9 ต.ค. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ ทวี เที่ยงวิเศษ หรือ อาทิตย์ และ ธนาดล จันทราช โดยทั้งคู่เคยทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มทะลุฟ้า และถูกในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน, ใช้กำลังทำร้ายร่างกายผู้อื่น และข้อหาหลบหนีการจับกุม จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมจับกุมรถขนเครื่องขยายเสียง บริเวณถนนด้านหน้าโรงพยาบาลพญาไท 2 หลังการชุมนุม #ม็อบ3กันยา64 ที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564
ก่อนหน้านี้คดีนี้มีจำเลย 4 ราย และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเฉพาะ จำเลยที่ 1 (ทวี) และ 2 (ธนาดล) มีความผิดเฉพาะฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้ปรับคนละ 13,333.33 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 ใบบุญ (สงวนนามสกุล) และ ที่ 4 ณัชพล ไพลิน ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา ทำให้จำเลยที่ 1 และ 2 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา ก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน
.
ย้อนรอยเหตุการณ์ตำรวจขับรถปาดหน้า พยายามจับกุมนักกิจกรรมภายหลังยุติการชุมนุม จนเกิดเหตุชุลมุน
ในวันเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 เวลา 16.00 น. แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และกลุ่มทะลุฟ้าได้นัดหมายทำกิจกรรมชุมนุม #ม็อบ3กันยา “ราษฎรไม่ไว้วางใจมึง” ที่บริเวณแยกราชประสงค์ โดยกิจกรรมเป็นการชุมนุมและปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของรัฐบาล ปัญหาการจัดหาวัคซีน และเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงแก้ไขมาตรา 112
- ย้อนอ่านลำดับเหตุการณ์การชุมนุม : #ม็อบ3กันยา : #ราษฎรไม่ไว้วางใจมึง
ภายหลังยุติการชุมนุมและผู้ชุมนุมได้ทยอยออกจากพื้นที่แล้ว ในเวลา 20.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบรถของทีมทะลุฟ้าที่ใช้ขนเครื่องขยายเสียง ขณะเดินทางอยู่บริเวณหน้าโรงพยาบาลพญาไท 2 โดยมีการขับรถปาดหน้า พร้อมเข้าทุบรถและล็อกคอผู้ที่อยู่ในรถให้ลงมาจากรถ โดยเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบแทบทั้งหมด ซึ่งขณะนั้นมีการไลฟ์สดเหตุการณ์ผ่านเพจของกลุ่มทะลุฟ้าด้วย แต่ผู้อยู่ในรถไม่ยอมรถจากรถ ทำให้มีการปิดล้อมรถอยู่เช่นนั้น
ต่อมา เวลา 20.34 น. มีกลุ่มประชาชนที่ทราบข่าว และขบวนรถตำรวจเริ่มตามมาสมทบ โดยเป็นตำรวจในเครื่องแบบ บางนายติดตราสัญลักษณ์ของกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน จากนั้นพยายามทำการจับกุมในลักษณะกระชากตัวทีมงานไปอย่างน้อย 2 คน ซึ่งผู้ถูกจับกุมก็พยายามสอบถามว่า จับด้วยความผิดอะไร แต่ยังไม่แน่ชัดถึงคำตอบของตำรวจ ทำให้มีมวลชนเข้ามายื้อแย่งตัวไปและเกิดเหตุชุลมุนกับเจ้าหน้าที่ ทำให้ต่อมาตำรวจถอนกำลังไปโดยยังไม่ได้มีการจับกุมผู้ใด
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2564 พ.ต.ต.ไพบูลย์ สอโส เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ให้มีการดำเนินคดีแก่ชายไม่ทราบชื่อ ไม่ทราบจำนวน ในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ และใช้กำลังทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงาน
15 ก.ย. 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท ได้จับกุมตัว ทวี เที่ยงวิเศษ ตามหมายจับของศาลอาญา ก่อนแจ้งข้อหาและนำตัวเขาไปขอฝากขัง ก่อนที่ศาลอาญาจะไม่อนุญาตให้ประกันตัวทวี โดยเขาถูกคุมขังเป็นระยะเวลารวม 171 วัน (เกือบ 6 เดือน) ก่อนจะได้รับการประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี โดยให้ติดอุปกรณ์กำไล EM ด้วย
17 ก.ย. 2564 ธนาดล จันทราช หรือ “เซียงเมี่ยง” ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สน.พญาไท หลังทราบว่าถูกออกหมายจับ โดยตำรวจได้นำตัวธนาดลไปขอฝากขัง และศาลอนุญาตให้ประกันตัว พร้อมวางเงื่อนไขห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่ 15.00 น.-05.00 น. ของวันถัดไป
ต่อมา วันที่ 1 พ.ย. 2564 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 มีความเห็นสั่งฟ้องทวีกับพวกรวม 4 ราย ต่อศาลอาญา ในข้อหาหลักฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน, ทำร้ายร่างกายผู้อื่น และข้อหาหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของเจ้าพนักงานฯ
.
ศาลชั้นต้นลงโทษ ‘ปรับ’ จำเลยทั้งสอง เฉพาะข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยเห็นว่าเข้าร่วมชุมนุมจริง ส่วนข้อหาอื่นศาลพิพากษายกฟ้อง
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2565 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเห็นว่าจำเลยที่ 1 และ 2 มีความผิดเฉพาะข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยเห็นว่า จำเลยทั้งสองเข้าร่วมการชุมนุม เป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดและคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ว่าผู้จัดหรือผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันเกิดเหตุจะมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดหรือไม่ และไม่ว่าจะมีผู้ติดเชื้อไวรัสจากการเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวหรือไม่ การกระทำของจำเลยที่ 1 และ 2 ย่อมเป็นความผิดฐานชุมนุมโดยฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามฟ้อง
สำหรับข้อหาว่าจำเลยต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน และร่วมกันกระทำด้วยประการใดให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังไป ศาลเห็นว่า ความผิดฐานชุมนุมโดยฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่จำเลยที่ 1 และ 2 กระทำขึ้นบริเวณแยกราชประสงค์ได้ยุติลงแล้ว และได้ความว่าจำเลยที่ 1 และ 2 ได้เดินทางกลับบ้านแล้ว จึงมิใช่ความผิดซึ่งหน้า เมื่อเป็นการจับกุมโดยไม่มีอำนาจ ไม่มีหมายจับ และมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างการจับกุม แม้จำเลยทั้งสี่คนจะต่อสู้หรือขัดขวางการจับกุมก็ตาม การกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นความผิด
ส่วนความผิดฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น พยานโจทก์นำสืบปรากฏว่าขณะเกิดเหตุชุลมุนมีคนถ่ายภาพนิ่งบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ แต่ภาพถ่ายดังกล่าวมีเพียงภาพเหตุการณ์ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 และภาพเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายล้มลงเท่านั้น นอกจากนี้ผู้เสียหายยังได้เบิกความแตกต่างไปจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากอื่นทุกประการในสาระสำคัญ จึงมีน้ำหนักไม่น่าเชื่อถือ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหาย คงมีคำเบิกความของผู้เสียหายเพียงแต่ลอย ๆ พยานโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหาย
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และ 2 มีความผิดฐานร่วมกันชุมนุมโดยฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความใน มาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปรับคนละ 20,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงปรับ 13,333.33 บาท ข้อกล่าวหาที่เหลือให้ยกฟ้อง
หลังฟังคำพิพากษาธนาดลได้ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลเป็นที่เรียบร้อย แต่ในส่วนของทวีก่อนหน้านี้เขาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนและระหว่างพิจารณา โดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เป็นระยะเวลากว่า 170 วัน เจ้าหน้าที่ศาลจึงได้คำนวณวันที่ถูกคุมขังโดยยังไม่มีคำพิพากษาแทนค่าปรับ คำนวณวันละ 500 บาท รวมแล้วทวีต้องได้รับการชดเชยที่ถูกคุมขังเป็นจำนวนเงิน 85,000 บาท ทำให้เขาไม่ต้องชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลอีก เพราะถูกคุมขังเกินกว่าค่าปรับแล้ว
.
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อโต้แย้งของจำเลยยังฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสองใช้เสรีภาพไปโดยปราศจากขอบเขต ละเมิดสิทธิของประชาชน และละเมิดต่อกฏหมาย
เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2565 ทวีและธนาดลได้ยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้ โดยสรุปว่าโต้แย้งว่า ข้อกำหนดและประกาศตามคำฟ้องไม่มีวัตถุประสงค์ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง แม้กฎหมายจะจำกัดสิทธิเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 แต่ก็ต้องพิจารณาถึงคุณธรรมและความยุติธรรม เนื่องจากประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจากการบริหารงานของรัฐบาลในช่วงโควิด-19 และการชุมนุมมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องทางการเมือง และวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล
ข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ควรตีความมุ่งห้ามการรวมตัวที่มั่วสุม ยุยงให้เกิดความไม่สงบ หรือ ก่อให้เกิดความรุนแรง ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการชุมนุมในคดีนี้เป็นไปโดยสงบ ปราศจากความรุนแรงและอาวุธ จัดในที่เปิดโล่ง และจำเลยได้ป้องกันตนเองโดยการสวมหน้ากากอนามัยแล้ว
จำเลยทั้งสองในฐานะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ มีสิทธิแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องต่อฝ่ายบริหารด้วยความบริสุทธิ์ใจ อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพโดยสุจริต มีความชอบธรรมตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และ ที่ 2
.
บรรยากาศช่วงเช้า ณ ห้องพิจารณาคดี 608 นอกเหนือจากนัดหมายฟังคำพิพากษาอุทธรณ์ในคดีนี้แล้ว ยังมีนัดฟังคำสั่งและคำพิพากษาในคดีอื่น ๆ อีกหลายคดี ส่งผลให้มีผู้มายืนรออยู่ที่บริเวณด้านหน้าห้องเป็นจำนวนมาก เนื่องจากภายในห้องมีที่นั่งไม่เพียงพอ ส่วนทวีและธนาดล วันนี้ทั้งสองเดินทางมาถึงศาลก่อนเวลานัดหมาย พร้อมเข้าไปนั่งรอในห้องพิจารณา ต่อมาเวลา 09.24 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาในคดีอื่นก่อน
เวลาประมาณ 09.50 น. ขณะที่จำเลยทั้งสองกำลังนั่งรอฟังคำพิพากษาอยู่นั้น มีเจ้าหน้าที่ของศาลเดินเข้ามาในห้องพิจารณา พร้อมสอบถามเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ว่าวันนี้มีคดีมาตรา 112 หรือไม่ พร้อมมองมาทางที่จำเลยทั้งสองนั่งอยู่ เมื่อเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์แจ้งว่าไม่มีคดี 112 บุคคลดังกล่าวก็เดินออกจากห้องพิจารณาไป
สำหรับคดีนี้ ศาลไม่ได้อ่านคำพิพากษาทั้งหมดให้จำเลยฟัง เนื่องจากมีความยาวถึง 20 หน้า เพียงแจ้งว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้จำเลยไปคัดถ่ายคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สามารถสรุปสาระสำคัญออกมาได้ดังต่อไปนี้ ปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันชุมนุมโดยฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือไม่ คดีนี้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้งว่า การชุมนุมอันจะเป็นความผิด ต้องเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบหรือก่อให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งไม่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 44
เมื่อจำเลยรับมาในอุทธรณ์อยู่แล้วว่า เป็นที่ทราบอย่างแพร่หลายว่า ตั้งแต่ปี 2563 มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เรื่อยมา อีกทั้งไม่ได้โต้แย้งข้อกำหนดที่ออกตามความใน มาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เช่นนี้ กรณีที่จำเลยเข้าร่วมชุมนุมตามฟ้องโจทก์ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยจะอ้างว่าเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบปราศจากความรุนแรงและอาวุธ การชุมนุมจัดในที่เปิดโล่ง และจำเลยได้ป้องกันตนเองโดยการสวมหน้ากากอนามัยแล้ว หาได้ไม่
เพราะจำเลยย่อมเล็งเห็นผลจากการกระทำของตนต่อความเสียหายที่อาจเกิดต่อประเทศ และประชาชนโดยรวม จึงเป็นการใช้เสรีภาพไปโดยปราศจากขอบเขตหรือไปละเมิดสิทธิต่อประชาชนผู้อื่น และละเมิดต่อกฏหมาย จำเลยย่อมกระทำความผิดฐานร่วมกันชุมนุม โดยฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปี 2548 มาตรา 9
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ลงโทษปรับจำเลยทั้งสองเป็นจำนวนเงินคนละ 13,333.33 บาท คงเดิม
.
ย้อนอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
เก็บตกหลังคำพิพากษาคดี #ม็อบ3กันยา64: “ทวี” ถูกคุมขัง 170 วัน โดยไม่มีความผิด
