จับตา ฟังคำพิพากษาฎีกาคดี “คาร์ม็อบยะลา” จำเลย 3 คน สู้ยืนยันกิจกรรมไม่เสี่ยงโรค ใช้เสรีภาพการชุมนุมตาม รธน.

ในวันที่ 22 ก.ค. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดยะลานัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีของประชาชน 3 คน ที่ถูกกล่าวหาว่าจัดกิจกรรม “คาร์ม็อบยะลา” เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2564 เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเรียกร้องวัคซีนที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชน  ในคดีนี้ ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่ามีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และลงโทษจำคุก 2 เดือน แต่ให้รอลงอาญาไว้ ก่อนจำเลยสามรายได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาต่อมา

สำหรับกิจกรรมคาร์ม็อบยะลา จัดขึ้นโดยกลุ่มยะลาปลดแอก คดีนี้เดิมในชั้นตำรวจ มีผู้ถูกออกหมายเรียกทั้งหมด 8 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนหญิงอายุ 17 ปี ซึ่งได้ยินยอมเข้ามาตรการพิเศษก่อนฟ้องคดีในส่วนของเยาวชน และยังมีผู้ถูกกล่าวหาอีกรายหนึ่งไม่ได้ไปร่วมชุมนุมวันดังกล่าวแต่อย่างใด แต่กลับถูกตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาไปด้วย โดยต่อมาอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของผู้ต้องหารายนี้ 

สุดท้ายจึงเหลือจำเลยที่ถูกฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดยะลาทั้งหมด 6 ราย ได้แก่ อารีฟีน โสะ, ประเสริฐ ราชนิยม, อามานียะ ดอเล๊าะ, อับดุลซาตาร์ บาโล และจำเลยอีกสองราย ในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดยะลา, กีดขวางการจราจร และ ส่งเสียงอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันควร

.

ศาลชั้นต้น-อุทธรณ์ เห็นว่าผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ลงโทษจำคุก 2 เดือน แต่ให้รอลงอาญา

หลังการต่อสู้คดี ศาลจังหวัดยะลามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2565 โดยเห็นว่าจำเลยทั้งหกมีความผิดในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับคนละ 6,000 บาท ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุกคนละ 2 เดือน ปรับคนละ 4,000 บาท เนื่องจากจำเลยทั้งหมดไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้คนละ 1 ปี

ศาลเห็นว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ขี่รถจักรยานยนต์ บางคนไม่สวมหน้ากากอนามัย ถึงจะเป็นที่โล่งแจ้ง แต่มีผู้คนเข้าร่วมจำนวนมาก มีการตะโกนขับไล่นายกรัฐมนตรีตลอดทาง และหน้ากากอนามัยที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมใส่นั้นไม่ใช่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ จึงเห็นจำเลยทั้งหกมีความผิดฐานร่วมกันชุมนุมหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรคในพื้นที่ที่มีการประกาศหรือคำสั่งกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

ศาลยังลงโทษปรับอารีฟีน, ประเสริฐ และจำเลยอีกหนี่งราย คนละ 400 บาท ในความผิดฐานขับรถในลักษณะกีดขวางทางจราจร และหยุดรถในช่องทางเดินรถและในลักษณะกีดขวางทางจราจร

ต่อมาจำเลยทั้งหกได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา และเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยจำเลยสามคน ได้แก่ อารีฟีน, ประเสริฐ และอับดุลซาตาร์ ได้ตัดสินใจต่อสู้ในชั้นฎีกาต่อมา 

.

จำเลยต่อสู้ฎีกาต่อ ยืนยันกิจกรรมไม่เสี่ยงแพร่โรควงกว้าง เป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

ฎีกาโดยสรุปของจำเลยทั้งสาม ยืนยันว่าจากรายงานการสืบสวนของตำรวจระบุว่า แม้กิจกรรมคาร์ม็อบตามฟ้องจะมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก บางคนดึงหน้ากากอนามัยไว้ใต้คาง แต่เส้นทางการเคลื่อนขบวนรถเป็นท้องถนนอันเป็นสถานที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ได้อยู่ในสถานที่คับแคบ สถานที่ปิดหรือแออัดที่จะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

ผู้เข้าร่วมหลายคนก็ยังสวมหน้ากากอนามัย และในการขับรถจักยานยนต์ก็มีความจำเป็นต้องเว้นระยะห่างอยู่แล้ว ทำให้ความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคต่ำมาก ไม่ต่างจากที่รถจักรยานยนต์ติดไฟแดงในขณะที่มีการจราจรคับคั่ง

คดีนี้ยังไม่มีพยานโจทก์นำสืบว่า หลังวันเกิดเหตุมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากการเข้าร่วมชุมนุม ดังกล่าว และไม่พบผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ พฤติการณ์จึงไม่ขนาดที่จะมีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในวงกว้างอันจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด 

การนำสืบของโจทก์ยังมิได้ทำให้เห็นว่า หน้ากากที่ผู้ชุมนุมหลายคนใช้เป็นหน้ากากอนามัยทางการแพทย์หรือไม่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอเมืองยะลา ก็มิได้เบิกความถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้แต่อย่างใด พยานปากนี้เพียงแต่ให้ความเห็นจากการดูภาพถ่าย 

รวมทั้งกิจกรรมดังกล่าวไม่เป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยแต่อย่างใด พยานโจทก์ทุกปากต่างยืนยันว่าการชุมนุมดังกล่าว เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล และเสนอข้อเรียกร้องให้จัดหาวัคซีนป้องกันโรคแก่ประชาชนทุกคนอย่างมีคุณภาพ มิได้มีข้อเรียกร้องใดที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย อันเป็นสิทธิของประชาชนที่สามารถกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 34 และมาตรา 44

กิจกรรมยังไม่ปรากฏว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมมีการปิดกั้นการจราจร หรือแม้จะมีการหยุดบริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนใต้กับบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดยะลา ก็ยังไม่ถึงขนาดเป็นการปิดกั้นการจราจร ประกอบกับในวันเกิดเหตุมีตำรวจจราจรอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไปในการใช้ถนน แม้จะทำให้รถยนต์คันอื่นเกิดความไม่สะดวกบ้าง แต่ไม่ถึงกับเป็นการกีดขวางทางสาธารณะหรือทางเดินรถหรือช่องทางเดินรถจนเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจรแต่อย่างใด

ฎีกาของจำเลยทั้งสามยังโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่วินิจฉัยว่ากิจกรรมดังกล่าว จึงไม่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้กระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยวินิจฉัยฐานการออกข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องว่าเป็นไปตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เท่านั้น แต่มิได้วินิจฉัยว่าการชุมนุมตามฟ้องมีความผิดตามมาตราดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร ซึ่งตามนิยามของสถานการณ์ฉุกเฉินในกฎหมาย จะต้องเป็นการกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขันอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง

จำเลยทั้งสามยืนยันว่า แม้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญจะเปิดช่องให้รัฐจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานได้ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น แต่กฎหมายที่ตราขึ้นจำกัดสิทธิจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุ ไม่มีลักษณะที่เป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมจนเกินสมควรแก่เหตุ หรือเป็นการจำกัดในลักษณะที่กระทบต่อสาระสำคัญของเสรีภาพในการชุมนุม ทำให้ชุมนุมไม่ได้เลยโดยเด็ดขาด 

รัฐจึงต้องเลือกมาตรการที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนน้อยกว่า และในขณะเดียวกันก็เป็นมาตรการที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการควบคุมโรคระบาดได้ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุม และประโยชน์ของประชาชนส่วนอื่น ๆ ได้รับการคุ้มครองไปในขณะเดียวกัน

.

คดีคาร์ม็อบยะลาอีกคดี ศาลชั้นต้นยกฟ้อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แนววินิจฉัยต่างจากคดีนี้

น่าสังเกตว่าในคดีคาร์ม็อบยะลาอีกคดีหนึ่ง เหตุจากกิจกรรมเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2564 ซึ่งมีผู้ถูกดำเนินคดี 5 ราย ศาลจังหวัดยะลามีคำพิพากษายกฟ้องในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.จราจรฯ แต่ให้ลงโทษปรับเฉพาะข้อหาส่งเสียงดังอื้ออึง ซึ่งตรงกันข้ามกับคำพิพากษาในคดีนี้ ทั้งที่เป็นคดีในลักษณะใกล้เคียงกัน 

ในคดีดังกล่าว ศาลเห็นว่าการนำสืบของโจทก์ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าจำเลยทั้งห้าเป็นผู้จัดกิจกรรม เส้นทางการเคลื่อนขบวนรถเป็นสถานที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ใช่สถานที่แออัดที่จะเสี่ยงต่อโรค ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย และไม่มีรายงานการติดเชื้อโควิดหลังการชุมนุม โดยคดีได้สิ้นสุดไปในศาลชั้นต้นแล้ว 

สำหรับคดีคาร์ม็อบยะลา เหตุวันที่ 1 ส.ค. 2564 นี้ เท่าที่ทราบข้อมูล จะเป็นคดีคาร์ม็อบคดีที่สาม ที่มีคำพิพากษาในชั้นฎีกา หลังจากก่อนหน้านี้มีคำพิพากษาชั้นฎีกา ในคดีคาร์ม็อบอุตรดิตถ์ (พิพากษายกฟ้องจำเลยหนึ่งราย ลงโทษปรับจำเลยอีกหนึ่งราย) และคดีคาร์ม็อบพิษณุโลก (พิพากษายกฟ้อง)

.

ย้อนอ่านเรื่องราวนักศึกษาผู้ถูกดำเนินคดีคาร์ม็อบยะลา

“เขาใช้กฎหมายแบบนี้ คือพยายามหยุดความเคลื่อนไหวมากกว่า” ฟังเสียงจากนักศึกษายะลา หลังศาลยกฟ้องคดีคาร์ม็อบ

.

X