สรุปคดี ม.112 ของ “ภัคภิญญา” หลังศาลฎีกาพิพากษาแก้ กลับเป็นลงโทษจำคุก 9 ปี

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ทนายความได้คัดถ่ายคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีของ “ภัคภิญญา” (สงวนนามสกุล) อดีตบรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผู้ถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดนราธิวาส ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีถูกกล่าวหาว่าแชร์โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ฯ จำนวน 6 โพสต์ ในช่วงปี 2563-64 พร้อมเขียนข้อความสั้น ๆ ประกอบในจำนวน 5 โพสต์ที่แชร์

คดีนี้เป็นหนึ่งในคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 8 คดีที่ พสิษฐ์ จันทร์หัวโทน ติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดอาศัยอยู่นอกพื้นที่ ทำให้มีภาระต้องเดินทางไปต่อสู้คดีมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564

ในคดีของภัคภิญญา เธอต่อสู้ว่า โพสต์เฟซบุ๊กที่ผู้กล่าวหาแคปหน้าจอและพิมพ์ออกมาก่อนนำมาแจ้งความร้องทุกข์นั้นขาดความน่าเชื่อถือ เนื่องจากผ่านการตัดต่อ แก้ไข และเปลี่ยนแปลงข้อมูลมาแล้ว รวมถึงชี้ให้เห็นว่า มีการใช้กฎหมายมาตรา 112 เป็นเครื่องมือที่ใช้กลั่นแกล้งผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยสถิติการดำเนินคดีสัมพันธ์ไปกับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนั้นๆ

ต่อมา เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2565 ศาลจังหวัดนราธิวาสมีคำพิพากษาโดยเห็นว่าพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์และแชร์ข้อความตามฟ้องจริง โดยรับฟังภาพถ่ายแคปข้อความที่ผู้กล่าวหาจัดทำขึ้นจากการใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์เวิร์ด พร้อมมีการปรับขนาดภาพและจัดไฟล์รูปภาพแล้วพิมพ์ออกมาแจ้งความนั้นสามารถรับฟังได้ แม้ไม่มี URL ของโพสต์แต่ละข้อความ

ศาลเห็นว่าจากข้อความทั้งหมด มีความผิดใน 3 กระทง โดยเป็นโพสต์ข้อความที่แชร์จากเพจ “เยาวชนปลดแอก-Free YOUTH”, “KTUK-คนไทยยูเค” และแชร์จากผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกรายหนึ่ง ขณะที่ให้ยกฟ้องในอีก 3 กระทง โดยเห็นว่ายังไม่เข้าข่ายมาตรา 112 ส่วนข้อความที่เห็นว่ามีความผิดนั้น ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี

.

ต่อมา ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คดี จนเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2566 ศาลได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยภัคภิญญาไม่ได้เดินทางมาศาล ก่อนทราบว่าเธอตัดสินใจลี้ภัยทางการเมือง โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นเห็นว่ามีความผิดเฉพาะในสองข้อความ โดยให้ยกฟ้องข้อความที่เป็นการแชร์โพสต์ของเพจ “เยาวชนปลดแอก-Free YOUTH” เกี่ยวกับกรณีการใช้กำลังสลายการชุมนุมของตำรวจควบคุมฝูงชน โดยเห็นว่าโพสต์ยังแปลความไม่ได้ว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ แต่สื่อถึงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต่อผู้ชุมนุมสองกลุ่มที่ไม่เท่าเทียมกัน ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษในอีก 2 ข้อความที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าทั้งสองข้อความยังไม่ถึงขนาดเป็นความผิดตามมาตรา 112 จึงให้ยกฟ้องเช่นเดิม

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นเห็นว่ามีความผิดในสองกระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี

.

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2568 ศาลจังหวัดนราธิวาสได้นัดหมายอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีนี้ โดยพบว่าทางฝ่ายอัยการโจทก์ได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาต่อมา พร้อมกับอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา โดยขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยใน 3 กระทง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้อง

ในวันดังกล่าวไม่ได้มีผู้เดินทางไปฟังคำพิพากษา ต่อมาเมื่อติดตามผลคำพิพากษา พบว่าศาลฎีกาได้พิพากษาแก้อีกครั้ง โดยกลับเป็นเห็นว่าจำเลยมีความผิดในกรณ๊แชร์ข้อความจากเพจ “เยาวชนปลดแอก-Free YOUTH” โดยศาลเห็นว่า สามารถตีความได้ว่าข้อความสื่อถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 และมีลักษณะเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท ใส่ร้ายองค์พระมหากษัตริย์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง โดยมีเจตนาให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์ และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ จึงไม่เห็นพ้องกับการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องในกระทงนี้

ส่วนอีกสองข้อความที่เป็นการแชร์โพสต์จากเพจ “อานนท์ นำภา” และเพจ “ราษฎร” เห็นว่ายังแปลความไม่ได้ว่าเป็นถ้อยคำด่าทอ หรือดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายองค์พระมหากษัตริย์ เป็นการกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ที่ทำการอุ้มหาย และกล่าวลักษณะตั้งคำถามกับรัฐบาล จึงยังไม่เป็นความผิดตามมาตรา 112 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นในสองส่วนนี้

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดในอีกหนึ่งกระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมกับโทษจำคุกของศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นจำคุก 9 ปี

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ วิสุทธิ์ กลิ่นพร, เกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์ และ มุขมนตรี กลั่นนุรักษ์

.

สำหรับภัคภิญญา เธอเคยทำงานเป็นบรรณารักษ์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และมีอาชีพเสริมเป็นนักร้องและนักแบบ แต่เนื่องจากต้องมีภาระในการต่อสู้คดี โดยเธอต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปที่นราธิวาสหลายครั้ง มีค่าใช้จ่ายและต้องใช้วันลางาน ทำให้ต้องตัดสินใจออกจากงาน จนปัจจุบัน ภัคภิญญามีสถานะเป็นอีกหนึ่งผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากคดีมาตรา 112

เท่าที่ทราบข้อมูล คดีของภัคภิญญาเป็น 1 ใน 8 คดี ข้อหามาตรา 112 ที่ถูกฟ้องทางไกลที่จังหวัดนราธิวาสในช่วงปี 2564-65 ที่มีผู้กล่าวหาเป็นคนเดียวกัน โดยปัจจุบันมีประชาชนสองรายถูกคุมขังในเรือนจำจังหวัดนราธิวาสจากข้อหามาตรานี้ ได้แก่ กรณีของอุดม และ “กัลยา”

.

X