เดือนพฤศจิกายน 2568 มีคดีเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้น 1 คดี คือคดีของ “ภาคภูมิ” ผู้ป่วยจิตเภท ในข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ธง จากเหตุโพสต์รูปภาพและวิดีโอเหยียบและปัสสาวะใส่พระบรมฉายาลักษณ์ และยืนปัสสาวะใส่ธงชาติไทย ซึ่งกรณีนี้ศูนย์ทนายฯ ได้รับแจ้งจากผู้ต้องขังทางการเมืองที่พบภาคภูมิถูกขังอยู่ในเรือนจำ จึงติดตามให้ความช่วยเหลือ และได้รับประกันตัวหลังถูกขังในชั้นสอบสวนมา 4 วัน
ส่วนสถานการณ์คำพิพากษาตลอดเดือนที่ผ่านมามีอย่างน้อย 14 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 5 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 9 คดี พบว่ามี 3 คดีที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของนรินทร์ จากเหตุติดสติกเกอร์ “กูkult” บนพระบรมฉายาลักษณ์ ร.10, คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุม #เพราะประเทศนี้เป็นของราษฎร ของนักกิจกรรม 8 ราย และคดีของยุรนันท์ กรณีปาระเบิดปิงปองบริเวณใต้ทางด่วนดินแดงใน #ม็อบ17ตุลา64 (แต่ลงโทษจำเลยอีกคนหนึ่ง)
ส่วนอีก 11 คดีศาลพิพากษาลงโทษ เป็นโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 โทษปรับและจำคุกในคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีกทั้งยังมีคำพิพากษาจำคุกในคดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และมีคดีที่ศาลพิพากษาสั่งให้ระงับการเผยแพร่เพลงบนเว็บไซต์ยูทูป
นอกจากนั้น ยังมีคดีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องเพิ่มอย่างน้อย 5 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของ “อภิสิทธิ์” กรณีโพสต์และแชร์ข้อความบนเฟซบุ๊กรวม 4 โพสต์, คดีของ “เจ๊จวง” และ “เจ๊เทียม” กรณีติดป้ายข้อความบริเวณหน้าร้านก๋วยเตี๋ยว, คดีของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์ กรณีแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ‘ชูสามนิ้ว’ ระหว่างพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร มข., คดีมาตรา 116 ของนักกิจกรรมและนักศึกษาจำนวน 5 คน เหตุกิจกรรมทำประชามติจำลอง และสุดท้าย คดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ของสมาชิกแรงงานยานภัณฑ์จำนวน 4 คน กรณีชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล
ขณะเดียวกันยังมีคดีของ Murray Hunter นักข่าวชาวออสเตรเลีย ถูกสั่งฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีเขียน 4 บทความรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศมาเลเซีย โดยมี MCMC หน่วยงานของรัฐบาลมาเลเซีย เป็นผู้กล่าวหาในประเทศไทย
ส่วนสถานการณ์การพิจารณาคดีในชั้นศาล สำหรับเดือนที่ผ่านมาพบว่าศาลอาญามีคำสั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาในคดีของ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เพิ่มอีก 1 คดี ในขณะที่การสืบพยานคดีมาตรา 112 ยังคงเผชิญกับปัญหาที่ศาลอาญายกคำร้องการออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคลในการสืบพยานคดีปราศรัย #25พฤศจิกาไปSCB แม้ระบุเหตุผลว่าเพื่อใช้ยืนยันข้อเท็จจริงของถ้อยคำที่จำเลยกล่าว และการกล่าวความจริงไม่ควรเป็นความผิด
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 30 พ.ย. 2568 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,987 คน ในจำนวน 1,339 คดี เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในช่วงเดือนตุลาคม 2568 แล้ว มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้น 1 คดี
หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,065 ครั้ง
สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่
1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 285 คน ในจำนวน 318 คดี (จำนวนนี้อย่างน้อย 169 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ)
2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 156 คน ในจำนวน 56 คดี
3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 677 คดี
4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 199 คน ในจำนวน 109 คดี
5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 218 คน ในจำนวน 242 คดี
6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี
จากจำนวนคดี 1,339 คดีดังกล่าวมีจำนวน 769 คดี ที่สิ้นสุดไปแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว)

แนวโน้มการดำเนินคดีในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์สำคัญดังต่อไปนี้
พบ ‘ภาคภูมิ’ ผู้ป่วยจิตเภท ถูกขังในเรือนจำชั้นสอบสวนในคดี ม.112
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบกรณีของ “ภาคภูมิ” (นามสมมติ) ถูกคุมขังในคดีตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.ธง เพิ่มอีกหนึ่งราย ต่อมาพบว่าถูกดำเนินคดีจากเหตุโพสต์รูปภาพและวิดีโอเหยียบและปัสสาวะใส่พระบรมฉายาลักษณ์ และยืนปัสสาวะใส่ธงชาติไทย
จากการตรวจสอบพบว่า คดีนี้มีประชาชนชื่อ นว คูนทากาญจน์ เป็นผู้กล่าวหา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โชคชัย ได้ “เชิญตัว” ผู้ต้องหามาพบโดยไม่มีหมายจับหรือหมายเรียก โดยพนักงานสอบสวนพบว่ามีพฤติกรรมผิดปกติทางจิต จึงส่งตัวไปที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเพื่อตรวจวินิจฉัย ซึ่งมีผลตรวจว่าผู้ต้องหาเป็นผู้มีความผิดปกติทางจิต โดยเป็นโรคจิตเภท แต่ประเมินว่ามีความสามารถต่อสู้คดีได้ พนักงานสอบสวนจึงรับตัวภาคภูมิมาแจ้งข้อกล่าวหาและยื่นคำร้องให้ศาลอาญาออกหมายขัง
ในกรณีนี้ ศูนย์ทนายฯ ได้รับแจ้งจากผู้ต้องขังทางการเมืองในภายหลัง จึงติดตามตรวจสอบจนทราบข้อมูล จึงให้ความช่วยเหลือทางคดี ภาคภูมิได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2568 หลังจากถูกขังทั้งสิ้น 4 วัน
จากเหตุดังกล่าว ทำให้ยอดผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 ในเดือนที่ผ่านมาจึงเพิ่มขึ้นอีก 1 คดี จนมีผู้ดำเนินคดีตามมาตรา 112 รวมแล้วทั้งสิ้น 285 คน ในจำนวน 318 คดี
นอกจากนั้นเดือนที่ผ่านมา พบว่ามีรายงานข่าวเกี่ยวกับกรณีการจับกุมประชาชนด้วยข้อหาตามมาตรา 112 จากหมายจับค้างเก่า จากการตรวจสอบพบว่าเป็นคดีที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวเนื่องกับการฉ้อโกง ศูนย์ทนายฯ จึงไม่ได้นับสถิติคดีลักษณะนี้เข้ามา
.
นอกจากนั้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน ยังมีสถานการณ์ที่ประชาชนในหลายพื้นที่ได้รับหมายเรียกจาก สภ.เมืองพะเยา ให้ไปรับทราบข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ตามมาตรา 328 โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบอำนาจให้ อาทิตย์ มานัสสา เแจ้งความดำเนินคดีจากกรณีที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นข้อความในเฟซบุ๊ก สืบเนื่องจากที่ รังสิมันต์ โรม สส.พรรคประชาชน อภิปรายถึงขบวนการสแกมเมอร์และการฟอกเงิน ซึ่งเชื่อมโยงถึงนักการเมืองสำคัญ ในช่วงการอภิปรายแถลงนโยบาย
สถานการณ์การใช้กฎหมายหมิ่นประมาทในลักษณะดังกล่าวของผู้มีอำนาจรัฐ ทั้งต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และการกล่าวหาทางไกล ในพื้นที่ที่มีอิทธิพล ก่อให้เกิดภาระในการต่อสู้คดี เข้าข่ายการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ซึ่งติดตามจับตาต่อไป
.
พิพากษา ม.112 ห้าคดี: สามคดีเป็นคำพิพากษาศาลฎีกา คดีของ “อุดม” และ “ก้อง” อุกฤษฏ์ พิพากษาลงโทษทำให้ถูกขังต่อ ส่วนคดี “นรินทร์” ศาลฎีกายืนยกฟ้อง
ตลอดเดือนพฤศจิกายน 2568 ศาลมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทั้งหมดอย่างน้อย 14 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 5 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 9 คดี
พบว่ามี 3 คดีที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของนรินทร์ จากเหตุติดสติกเกอร์ “กูkult” บนพระบรมฉายาลักษณ์ ร.10 ระหว่างชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร, คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุม #เพราะประเทศนี้เป็นของราษฎร ของนักกิจกรรม 8 ราย และคดีของยุรนันท์ กรณีปาระเบิดปิงปองบริเวณใต้ทางด่วนดินแดงใน #ม็อบ17ตุลา64 (แต่ลงโทษพรพจน์)
ส่วนอีก 11 คดีศาลพิพากษาลงโทษ เป็นโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 โทษปรับและจำคุกในคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีกทั้งยังมีพิพากษาจำคุกในคดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ และมี 1 คดีที่ศาลพิพากษาสั่งให้ระงับการเผยแพร่เพลงบนเว็บไซต์ยูทูป
.
สำหรับคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ที่ศาลมีคำตัดสินออกมาอีกอย่างน้อย 5 คดี แบ่งเป็นคดีศาลชั้นต้น 1 คดี ชั้นอุทธรณ์ 1 คดี และชั้นฎีกา 3 คดี ดังต่อไปนี้
คดีของ “อุดม” จากเหตุโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กจำนวน 7 โพสต์ ในช่วงเดือนตุลาคม 2563 ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา จากเดิมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาจำคุกไว้ 4 ปี โดยมีการลงโทษในโพสต์ข้อความที่เกี่ยวกับอดีตกษัตริย์เพิ่มเติมในสามโพสต์ โดยที่ก่อนหน้านั้นในศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้อง เพราะเห็นว่ามาตรา 112 ไม่คุ้มครองอดีตกษัตริย์
กรณีนี้ อุดมถูกขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาสเรื่อยมาตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค. 2566 หลังศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษา และไม่ได้รับสิทธิประกันตัวเรื่อยมาจนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ทำให้คดีของเขาสิ้นสุดลง ขณะที่เขาถูกขังมาแล้ว 827 วัน (หรือ 2 ปี 3 เดือนเศษ) และถูกขังต่อตามโทษคำพิพากษาศาลฎีกา
คดีของ “บอย” ธัชพงศ์ แกดำ, “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา และ ฉัตรรพี อาจสมบูรณ์ กรณีอ่านแถลงการณ์ #ม็อบ14พฤศจิกา64 หน้าสถานทูตเยอรมนี ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี เนื่องจากเห็นว่าแถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาตำหนิติเตียนดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ผิด ม.112 และให้ยกฟ้อง ม.116 เนื่องจากไม่ปรากฏว่ามีการใช้ความรุนแรงหรือพูดยุยุงปลุกปั่นผู้ชุมนุม
กรณีนี้ ศาลให้รอการลงโทษจำคุกฉัตรรพีไว้ 2 ปี แต่ไม่รอลงอาญาธัชพงศ์และณวรรษ ทำให้ธัชพงศ์ต้องนำตัวไปถูกขังที่เรือนจำ 4 วัน ระหว่างรอคำสั่งประกันตัวจากศาลอุทธรณ์ ก่อนได้ประกันตัว
คดีของ “เพชร” ธนกร และ “บีม” ณัฐกรณ์ กรณีเข้าร่วมกิจกรรม #แต่งครอปท็อปเดินห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่เปลี่ยนจากการเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ เป็นรอลงอาญาไว้ 3 ปี
คดีของ นรินทร์ (สงวนนามสกุล) กรณีถูกกล่าวหาว่านำสติกเกอร์ “กูkult” ไปติดบนพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 หน้าศาลฎีกา ระหว่างที่มีการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อปี 2563 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องนรินทร์ ทำให้คดีนี้สิ้นสุดลง
และคดีของ “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล กรณีถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กชื่อ “John New World” รวม 5 ข้อความ ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำคุก 5 ปี 30 เดือน ซึ่งงอุกฤษฏ์ถูกขังในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. 2567 หลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีนี้ และไม่ได้รับสิทธิประกันตัวเรื่อยมา หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีนี้และอีกคดีหนึ่ง ทำให้ทั้งสองคดีของอุกฤษฎ์สิ้นสุดลงทั้งหมดแล้ว

นอกจากนั้นแล้วยังมีคดีของ “ภัคภิญญา” (สงวนนามสกุล) กรณีถูกกล่าวหาว่าแชร์โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ฯ จำนวน 6 โพสต์ ในช่วงปี 2563-64 พร้อมเขียนข้อความสั้น ๆ ประกอบในจำนวน 5 โพสต์ที่แชร์ ที่มีคำพิพากษาชั้นฎีกาออกมาแล้วเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หลังติดตามผลคำพิพากษาพบว่าศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุก 9 ปี จากเดิมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษาจำคุก 6 ปี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภัคภิญญามีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากคดีมาตรา 112
.
ศาลฎีกาสั่งระงับเผยแพร่เพลง “ปฏิรูป” ของวง R.A.D. ด้านคดีขี่มอเตอร์ไซค์ถือธงยกเลิก 112 บริเวณวัดพระแก้ว ศาลพิพากษาจำคุก 2 เดือน ถูกขัง 1 คืนระหว่างรอคำสั่งประกันตัว
สำหรับคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองที่ศาลมีคำพิพากษาออกมา 9 คดี มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของนักกิจกรรม 8 ราย ได้แก่ ธัชพงศ์ แกดำ, ณัฏฐธิดา มีวังปลา, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, เบนจา อะปัญ, ชุมาพร แต่งเกลี้ยง, ธนพร วิจันทร์, อรรถพล บัวพัฒน์ และ ชินวัตร จันทร์กระจ่าง จากการชุมนุม #เพราะประเทศนี้เป็นของราษฎร เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2564 ที่แยกราชประสงค์ ศาลแขวงปทุมวันมีคำพิพากษายกฟ้องทั้ง 8 ราย
ในขณะที่คดีของ “แซน” สุปรียา ใจแก้ว ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุจากการเป็นพิธีกรในกิจกรรมชุมนุม #คนเจียงฮายก้ายคนง่าวบ่เอาคนหลายใจ๋ ที่บริเวณหอนาฬิกาจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2563 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 ปรับ ปรับ 4,000 บาท ทำให้คดีสิ้นสุดลง หลังต่อสู้คดีมากว่า 5 ปี
และคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของ 4 นักกิจกรรม ได้แก่ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, “ไดโน่” นวพล ต้นงาม, “ต๋ง” ปนัดดา ศิริมาศกูล และ “แก้วใส” ณัฐพงษ์ ภูแก้ว กรณีทำกิจกรรม “รวมพลแห่เทียน ขับไล่เสนียดจัญไร ออกไป” บริเวณห้าแยกลาดพร้าว เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2564 ศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษาลงโทษจำคุกจตุภัทร์ 24 วัน ไม่รอการลงโทษ ส่วนอีกสามคนจำคุก 18 วัน โดยให้รอการลงโทษไว้ แต่ให้ลงโทษปรับทั้งสามคน คนละ 7,500 บาท
ส่วนคดี พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ ของ 5 นักกิจกรรม ได้แก่ “สายน้ำ” นภสินธุ์, “ออย” สิทธิชัย, “แก๊ป” จิรภาส, “บังเอิญ” และ “ดิว” สมชาย คำนะ ที่ถูกกล่าวหาร่วมกันชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง จากเหตุขี่รถจักรยานยนต์พร้อมถือธง ให้ยกเลิกมาตรา 112-ปล่อยเพื่อนเรา บริเวณวัดพระแก้ว และถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2566 โดยศาลแขวงดุสิตพิพากษาให้จำคุกคนละ 2 เดือน ไม่รอลงอาญา ทำให้ทั้งห้าคนถูกนำตัวไปขัง 1 คืนที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างรอคำสั่งประกันตัว ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ประกันตัว
คดีของ นรินทร์ (สงวนนามสกุล) ในข้อหาละเมิดอำนาจศาล กรณีแต่งชุดซานต้าคลอสชูป้ายคำว่า #พระราชทาน เข้าร่วมให้กำลังใจ “ตะวัน-บุ้ง” เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2566 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุก 10 วัน ปรับ 200 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี
ส่วนคดีของ ประวิตร (สงวนนามสกุล) กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันวางเพลิงป้อมตำรวจจราจรใต้ทางด่วนดินแดง ภายหลังการชุมนุม #ม็อบ10สิงหา64 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษของจำเลย จากเดิมลงโทษจำคุก 6 ปี 4 เดือน เป็นจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา
กรณีของประวิตร เขาถูกขังมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนี้ และไม่ได้รับสิทธิประกันตัว จนผ่านไปกว่าสองปีเศษจึงมีคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกมา
คดีของ พรพจน์ แจ้งกระจ่าง และยุรนันท์ (สงวนนามสกุล) เหตุถูกกล่าวหาว่าร่วมกันปาระเบิดปิงปองบริเวณใต้ทางด่วนดินแดงใน #ม็อบ17ตุลา64 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องยุรนันท์ แต่พิพากษาลงโทษพรพจน์ โดยแก้จากเดิมที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน เหลือจำคุก 2 ปี 3 เดือน ไม่รอลงอาญา และได้ประกันตัวในชั้นฎีกา
คดีของ “ต๊ะ” คทาธร (สงวนนามสกุล) ถูกดำเนินคดีในข้อหา “จุดและปล่อยพลุขึ้นสู่อากาศ โดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 27/2559 จากการเข้าร่วมกิจกรรม “เปิดสภาตามหานิรโทษกรรม 112” ที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2567 ซึ่งในสอบคำให้การ คทาธรได้เปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามข้อกล่าวหา ทำให้ศาลแขวงดุสิตมีคำพิพากษาลงโทษปรับ 5,000 บาท
และสำหรับกรณีเพลง “ปฏิรูป” ของวง Rap Against Dictatorship (R.A.D.) ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ยื่นคำร้องขอให้ระงับการเผยแพร่บนยูทูป โดยฝ่ายวงได้ต่อสู้คดีคัดค้านการระงับเรื่อยมาจนถึงชั้นศาลฎีกา แต่เดือนที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนเห็นพ้องกับคำสั่งระงับการเผยแพร่ตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไว้
ผลของคำสั่งดังกล่าวทำให้ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยไม่สามารถเข้าชมและฟังคลิปวิดีโอเพลงดังกล่าวจากในประเทศได้เท่านั้น แต่คลิปดังกล่าว ยังคงสามารถเข้าถึงจากทั่วโลกได้
.
สั่งฟ้องใหม่ 5 คดี: คดีติดป้ายหน้าร้านก๋วยเตี๋ยวของ “เจ๊จวง-เจ๊เทียม” และคดีชูสามนิ้วของ “ยาใจ” ถูกสั่งฟ้องคดีในข้อหา ม.112 แล้ว
ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีทางการเมืองอย่างน้อย 5 คดี ซึ่งเป็นคดีในข้อหามาตรา 112 จำนวนสามคดี, คดีมาตรา 116 จำนวนหนึ่งคดี และคดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จำนวนหนึ่งคดี
สำหรับคดีมาตรา 112 ที่มีการสั่งฟ้องในเดือนที่ผ่านมาจำนวน 3 คดี ได้แก่ คดีของ “อภิสิทธิ์” ถูกสั่งฟ้องต่อศาลอาญา กรณีโพสต์และแชร์ข้อความบนเฟซบุ๊กรวม 4 โพสต์ ในช่วงวันที่ 8-10 ส.ค. 2568 และในเดือนเดียวกันนั้น เขาถูกจับกุมโดยไม่มีทนายความและผู้ไว้วางใจเข้าร่วมการสอบปากคำ และคุมขังในชั้นสอบสวนกว่า 19 วัน จนกระทั่งศูนย์ทนายฯ เข้าให้ความช่วยเหลือทางคดี
คดีที่สอง คือคดีของ “เจ๊จวง” และ “เจ๊เทียม” (สงวนชื่อสกุล) สองแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว ถูกสั่งฟ้องต่อศาลอาญาพระโขนง เหตุจากการติดป้ายบริเวณหน้าร้านเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรา 112, งบประมาณแผ่นดิน และเรียกร้องให้ “ปล่อยเพื่อนเรา” จำนวน 2 ป้าย เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2566 คำฟ้องระบุว่าป้ายดังกล่าวมีประชาชนเดินผ่านไปมาเห็นข้อความ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติและถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
และคดีสาม คดีของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์ ถูกสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดขอนแก่น กรณีถูกกล่าวหาจากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ‘ชูสามนิ้ว’ ต่อพระพักตร์กรมสมเด็จพระเทพฯ ระหว่างพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2565 และให้สัมภาษณ์ต่อเพจ “ทะลุมข” และ “The Isaan Record” โดยถูกสั่งฟ้องเป็น 3 กรรม
นอกจากนั้น ยังมีคดี “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 และ “ซ่องโจร” ตามมาตรา 210 ของนักกิจกรรมและนักศึกษาจำนวน 5 คน เหตุกิจกรรมทำประชามติจำลอง ระหว่างงานเสวนาเรื่อง “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองกับสันติภาพปาตานี” ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2566 โดยถูกสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดปัตตานีเป็น 2 กระทง โดยจำเลยหนึ่งรายยังถูกฟ้องในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการถ่ายทอดสดกิจกรรมด้วย
ด้านคดี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ มีคดีของสมาชิกแรงงานยานภัณฑ์ทั้ง 4 คน ถูกสั่งฟ้องต่อศาลแขวงดุสิต จากเหตุชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 11 มี.ค.-1 เม.ย. 2568 โดยการชุมนุมดังกล่าวมีมูลเหตุมาจากการถูกบริษัทยานภัณฑ์ เลิกจ้างพนักงานกว่า 800 คน โดยไม่มีการจ่ายเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างและเงินค่าทดแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
.
อัยการสั่งฟ้อง “Murray Hunter” นักข่าวชาวออสเตรเลีย ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีเขียนข่าวรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในมาเลเซีย
เดือนที่ผ่านมา ยังมีความเคลื่อนไหวในคดีที่สำคัญ ได้แก่ คดีของ Murray Hunter นักข่าวชาวออสเตรเลีย ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากการเผยแพร่บทความ 4 ชิ้นรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศมาเลเซียบนเว็บไซต์ Substack ระหว่างวันที่ 13 ถึง 29 เม.ย. 2567 โดยคดีนี้มีตัวแทนจากคณะกรรมการการสื่อสารและสื่อประสมแห่งประเทศมาเลเซีย (Malaysian Communication and Multimedia Commission หรือ MCMC) หน่วยงานของรัฐบาลมาเลเซีย เป็นผู้กล่าวหา
พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568 คดีนี้พบว่าเป็นครั้งแรกที่ตัวแทนหน่วยงานของรัฐบาลต่างชาติเข้ามาดำเนินคดีหมิ่นประมาทต่อบุคคลที่มีถิ่นพำนักในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนได้ว่าการดำเนินคดีในลักษณะนี้อาจเป็นการดำเนินคดีปิดปากข้ามชาติ (Transnational SLAPP) เนื่องจากมีลักษณะเป็นการดำเนินคดีของตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐของประเทศหนึ่ง ในการดำเนินคดีต่อบุคคลที่มีถิ่นพำนักในอีกประเทศหนึ่ง

.
ศาลอาญาไม่ออกหมายเรียกพยานในคดี SCB ถึง 4 ครั้ง หลังทนายยื่นคำร้องเพื่อนำหลักฐานมายืนยันข้อเท็จจริงของที่จำเลยกล่าว
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ศาลอาญามีนัดสืบพยานในคดีมาตรา 112 ของนักกิจกรรมทางการเมือง 7 ราย จากเหตุปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เมื่อปี 2563
คดีนี้ทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาล ออกหมายเรียกพยานบุคคล 15 ปาก และพยานเอกสาร 17 รายการเพื่อใช้สืบพยาน เช่น รายงานการใช้งบประมาณโครงการจัดแสดงสินค้าแนวใหม่ในต่างประเทศ แบรนด์ Sirivannavari, รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับ ของธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด ระหว่างปี 2560 – 2564, รายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย, รายการและรายละเอียดทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ทรัพย์สินในพระองค์ และทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ ระหว่างปี 2560 – 2564, ตารางการเดินทางไปกลับประเทศเยอรมนีของรัชกาลที่ 10 เป็นต้น
ทนายความได้พยายามยื่นคำร้องมาแล้วทั้งสิ้น 4 ครั้ง ได้แก่ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ก่อนที่จะเริ่มมีการสืบพยานโจทก์ ครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2568 ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2568 และครั้งที่สี่ เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2568 พบว่าศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องในทุกครั้งดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าไม่เกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงในคดี แม้ฝ่ายจำเลยจะพยายามอธิบายความเกี่ยวพันของเอกสารและพยานบุคคลในคำร้องแต่ละครั้ง รวมทั้งขอให้มีการไต่สวนคำร้องการขออกหมายเรียกนี้ก็ตาม
ปัญหาการขอออกหมายเรียกพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร ที่เกี่ยวพันกับคำปราศรัยเรื่องสถานะบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในคดีมาตรา 112 ยังเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ ที่ศาลมักไม่ออกหมายเรียกให้ในหลายคดี

.
คดีที่ 11 ! ศาลอาญาสั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี “จ่านิว” สิรวิชญ์
เดือนที่ผ่านมา ศาลอาญายังมีคำสั่งลงรายงานกระบวนพิจารณาคดี ในคดีของ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากการปราศรัยกิจกรรมล่าชื่อถอดถอน กกต. ในการเลือกตั้ง ปี 2562 ระบุ “ห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป” ในนัดสืบพยานระหว่างวันที่ 25-26 พ.ย. 2568
จนปัจจุบันพบว่าศาลอาญามีคำสั่งในการพิจารณาคดีจากการแสดงออกทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในคดีข้อหามาตรา 112 ระบุ ‘ห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี’ เป็นจำนวนอย่างน้อย 11 คดีแล้ว

