22 ก.ค. 2568 ศาลจังหวัดยะลานัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีของประชาชน 3 คน ได้แก่ อารีฟีน โสะ, ประเสริฐ ราชนิยม, อับดุลซาตาร์ บาโล ที่ถูกกล่าวหาว่าจัดและร่วมกิจกรรม “คาร์ม็อบยะลา” เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2564 เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเรียกร้องวัคซีนที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชน
ในคดีนี้มีผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหมด 6 คน ในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดยะลา, กีดขวางการจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรฯ และ ส่งเสียงอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันควร
ต่อมาทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยทั้งหมดมีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับคนละ 4,000 บาท เนื่องจากจำเลยทั้งหมดไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้คนละ 1 ปี นอกจากนั้นยังปรับจำเลย 3 คน ในข้อหากีดขวางการจราจร คนละ 400 บาท
จำเลยสามรายได้ต่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อ โดยยืนยันกิจกรรมไม่เสี่ยงต่อแพร่โรคโควิด-19 ในวงกว้าง และเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ
.
วันนี้ จำเลยทั้งสามที่ฎีกาคำพิพากษา พร้อมกับทนายความเดินทางมาศาล ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาโดยสรุป เห็นว่าสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้ทั่วไปในสังคม การแพร่ระบาดทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ถือเป็นสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 จึงมีความจำเป็นที่รัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วนต่าง ๆ ดังข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 28)
สำหรับข้อกำหนดข้อ 1 ถึง 11 พิจารณาแล้วเห็นว่า ล้วนกำหนดขึ้นเพื่อชะลออัตราการระบาดของโรค โดยใช้วิธีหยุดยั้งการกระทำใด ๆ ก็ตาม ที่เป็นความเสี่ยงหรือเป็นเหตุให้แพร่เชื้อโรคระบาดออกไป เชื่อว่าหากไม่มีมาตรการต่าง ๆ ย่อมทำให้ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศล้มเหลวและเป็นอันตรายแก่ชีวิตประชาชนผู้ติดเชื้อ แม้ข้อกำหนดข้อ 8 ที่ห้ามกิจกรรมซี่งมีการรวมกลุ่มบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 5 คน ในภาวะปกติจะไม่สามารถกำหนดข้อห้ามนี้ได้ก็ตาม แต่สืบเนื่องจากการระบาดของโรคดังกล่าว ทำให้เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามมาตรา 44 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 การออกข้อกำหนดจึงไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญดังที่จำเลยทั้งสามอ้าง
ศาลฎีกาพิจารณาต่อว่า ขณะเกิดเหตุ อารีฟีนเป็นผู้ไลฟ์สดกิจกรรมในเฟซบุ๊ก เชิญชวนให้ประชาชนมาเข้าร่วมชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล มีการแจ้งเส้นทางที่ขบรถจะผ่าน และเป็นผู้ขับรถนำขบวน โดยมีอับดุลซาตาร์ นั่งด้านข้าง โดยอับดุลซาตาร์เป็นผู้แจกกระดาษให้ประชาชนเขียนข้อความ ทั้งใช้เครื่องเสียงประชาสัมพันธ์การชุมนุม แจ้งเส้นทางแก่ผู้ร่วมชุมนุม นำกล่าวขับไล่พลเอกประยุทธ์ และนำร้องเพลงในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย พฤติการณ์มีน้ำหนักฟังได้ว่าทั้งสองคนคือผู้ร่วมจัดกิจกรรมคาร์ม็อบดังกล่าว โดยมีประเสริฐเข้าร่วมด้วย จึงรับฟังได้ว่าทั้งสามเป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมชุมนุม
ศาลฎีกาเห็นว่า ถึงแม้ผู้เข้าร่วมชุมนุมทุกคนจะสวมใส่หน้ากากอนามัย การชุมนุมกระทำในที่โล่ง อากาศถ่ายเทสะดวกก็ตาม แต่การที่ประชาชนจากหลายสถานที่มารวมตัวชุมนุมกัน โดยไม่มีการตรวจคัดกรองโรค มีการสัมผัสใกล้ชิดกัน ร้องตะโกนขับไล่รัฐบาล ย่อมถือเป็นความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยจำเลยทั้งสามไม่อาจยกข้ออ้างว่า ระหว่างการชุมนุมไม่มีการยุยงปลุกปั่น กระทำโดยสงบปราศจากอาวุธ เป็นเสรีภาพการชุมนุม เพื่อให้พ้นผิดไปได้
ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสาม มีความผิดฐานร่วมกันชุมนุมหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ในพื้นที่มีประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด กับการกระทำของอารีฟีนและอับดุลซาตาร์ เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด มีการรวมกลุ่มบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 5 คนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
ในส่วนความผิดเรื่องการกีดขวางการจราจร และร่วมกันหยุดรถในช่องทางเดินรถ ที่ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย 3 ราย คนละ 400 บาท ความผิดฐานนี้ ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ (4) จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำผิด จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยข้อหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนนี้
ลงนามคำพิพากษาฎีกา โดย สุพิชญ์ กรอบคำ, ฉัตรชัย ไทรโชต และ พัฒนไชย ยอดพยุง
.
สำหรับคดีคาร์ม็อบยะลานี้ นับเป็นคดีคาร์ม็อบคดีที่สาม ที่มีคำพิพากษาในชั้นฎีกา ก่อนหน้านี้มีคดีคำพิพากษาชั้นฎีกาในคดีคาร์ม็อบอุตรดิตถ์ (พิพากษายกฟ้องจำเลยหนึ่งราย ลงโทษปรับจำเลยอีกหนึ่งราย) และคดีคาร์ม็อบพิษณุโลก (พิพากษายกฟ้อง โดยคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์จะต้องนำสืบยืนยันว่า การเข้าร่วมชุมนุมของจำเลย มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคด้วย และเห็นว่าข้อเท็จจริงปรากฏว่าการชุมนุมมีขึ้นในสถานที่เปิดโล่งบนถนน ไม่มีลักษณะแออัด อีกทั้งผู้เข้าร่วมชุมนุมก็มีการสวมหน้ากากอนามัย ยังไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ)
ทั้งนี้ พบว่าทั้งสามคดีนี้ มีองค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาองค์คณะเดียวกัน เป็นผู้จัดทำคำพิพากษาในชั้นฎีกา
น่าสังเกตด้วยว่า ในคดีคาร์ม็อบยะลาอีกคดีหนึ่ง เหตุจากกิจกรรมเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2564 ซึ่งมีผู้ถูกดำเนินคดี 5 ราย ศาลจังหวัดยะลามีคำพิพากษายกฟ้องในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.จราจรฯ แต่ให้ลงโทษปรับเฉพาะข้อหาส่งเสียงดังอื้ออึง โดยศาลเห็นว่าเส้นทางการเคลื่อนขบวนรถเป็นสถานที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ใช่สถานที่แออัดที่จะเสี่ยงต่อโรค ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย และไม่มีรายงานการติดเชื้อโควิดหลังการชุมนุม โดยคดีได้สิ้นสุดไปในศาลชั้นต้นแล้ว
.
ย้อนอ่านเรื่องราวนักศึกษาผู้ถูกดำเนินคดีคาร์ม็อบยะลา
.
