุมนุมส่วนใหญ่พอสมควร แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีความเข้าใจต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี จึงมีการป้องกันโดยการสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เว้นระยะห่างจากผู้อื่น รวมทั้งอยู่ในที่โล่งแจ้งตลอดเวลา สถานที่ชุมนุมเป็นที่โล่งแจ้ง มีอากาศถ่ายเท และไม่มีพยานคนใดให้การว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากการชุมนุมครั้งนี้
การที่โจทก์มีเพียงพยานหลักฐานเพียงภาพนิ่งของจำเลยประกอบกับคำเบิกความพยานโจทก์ยืนยันว่าเป็นจำเลยนั้น จึงไม่ทำให้จำเลยเป็นผู้ร่วมในการกระทำความผิดฐานชุมนุมมั่วสุมในลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคได้
4. ในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ) ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น จำเลยไม่เห็นพ้องด้วย จากการบรรยายฟ้องของโจทก์ และพยานโจทก์ ไม่มีพยานปากใดเบิกความถึงการกระทำความผิดของจำเลย มีเพียงการเบิกความถึงจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 ขึ้นกล่าวปราศรัย และกล่าวถึงลักษณะโดยรวมของการชุมนุม ไม่มีพยานปากใดเบิกความเห็นจำเลยที่ 4 ขึ้นกล่าวปราศรัย หรือไม่มีพยานคนใดพบเห็นจำเลยที่ 4 กระทำการใดที่จะก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
ในทางกลับกันจำเลยที่ 4 เป็นผู้มีความเข้าใจในการแพร่กระจายของเชื้อโรคเป็นอย่างดี สวมหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา และใช้เจลแอลกอฮอล์ในการฆ่าเชื้อ อีกทั้งยั้งเว้นระยะห่างจากผู้อื่นเพียงพอ ปรากฏตามภาพถ่ายในสำนวนเพียงภาพเดียวที่พยานโจทก์เบิกความถึง
สาเหตุที่จำเลยที่ 4 มาแสดงออกไม่เห็นด้วยกับการบริหารงานของรัฐบาลเกี่ยวกับการควบคุมโรค จึงเกิดจากการตระหนักรู้ถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นอย่างดี จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 4 จะกระทำการใดให้เป็นผู้ติดเชื้อโรค หรือกระทำการใด ๆ ให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคออกไป การออกมาแสดงความคิดเห็นของจำเลยที่ 4 จึงเป็นเพียงการกระทำที่ต้องการสื่อถึงรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งประชาชนทั่วไปควรมีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำได้ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกันนี้
.
จากกิจกรรมคาร์ม็อบของประชาชนในช่วงปี 2564 ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มีการดำเนินคดีต่อผู้ร่วมกิจกรรม ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รวม 5 คดี ในกรณีที่ต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด แต่มีจำนวน 3 คดี เมื่อขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลได้พิพากษาแก้ให้จำเลยมีความผิด โดยลงโทษปรับเป็นหลัก รวมถึงคดีนี้ของภัทรกาญจน์ที่สุดท้ายเป็นคดีเดียวที่ต่อสู้ถึงชั้นฎีกา

สำหรับภัทรกาญจน์อดีตเป็นผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันเป็นผู้ประสานพรรคประชาชน เคยกล่าวไว้หลังฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ที่ศาลลงโทษปรับเหมือนเป็นการพิสูจน์คำที่เคยกล่าวไว้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ห้ามรวมกลุ่ม มีไว้เพียงปราบปรามการชุมนุมเสียเป็นส่วนใหญ่ และรู้สึกได้ว่าศาลลงโทษหนักเกินไป แต่ก็ยอมรับผลคำพิพากษา แม้ในใจจะยืนยันคัดค้านว่า ไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา และตัดสินใจสู้คดีต่อไปถึงชั้นฎีกา เพราะไม่คิดว่าโทษที่ได้รับจะรุนแรงขนาดนี้
คดีคาร์ม็อบโคราชนี้จะเป็นคดีคาร์ม็อบคดีที่ 4 ที่มีคำพิพากษาในชั้นฎีกา ต่อจากคดีคาร์ม็อบอุตรดิตถ์ (พิพากษายกฟ้องจำเลยหนึ่งราย ลงโทษปรับจำเลยอีกหนึ่งราย), คดีคาร์ม็อบพิษณุโลก (พิพากษายกฟ้อง) และ คดีคาร์ม็อบยะลา (พิพากษายืน จำคุก 2 เดือน โดยให้รอลงอาญา)
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
