สิ้นสุดกว่า 5 ปี “สุปรียา” ต่อสู้คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชุมนุมหอนาฬิกาเชียงราย ศาลฎีกาพิพากษายืน ปรับ 4,000 บาท  

5 พ.ย. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดเชียงรายนัดฟังคำพิพากษาฎีกาในคดีของ สุปรียา ใจแก้ว หรือ “แซน” อดีตนักกิจกรรมในจังหวัดเชียงราย ที่ถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุจากการเป็นพิธีกรในกิจกรรมชุมนุม #คนเจียงฮายก้ายคนง่าวบ่เอาคนหลายใจ๋ ที่บริเวณหอนาฬิกาจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2563

คดีนี้สุปรียาถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าร่วมจัดกิจกรรมชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง ปราศรัยบนรถยนต์บรรทุกบริเวณห้าแยกหอนาฬิกาเชียงราย วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ปัญหาเศรษฐกิจ การดำเนินคดีไม่เป็นธรรม เป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎหมายอื่น ๆ รวม 5 ข้อหา และพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดี

หลังจากการสืบพยานต่อสู้คดี ศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าแม้พฤติการณ์จำเลยจะฟังได้ว่าเป็นผู้ร่วมจัดการชุมนุม แต่การชุมนุมไม่ถึงกับเป็นสถานที่แออัด ไม่เป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ผู้ชุมนุมส่วนมากสวมหน้ากากอนามัย รายงานสาธารณสุขแสดงว่า หลังการชุมนุม ในจังหวัดเชียงรายก็ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เป็นเวลากว่า 133 วัน การชุมนุมจึงยังไม่เสี่ยงต่อโรค ก่อนอัยการจะอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว

.

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ เห็นว่าชุมนุมแออัด แต่ยืนยกฟ้องเรื่องยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ปรับ 4,000 บาท

ต่อมาวันที่ 16 ส.ค. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยเห็นว่ามีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ลงโทษปรับจำเลย 4,000 บาท ให้เหตุผลโดยสรุปได้ว่า

ในประเด็นว่าในที่ชุมนุมแออัด เสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดโรคหรือไม่ เห็นว่า แม้บริเวณที่จัดการชุมนุมเป็นพื้นที่ถนนวงเวียนหอนาฬิกา ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งและกว้างก็ตาม แต่จะเห็นได้ว่ามีผู้ทยอยเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 100 คน โดยเฉพาะเมื่อช่วงที่ปราศรัยบนเวทีและทำกิจกรรมชูสามนิ้ว พร้อมเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ มีผู้ร่วมชุมนุมรวมตัวเบียดเสียดบริเวณหน้าเวทีโดยไม่เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล 1 เมตร ตามที่ประกาศไว้ในกฎหมาย ผู้ร่วมชุมนุมไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย ไม่มีมาตรการคัดกรอง พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการจัดกิจกรรมชุมนุมในสถานที่แออัดและเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แล้ว

ส่วนที่จำเลยนำสืบและแก้อุทธรณ์ว่า ภายหลังการจัดกิจกรรมการชุมนุม ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ในจังหวัดเชียงราย เอกสารที่จำเลยเสนอต่อศาลเป็นเพียงรายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อโคโรนา 2019 ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเท่านั้น ยังไม่พอฟังว่าปราศจากผู้ติดเชื้อรายใหม่และปราศจากความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้ออย่างแท้จริง 

ในประเด็นว่ามีการจัดให้มีกิจกรรมการชุมนุมอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่าแม้เนื้อหาบางส่วนของการปราศรัยเป็นการโจมตีต่อต้านการทำงานของรัฐบาล ต้องการให้รัฐบาลลาออก เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ยุบสภา ขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ยังอยู่ในกรอบของการใช้สิทธิการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามวิถีทางแห่งการปกครองในระบบประชาธิปไตย ตามสิทธิที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 34, 44 โดยไม่มีเนื้อหาถึงขนาดยุยงปลุกปั่นให้มีการกระทำความผิดต่อกฎหมาย เพื่อก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยแต่อย่างใด

พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดจัดให้มีกิจกรรมการชุมนุมอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในข้อนี้ 

คำพิพากษาลงนามโดย พนิดา รัตนะวรรธนะ, วิไลลักษณ์ อินทุภูติ, ยุภา พรหมดวง และต่อมาจำเลยยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต่อศาลฎีกา

.

.

ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่าผู้บัญชาการทหารสูงสุด-ผู้ว่าฯ มีอำนาจออกกฎหมายแล้ว เหตุการณ์ชุมนุมแออัดเสี่ยงต่อการแพร่โรค

เวลา 9.00 น. สุปรียาเดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อร่วมฟังคำพิพากษา ก่อนศาลจังหวัดเชียงรายอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ที่มี ขจรศักดิ์ บุญเกษม, กงจักร์ โพธิ์พร้อม, จรรยา จีระเรืองรัตนา เป็นองค์คณะ โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้เหตุผลโดยสรุปว่า

ประเด็นต่อสู้ตามฎีกาของจำเลยว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงมีอำนาจออกประกาศห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมีอำนาจออกคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงรายที่ 1/2563 เรื่อง มาตการเร่งด่วนในการป้องกันวิกฤตการณ์จากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดเชียงราย ข้อ 7. ที่ให้งดจัดกิจกรรมรวมคนจำนวนมากที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีคนเข้าร่วมกิจกรรมเกินกว่า 100 คนหรือไม่

จำเลยฎีกาว่าข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 1) ข้อ 10 ให้อำนาจหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงไว้เพียงแต่การตั้งด่านตรวจหรือจุดสกัดดูแล การเดินทางข้ามพื้นที่จังหวัดเพื่อจัดระเบียบการเดินทาง การจราจร การเฝ้าระวัง หรือสังเกตอาการผู้เดินทาง การจราจร การเฝ้าระวัง หรือสังเกตอาการผู้เดินทาง และพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดต่อโรค แต่ไม่ได้ให้อำนาจในการออกประกาศกำหนดลักษณะของการชุมนุมที่ต้องห้ามเพิ่มเติมไปจากข้อกำหนดดังกล่าว 

ส่วน พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 บัญญัติให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งงดกิจกรรมรวมคนจำนวนมากที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีจำนวนคนเข้าร่วมมากกว่า 100 คน

ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกำหนดออกตามความในมาตรการแห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ บัญญัติถึงข้อห้ามในการกระทำในระหว่างที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไว้หกประการ และข้อกำหนดข้อ 15 บัญญัติว่าผู้ฝ่าฝืนหรือบัญญัติตามข้อกำหนดทั้งหกประการจะได้รับโทษตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 

ข้อกำหนดการห้ามตาม ข้อ 5 เป็นหนึ่งในข้อห้ามกระทำ โดย พ.ร.บ. นี้ ยึดโยงมาจากมาตรา 9 วรรค 1 (2) แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่บัญญัติห้ามไม่ให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ หรือกระทำการใดอันเป็นยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย เพียงแต่กำหนดขอบเขตการชุมนุมหรือมั่งสุมให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-2019 ว่าห้ามให้มีการชุมนุมหรือทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้ ภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงกำหนด 

จากข้อกำหนดข้อ 5 นี้เห็นได้ว่าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคงมีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการ เพื่อไม่ให้มีการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามการชุมนุมหรือมั่วสุม และเมื่อนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2563 แต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง ให้มีอำนาจและหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนดไว้ในพระราชกำหนดฉุกเฉินฯ 

ผู้บัญชาการทหารสูงสุดจึงมีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อมิให้มีการฝ่าฝืนข้อกำหนดการห้ามการชุมนุมหรือมั่วสุม รวมทั้งมีอำนาจและหน้าที่ในการกำหนดพื้นที่และรายละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ตามมาตรา 9 วรรค 2 แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ พ.ศ. 2558 มาตรา 35 บัญญัติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในพื้นที่รับรับผิดชอบของตนในการออกคำสั่งใด ๆ ตามมาตรา 35 (1) (2) (3) เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ของโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด และตามข้อกำหนดข้อ 1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่าคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ออกตามมาตราดังกล่าว เป็นคำสั่งห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยงตามข้อกำหนดข้อที่ 1 วรรคหนึ่งด้วย 

ดังนั้นโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นโรคติดต่ออันตราย และมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกท้องที่ทั่วอาณาจักร จึงต้องถือว่าพื้นที่หรือสถานที่ชุมนุมที่มีผู้เข้ารวมตัวกันจำนวนมาก โดยสถานที่ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามข้อกำหนดข้อ 1 วรรคหนึ่งแล้ว อำนาจในการออกคำสั่งของผู้ว่าราชการจึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 35 (1) (2) (3) เท่านั้น แต่ยังมีอำนาจออกคำสั่งห้ามประชาชนเข้าไปในพื้นที่โดยสถานที่ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้วย 

ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงมีอำนาจออกคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงราย ที่ 1/2563 และมีผลบังคับใช้ได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ในประเด็นปัญหาต่อมา จำเลยฎีกาว่า ที่เกิดเหตุไม่ใช่สถานที่แออัด การชุมนุมไม่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำเลยมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการแสดงความคิดเห็น รวมทั้งการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ 

เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ เจ้าพนักงานตำรวจสามปากได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปดูแลการชุมนุม ต่างเบิกความว่า กิจกรรมการชุมนุมไม่มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ไม่มีการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อ ไม่ได้วัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมสามารถเข้าไปในงานได้ทุกทาง ผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 700 คน มารวมตัวกันอยู่บริเวณหน้ารถบรรทุก 6 ล้อ ซึ่งดัดแปลงเป็นเวทีปราศรัยชั่วคราวในระยะประชิด ไม่ได้เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล 1 เมตร หากผู้ร่วมชุมนุมจะออกจากที่เกิดเหตุจะต้องเดินเบียดเสียดผู้คนออกมา สอดคล้องกับภาพถ่ายเอกสารหลักฐาน และภาพวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ ที่ปรากฏภาพผู้ร่วมชุมนุมยืนเบียดเสียดอยู่หน้าเวทีปราศรัย บางคนไม่สวมหน้ากากอนามัย

แม้เหตุเกิดอยู่อยู่บนถนนหน้าหอนาฬิกาซึ่งเป็นพื้นที่โล่งแจ้ง ไม่มีหลังคาและวัสดุใดมาปิดกั้นอากาศถ่ายเท แต่ความแออัดของสถานที่มิได้จำกัดอยู่เพียงสถานภาพทางกายภาพของสถานที่นั้น แต่ยังหมายความถึงการรวมตัวของบุคคลจำนวนมากในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซึ่งแม้จะเป็นที่โล่งแจ้ง แต่ด้วยจำนวนคนที่รวมตัวกันโดยไม่เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ทำให้มีการแออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก จนไม่อาจหลีกเลี่ยงการสัมผัสโรคหรือการแพร่โรคทางละอองฝอยของน้ำลายและลมหายใจได้ 

พฤติการณ์ในการชุมนุมเช่นนี้ย่อมถือได้ว่า เป็นการจัดกิจกรรมชุมนุมในสถานที่แออัด ในลักษณะที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แล้ว

แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะรับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ดังที่จำเลยฎีกา แต่ยกเว้นโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยสาธารณะหรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน

เมื่อขณะเกิดเหตุมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตรายสามารถติดต่อได้โดยง่ายและเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ติดเชื้อ ทั้งนี้ผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มเป็นจำนวนมากทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย การแพร่ระบาดโรคดังกล่าวเป็นสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของประเทศ จึงมีความจำเป็นที่รัฐต้องใช้มาตรการเข้มงวดและเร่งด่วนเพื่อควบคุมไว้ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคเป็นวงกว้าง โดยการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อันเป็นบทบัญญัติทางกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเป็นมาตรการในการป้องกันโรค โดยให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดเพื่อป้องกันการสัมผัสโรค หรือการแพร่โรคทางละอองน้ำลายหรือลมหายใจ เพื่อความปลอดภัยสาธารณะหรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน

จำเลยและประชาชนทุกคนมีหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทยตามที่บัญญัติไว้ใน หมวด 4 แห่งรัฐธรรมนูญ ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและต้องให้ความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้วย จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดได้ 

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมเดิมมั่วสุม และร่วมกันฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงรายที่ 1/2563  และลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ ขจรศักดิ์ บุญเกษม, กงจักร์ โพธิ์พร้อม และจรรยา จีระเรืองรัตนา

ผลของคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้คดีสิ้นสุดลง หลังต่อสู้คดีมากว่า 5 ปี โดยสุปรียาได้ชำระค่าปรับตั้งแต่คำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์แล้ว จึงไม่ต้องชำระในชั้นนี้อีก

.

ดู สถิติคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ศาลยกฟ้อง-อัยการสั่งไม่ฟ้อง

.

X