12 พ.ย. 2568 ศาลแขวงพระนครเหนือนัดฟังคำพิพากษาในคดีข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของ 4 นักกิจกรรม ได้แก่ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, “ไดโน่” นวพล ต้นงาม, “ต๋ง” ปนัดดา ศิริมาศกูล และ “แก้วใส” ณัฐพงษ์ ภูแก้ว จากกรณีทำกิจกรรม “รวมพลแห่เทียน ขับไล่เสนียดจัญไร ออกไป” ที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2564
ศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามฟ้อง โดยเห็นว่า ข้อกำหนดที่ออกตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินชอบด้วยกฎหมาย เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของรัฐและสุขภาพของประชาชน แม้สถานที่เกิดเหตุจะเป็นที่โล่งกว้าง มีการรณรงค์ให้สวมหน้ากากอนามัย มีจุดจำหน่ายเจลแอลกอฮอล์ แต่ไม่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดได้อย่างแท้จริง ลงโทษจำคุกไผ่ 24 วัน โดยไม่รอการลงโทษ จำคุกอีกสามคน 18 วัน โดยให้รอการลงโทษไว้ แต่ให้ลงโทษปรับทั้งสามคน คนละ 7,500 บาท
.
คดีลักษณะเดียวกัน อัยการสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว 2 คดี
สำหรับกิจกรรม “รวมพลแห่เทียน ขับไล่เสนียดจัญไร ออกไป” เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาปี 2564 กลุ่มทะลุฟ้าได้จัดกิจกรรมหล่อเทียนพรรษา เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องรายวัน เวียนไปจัดในสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ
ต่อมา ตำรวจดำเนินคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำนวน 4 คดี ได้แก่ กรณีจัดที่สวนลุมพินี (22 ก.ค. 2564), ห้าแยกลาดพร้าว (23 ก.ค. 2564), แยกราชประสงค์ (24 ก.ค. 2564) และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (25 ก.ค. 2564) ทั้งนี้อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีที่จัดที่สวนลุมพินีและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยเห็นว่ากิจรรมจัดในพื้นที่เปิดโล่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ผู้ร่วมกิจกรรมไม่มาก เว้นระยะห่างได้ และส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัย จึงยังไม่เสี่ยงต่อการแพร่โรค
ส่วนในคดีที่ห้าแยกลาดพร้าว หลังจากคดีค้างในชั้นสอบสวนนานกว่า 3 ปี อัยการได้สั่งฟ้องคดีนี้ โดยบรรยายฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2564 จำเลยทั้งสี่กับพวก ร่วมกันชุมนุมหล่อเทียน มีมวลชนประมาณ 50 คน ที่เกาะกลางจุดกลับรถห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งเป็นกิจกรรมเสี่ยงต่อการแพร่โรคโควิด-19 ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยจำเลยทั้งสี่ต่อสู้คดี และมีการสืบพยานไประหว่างวันที่ 6-8 ส.ค. 2568 ก่อนศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ (12 พ.ย. 2568)
.
เห็นว่า ข้อกำหนดออกโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้กิจกรรมจะมีมาตรการป้องกัน จำหน่ายเจลแอลกอฮอล์-รณรงค์ให้สวมหน้ากาก แต่ไม่ได้ป้องกันการแพร่ระบาดได้จริง
ตามนัดหมายเดิม การอ่านคำพิพากษาจะอ่านที่ห้องพิจารณาที่ 5 แต่ในวันนี้ได้มีการเปลี่ยนมาอ่านที่ห้องเวรชี้ โดยเจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่ามีประชาชนมามาก อาจจะควบคุมไม่ได้ และได้ทำการตกลงกับประชาชนว่าสามารถเข้าไปฟังคำพิพากษาได้ในห้องที่ติดกับห้องเวรชี้ซึ่งระหว่างสองห้องนั้นจะมีกระจกใสกั้น มีลำโพงได้ยินเสียงที่พูดผ่านไมค์จากห้องเวรชี้ และไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์มือถือในห้อง
เวลาประมาณ 10.00 น. จำเลยทั้งหมด รวมถึงจตุภัทร์ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ถูกนำตัวมานั่งในห้องเวรชี้ ส่วนประชาชนและญาตินั่งอยู่ห้องด้านหลังที่ติดกับห้องเวรชี้ ภายในห้องมีประชาชนและญาติรวมกันประมาณ 30 คน ตำรวจศาล 3 นาย ประจำในห้อง 1 นาย และที่บริเวณหน้าประตู 2 นาย รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ศาลนั่งอยู่หน้าห้องด้วย
10.06 น. ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาและขานชื่อจำเลยทั้งหมด ก่อนจะกล่าวว่าวันนี้จะอ่านคำพิพากษาโดยสรุปในส่วนที่เป็นใจความสำคัญ และเริ่มอ่านทวนคำฟ้อง ก่อนจะอ่านคำพิพากษาสรุปได้ว่า
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งหมดกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่
โจทก์มีพยาน พ.ต.ท.รัฐฉัตร์ อัศวเลิศหิรัญ และ ร.ต.อ.อมร ช่ออัญชัน เบิกความทำนองเดียวกันว่าในวันเกิดเหตุมีการปราศรัยและมีการเล่นดนตรี ต่อมา พ.ต.ท.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย ได้อ่านประกาศข้อห้ามไม่ให้ชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมยังชุมนุมต่อไป เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองเป็นประจักษ์พยาน ได้เบิกความตรงกันกับคำให้การที่พยานเคยให้ไว้ในชั้นสอบสวน พ.ต.ท.รัฐฉัตร์ ยังได้ถ่ายรูปจำเลยทั้งสี่และมีการจัดทำรายงานการสืบสวนไว้อีกด้วย
เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวในวันเกิดเหตุ การจัดกิจกรรมมีคนจำนวนมาก โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 (จตุภัทร์และณัฐพงษ์) ได้ขึ้นมาเล่นดนตรี ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 (นวพลและปนัดดา) ได้ขึ้นมาปราศรัย มีการร้องเพลงโดยไม่ได้เว้นระยะห่าง เห็นว่ามีความแออัดเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยทั้งสี่ที่ตอบการถามค้าน ยอมรับว่าตามภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวเป็นตน และจำเลยทั้งสี่ควรจะทราบได้ว่าการชุมนุมดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจาก พ.ต.ท.ศักดิ์ชัย ได้ประกาศข้อห้ามในการชุมนุมแล้ว
ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าการจัดกิจกรรมในวันดังกล่าวเป็นการจัดกิจกรรมที่ฝ่าฝืนพระราชกำหนดฉุกเฉิน แม้สถานที่เกิดเหตุจะมีลักษณะเป็นที่โล่งกว้าง มีการรณรงค์ให้สวมหน้ากากอนามัย มีจุดจำหน่ายเจลแอลกอฮอล์ แต่มาตรการทั้งหมดนั้นเป็นเพียงมาตรการเบื้องต้น ไม่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดได้อย่างแท้จริง
ที่จำเลยนำสืบว่าการชุมนุมในวันดังกล่าวเป็นการชุมนุมที่สงบ ปราศจากอาวุธ ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ, เป็นไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และเป็นไปตามคำแนะนำของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
เห็นว่า มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” และมีข้อยกเว้นในวรรคสองบัญญัติว่า “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”
พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระบุเหตุผลในประกาศว่า เพื่อควบคุมมิให้โรคแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง รักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประชาชน และการดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน รวมถึงเพื่อฟื้นฟูให้สถานการณ์การแพร่ระบาดกลับสู่สภาพปกติ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจำเลยจึงไม่สามารถอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้
ส่วนกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ก็ระบุเหตุแห่งการจำกัดสิทธิไว้ว่าสามารถจำกัดได้ในกรณีเพื่อความปลอดภัย ข้อกำหนดที่ออกตามประกาศดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย ไม่ได้เป็นการกระทำโดยไม่ได้สัดส่วนหรือไร้ขีดจำกัด เป็นการจำกัดสิทธิเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของรัฐและสุขภาพของประชาชน
พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยยังไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้
พิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 24 วัน และเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามคำขอโจทก์ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 32 วัน ส่วนจำเลยที่ 2-4 ลงโทษจำคุก 24 วัน ปรับคนละ 10,000 บาท
จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษ 1 ใน 4 คงจำคุกจำเลยที่ 1 24 วัน ส่วนจำเลยที่ 2-4 คงจำคุก 18 วัน และปรับคนละ 7,500 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2-4 เคยถูกพิพากษาจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี
ศาลยังสั่งนับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีชุมนุม #ม็อบ27พฤศจิกา63 ที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าว, คดี #ม็อบ20สิงหา63 ที่จังหวัดขอนแก่น และ คดีปราศรัยในการชุมนุมที่อำเภอภูเขียว ส่วนที่นับโทษต่อของจำเลยที่ 2 และ ที่ 4 เห็นว่า ไม่ได้พิพากษาลงโทษจำคุกจึงไม่สามารถนับโทษต่อได้ และจำเลยที่ 3 ตรวจสอบแล้ว ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน
จากนั้นจตุภัทร์ได้เดินมาที่บริเวณคอกพยาน ศาลสอบถามว่าต้องการอะไร จตุภัทร์ตอบว่าต้องการที่จะพูดคุยกับญาติ ศาลตอบว่าอนุญาตให้เป็นไปตามระเบียบของตำรวจศาล ตามด้วยนวพลได้ยกมือหลังจากจตุภัทร์พูดจบ ขอให้ศาลได้อ่านส่วนคำวินิจฉัยโทษอีกรอบ ซึ่งศาลก็อ่านให้ฟังอีกรอบ ก่อนจะออกจากห้องเวรชี้ไป
ขณะที่จำเลยทั้งสามชำระค่าปรับตามคำพิพากษา และเตรียมพูดคุยเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป ส่วนไผ่ต้องถูกนำตัวกลับไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป
