ศาลฎีกาพิพากษายืน สั่งระงับเผยแพร่ ‘เพลงปฏิรูป’ ของวง R.A.D. เห็นว่าเนื้อหาก่อให้เกิดความเกลียดชัง-ยุยงให้เกิดอารมณ์ร่วมออกมาชุมนุมขับไล่อีกฝ่าย

25 พ.ย. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยื่นคำร้องขอให้ระงับการเผยแพร่คลิปเพลง “ปฏิรูป” ของวง Rap Against Dictatorship (R.A.D.) บนเว็บไซต์ยูทูป ศาลฎีกาพิพากยืน เห็นพ้องกับคำสั่งระงับการเผยแพร่คลิปเพลงดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ 

.

วง R.A.D ยื่นคัดค้านคำสั่งให้ปิดกั้นเพลง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ปิดกั้น

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2563 ศิลปินวง Rap Against Dictatorship (R.A.D.) ได้เผยแพร่เพลง “ปฏิรูป” ลงบนเว็บไซต์ยูทูป (YouTube) ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงปัญหาทางการเมือง วิจารณ์การบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และสนับสนุนการปฏิรูปเพื่อสร้างความเป็นธรรม โดยมียอดผู้ชมกว่า 9 ล้านครั้ง ต่อมาในช่วงต้นปี 2564 พบว่าคลิปวิดีโอเพลงดังกล่าวถูกปิดกั้นการเข้าถึง โดยมีข้อความระบุว่า “วิดีโอนี้ไม่สามารถเข้าถึงได้จากโดเมนในประเทศเนื่องจากมีการร้องเรียนทางกฎหมายจากรัฐบาล”

การปิดกั้นดังกล่าว เหตุจากเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอให้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม มีเนื้อหาเข้าข่ายเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร โดยมีการระบุ URLs ของเพลง “ปฏิรูป” เป็นหนึ่งในสองเนื้อหาที่ขอให้ศาลปิดกั้น จากนั้นในวันเดียวกัน ศาลได้มีคำสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการแพร่หลายซึ่งข้อมูลดังกล่าวทั้ง 2 URLs โดยเป็นการไต่สวนฝ่ายผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียว

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2564 ศิลปินวง R.A.D.ได้ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งดังกล่าว โดยเห็นว่าการไต่สวนเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาฝ่ายเดียว ฝ่ายผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นศิลปินเจ้าของผลงาน ไม่มีโอกาสได้โต้แย้ง ทั้งคำสั่งศาลยังเป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคล โดยคำร้องของฝ่ายผู้ร้อง ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าข้อความใดที่เข้าข่ายไม่เหมาะสมดังกล่าว จึงขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

ในวันเดียวกัน ศาลอาญาได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งระงับการเผยแพร่ดังกล่าว โดยเห็นว่าการไต่สวนผู้ร้องฝ่ายเดียวเป็นกระบวนการพิจารณาที่ไม่ชอบ จึงให้โอกาสผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้าน และเข้ามาต่อสู้คดี

หลังจากที่ศาลอาญานัดไต่สวนพยานผู้ร้อง และพยานผู้คัดค้านเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2565 ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 7 ก.ค. 2565 โดยมีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่คลิปเพลง “ปฏิรูป” ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 20

โดยสรุปเห็นว่า เนื้อเพลงเข้าใจได้ว่าเกี่ยวกับความมั่นคง บางตอนมีถ้อยคำเปรียบเปรยถึงพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่สมควรเผยแพร่ ทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชนและบุคคลทั่วไป การแสดงความคิดเห็นใต้คลิปเพลง ยังมีข้อความเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ที่กระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่ผู้ยื่นคำร้องนำสืบ

ต่อมาฝ่ายผู้คัดค้านได้ยื่นอุทธรณ์ต่อมา ก่อนเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2566 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

.

ศาลฎีกาเห็นชอบตามศาลอุทธรณ์ที่สั่งระงับการเผยแพร่เพลงปฏิรูป

วันนี้ (25 พ.ย. 2568) เวลาประมาณ 09.20 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 609 ในวันนี้ “ฮอกกี้” เดชาธร บำรุงเมือง ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยมีทนายความมารับฟัง ด้านผู้ร้องจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มาฟังคำพิพากษาด้วยเช่นกัน 

จนกระทั่งเมื่อเวลา 10.26 น. ผู้พิพากษาได้เริ่มอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาโดยสรุปได้ว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ระงับการเผยแพร่ข้อมูลนั้นชอบหรือไม่

ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่าผู้ร้องไม่ได้บรรยายให้เห็นว่าเนื้อหาของข้อความใดมีลักษณะกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ ทั้งรัฐธรรมนูญยังให้เสรีภาพแก่บุคคลในการแสดงความคิดเห็นและการสื่อสารความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดสิทธิเสรีภาพในเนื้อหาของวิดีโอเพลงปฏิรูปซึ่งไม่มีเนื้อหาใด ๆ อันมีลักษณะที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร จึงไม่อาจออกคำสั่งระงับการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวได้นั้น

แม้บทเพลงดังกล่าวจะใช้วิธีการหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่จะกล่าวถึงบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะ แต่ในกรณีนี้บ่งชี้ว่าบทเพลงได้ใช้ถ้อยคำที่สื่อความหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ และยังใช้ถ้อยคำที่มุ่งโจมตีผู้ได้ยินหรือฝ่ายตรงข้ามที่มีความเห็นไม่ตรงกับฝ่ายตน โดยมีการใช้ถ้อยคำด่าและหยาบคายมากกว่า 14 คำ ทำให้ประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันเกิดความเกลียดชังและโกรธแค้นอีกฝ่าย

ถ้อยคำในช่วงกลางไปจนถึงท้ายเพลง มีลักษณะชวนให้ผู้มีความเห็นตรงกับฝ่ายตนออกมาชุมนุมขับไล่ฝ่ายตรงข้าม ประกอบกับฉากหลังของคลิปวิดีโอเป็นภาพเหตุการณ์การชุมนุมและภาพของพนักงานตำรวจซึ่งควบคุมการชุมนุม ซึ่งบ่งชี้เจตนาว่าต้องการใช้บทเพลงซึ่งมีทำนองในเชิงปลุกปั่นยุยงให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ร่วมและอยากออกมาชุมนุมต่อต้านและขับไล่อีกฝ่าย

การใช้ถ้อยคำด่าและหยาบคาย ยังแสดงให้เห็นถึงเจตนาในการมุ่งสร้างความเกลียดชังให้อีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด และเพลงนี้ยังประสงค์ให้ประชาชนที่มีความคิดไปในทางโกรธแค้นและเกลียดชังแบบเดียวกันออกมารวมใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ควบคุมการชุมนุม  นอกจากนี้ บทเพลงยังไม่มีถ้อยคำใดแสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาสังคมและการเมืองอย่างที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง 

 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าเนื้อร้องของบทเพลงปฏิรูปอาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบจากรัฐมนตรีก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งระงับการแพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ ตามมาตรา 20 (2) โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฯ หรือเป็นความผิดต่อความมั่นคงราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่

แม้รัฐธรรมนูญไทย มาตรา 34 จะบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน” ก็ตาม 

แต่เมื่อบทเพลงปฏิรูปดังกล่าวมีเนื้อร้องและถ้อยคำที่มีลักษณะอันอาจกระทบกระเทือนความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรแล้ว การชักชวนหรือสนับสนุนให้ประชาชนออกมาชุมนุมโดยใช้คำด่าหยาบคายที่สร้างความเกลียดชังและโกรธแค้นขึ้นแก่หมู่ประชาชนชาวไทยด้วยกัน อาจนำไปสู่การชุมนุมโดยใช้ความรุนแรงหรือใช้กำลังประทุษร้ายได้นั้น ยังขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องปิดกั้นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่นั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วย คำร้องของผู้ฎีกาจึงฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดี ได้แก่ ประทีบ เหมือนเตย, จรรยา จีระเรืองรัตนา และสุณิสา สมประสงค์

ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นและอุทธรณ์นั้น มีผลให้วิดีโอเพลงปฏิรูป ของวง Rap Against Dictatorship (R.A.D.) ถูกระงับการเผยแพร่บนยูทูปต่อไป 

อย่างไรก็ดี คำสั่งระงับการเผยแพร่ดังกล่าวมีผลทำให้ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยไม่สามารถเข้าชมและฟังคลิปวิดีโอเพลงดังกล่าวจากในประเทศได้เท่านั้น แต่คลิปดังกล่าว ยังคงสามารถเข้าถึงจากทั่วโลกได้ 

X