เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีที่ พรพจน์ แจ้งกระจ่าง และยุรนันท์ (สงวนนามสกุล) ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันปาระเบิดปิงปองบริเวณใต้ทางด่วนดินแดง #ม็อบ17ตุลา64 โดยพรพจน์เคยถูกคุมขังระหว่างพิจารณาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ภายหลังถูกจับกุมตามหมายจับนาน 133 วัน ส่วนยุรนันท์ถูกคุมขังอยู่ 48 วัน ก่อนได้ประกันตัว และต่อมาศาลชั้นต้นก็ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกพรพจน์เป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน ส่วนยุรนันท์ศาลยกฟ้อง
ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ทางฝั่งโจทก์และ ‘พรพจน์’ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ก่อนศาลอุทธรณ์จะพิพากษายืนยกฟ้องยุรนันท์ จำเลยที่ 2 ส่วนพรพจน์ จำเลยที่ 1 ศาลพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่พิพากษาแก้จากเดิมที่ลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน เหลือจำคุก 2 ปี 3 เดือน ก่อนได้ประกันตัวในชั้นฎีกา
.
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2565 พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมีและใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ไว้ในครอบครอ, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น และร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยผู้ร่วมกระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2564 ที่มีกลุ่มมวลชนอิสระปะทะกับเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน บริเวณย่านดินแดง
ต่อมาในวันที่ 28 มี.ค. 2566 ศาลอาญามีคำพิพากษาในคดีนี้ เห็นว่า พรพจน์กระทำผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี ส่วนฐานร่วมกันใช้ระเบิดฯ, ทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น และร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ ซึ่งเป็นเหตุต่อเนื่อง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้วัตถุระเบิดฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี
รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน และยกฟ้องจำเลยที่ 2 (ยุรนันท์) ก่อนพรพจน์จะได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์
.
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษจำคุก “พรพจน์” เหลือ 2 ปี 3 เดือน เห็นว่า ความผิดมีและใช้วัตถุระเบิดเป็นกรณีกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ส่วนยุรนันท์ยืนยกฟ้อง
ภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษา ทางฝั่งของอัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ส่วนฝั่งจำเลยที่ 1 ก็ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาเช่นเดียวกัน
ณ ห้องพิจารณาคดี 608 จากที่สังเกตตารางนัดหมายคดีบริเวณหน้าห้อง พบว่าวันนี้มีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และฎีการวมกันทั้งสิ้น 11 คดี (โดยคดีนี้จะอยู่ลำดับที่ 10) นอกจากนี้เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ยังแจ้งด้วยว่าจะมีผู้พิพากษาลงบัลลังก์ทั้งหมด 5 ท่าน
ต่อมา เวลา 09.16 น. พรพจน์เดินทางมาถึงศาล ก่อนที่เวลา 09.24 น. ศาลจะออกนั่งบัลลังก์ 1 ท่าน และเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีอื่นก่อน โดยในระหว่างนี้เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อกับทางเรือนจำที่จังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อขอให้ยุรนันท์ จำเลยที่ 2 ของคดีนี้ ทำการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มายังศาลเพื่อฟังคำพิพากษา ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันยุรนันท์ถูกคุมขังในคดีส่วนตัวอยู่
ต่อมาเวลา 10.15 น. ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ สามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่า
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ พยานโจทก์มี พ.ต.ท.พีรรัฐ โยมา รองสารวัตรสืบสวน สน.ดินแดง ในขณะนั้น เข้าเบิกความว่า จากการสืบสวนทราบว่าคนร้ายคนหนึ่งใช้ชื่อในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กว่า ‘ยุรนันท์’ สืบทราบว่าเจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กคือ จำเลยที่ 2
ทั้งนี้ ที่พยานโจทก์เชื่อว่าคนร้ายคือ จำเลยที่ 2 ก็สืบเนื่องมาจากการตรวจพบภาพข้อความและภาพเคลื่อนไหวของจำเลยที่ 2 ขณะก่อเหตุบนเฟซบุ๊ก รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดของกรุงเทพฯ
พ.ต.ท.พีรรัฐ เป็นผู้ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ เสื้อผ้า กางเกง รองเท้าผ้าใบ และโทรศัพท์มือถือของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันก่อเหตุ นอกจากนี้พยานยังได้ตรวจสอบภาพเคลื่อนไหวที่พนักงานสืบสวนรวบรวมมาพบว่าจำเลยที่ 2 ถ่ายภาพขณะเกิดเหตุและลงหมายเลขบัญชีเงินฝากเพื่อรับบริจาคบนช่องทางเฟซบุ๊ก
อย่างไรก็ดี พยานโจทก์ปากสารวัตรสืบสวน สน.ดินแดง ตอบคำถามค้านทนายจำเลยไปว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ได้มาจากสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ภาพจากกล้องวงจรปิด ภาพดังกล่าวไม่เห็นใบหน้าของจำเลยที่ 2 และตามภาพที่จำเลยที่ 2 สวมเสื้อสีน้ำตาลก็เป็นภาพที่ได้มาจากนักข่าวที่บันทึกภาพในที่เกิดเหตุ ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้นำนักข่าวมายืนยันชี้ตัวว่าบุคคลในภาพคือ จำเลยที่ 2
รูปคดีจึงไม่อาจฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ และโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานหรือพยานแวดล้อมมานำสืบแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกันกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง กรณีมีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยกประโยชน์ใช้จำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ พยานโจทก์มี พ.ต.ท.พีรรัฐ โยมา รองสารวัตรสืบสวน สน.ดินแดง ในขณะนั้น เข้าเบิกความ จากการสืบสวนตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ของพรพจน์ และภาพจากกล้องวงจรปิดที่ตั้งอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ เปรียบเทียบใบหน้าของผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่ลงภาพข้อความและภาพเคลื่อนไหวในวันก่อเหตุ พบว่าเป็นเหตุเดียวกันกับจำเลยที่ 1 และสวมใส่เครื่องแต่งกายเดียวกัน
นอกจากนี้ ขณะจับกุมตัวจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าว และจากการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรของพรพจน์เปรียบเทียบกับภาพจากกล้องวงจรปิดและภาพที่ปรากฏบนเฟซบุ๊ก ปรากฏว่ามีรูปพรรณสัณฐานและเครื่องแต่งกายตรงกันกับผู้ก่อเหตุ
จากพฤติการณ์แห่งคดีนี้พยานโจทก์ไม่เคยรู้จักหรือมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน พยานโจทก์เบิกความไปตามหน้าที่ โดยพยานโจทก์ได้เบิกความสอดคล้องกัน ไม่ปรากฏข้อพิรุธ จึงน่าเชื่อว่าพยานได้เบิกความไปตามข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของจำเลยจึงยังฟังไม่ขึ้น จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์
ส่วนปัญหาเรื่องการวินิจฉัยข้อกฎหมาย เดิมศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 3 ปี ในข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย แยกเป็นอีกกรรมหนึ่งต่างหากจากข้อหาอื่น ๆ แต่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาแก้ โดยให้เหตุผลว่า ข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดฯ, ข้อหาร่วมกันใช้ระเบิดฯ, ทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น และข้อหาร่วมกันมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ เป็นเหตุต่อเนื่องกัน เป็นกรณีกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ไม่ใช่การกระทำคนละกรรมกัน
พิพากษาลงโทษฐานใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี แต่เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกเหลือ 2 ปี 3 เดือน
ภายหลังอ่านคำพิพากษาเสร็จพรพจน์ก็ได้ถูกนำตัวไปยังบริเวณใต้ถุนศาลเพื่อรอผลการประกันตัวระหว่างฎีกาต่อไป
ต่อมาเวลาประมาณ 17.04 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวพรพจน์ โดยให้วางหลักทรัพย์เป็นจำนวน 150,000 บาท โดยยึดหลักประกันหากผิดสัญญา โดยที่ก่อนหน้านี้ในการประกันตัวชั้นอุทธรณ์ ได้วางหลักประกันไว้แล้ว 200,000 บาท จึงไม่ต้องวางหลักทรัพย์เพิ่มเติมในชั้นฎีกาอีก
