จากการเก็บข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เกี่ยวกับสถานการณ์การพิจารณาคดีที่ศาลอาญา โดยเฉพาะในคดีตามมาตรา 112 และคดีจากการแสดงออกทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจ ยังคงพบว่ามีคดีที่ศาลมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ระบุว่าห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต เพิ่มขึ้นอีก 1 คดี แม้ไม่ได้ถูกสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับ
อีกคดีที่เพิ่มมา คือคดีของ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา จากกรณีปราศรัยในกิจกรรมล่าชื่อถอดถอน กกต. ในการเลือกตั้ง ปี 2562 ซึ่งมีนัดสืบพยานในวันที่ 25-26 พ.ย. 2568
.
อย่างน้อย 11 คดี ที่ศาลสั่งห้ามเผยแพร่ลงในท้ายรายงานกระบวน และยังไม่มีคำชี้แจงว่าคำสั่งดังกล่าวขัดต่อหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย และ ป.วิอาญา หรือไม่
สำหรับคดีที่ศาลอาญาสั่งห้ามเผยแพร่เพิ่มมา เป็นคดีของสิรวิชญ์ที่ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีเข้าร่วมปราศรัยในกิจกรรม “#เห็นหัวกูบ้าง” เพื่อล่ารายชื่อถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บนสกายวอล์คสถานีรถไฟฟ้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2562 (หลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562) โดยคดีนี้มี พินิจ จันทร์ฉาย ผู้รับมอบอำนาจจาก กกต. เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดี
คดีนี้อัยการเพิ่งมีคำสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2567 และเพิ่งมีนัดสืบพยานระหว่างวันที่ 25-26 พ.ย. 2568
ในนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองวัน ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 809 ของศาลอาญา พบศาลได้มีคำสั่งไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาคดี ระบุว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป” โดยไม่ได้ระบุเหตุผลในการสั่งห้ามไว้
สำหรับคดีสิรวิชญ์หลังสืบพยานเสร็จสิ้น ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 24 ก.พ. 2569 เวลา 9.00 น. ต่อไป
.
ก่อนหน้านี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเริ่มพบสถานการณ์ดังกล่าว ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ในนัดฟังคำสั่งคดีละเมิดอำนาจศาลของอานนท์ นำภา
ต่อมาในเดือนเมษายน 2568 พบว่าศาลมีคำสั่งลักษณะนี้เพิ่มอีก 3 คดี ซึ่งทั้งหมดเป็นคดีตามมาตรา 112 ส่วนในเดือนพฤษภาคม 2568 ไม่พบคดีที่มีคำสั่งลักษณะนี้เพิ่มเติม
ในเดือนมิถุนายน 2568 ศาลอาญากลับมามีคำสั่งในลักษณะนี้อีกอย่างน้อย 3 คดี ในข้อหามาตรา 112 ต่อเนื่องมาจนถึงเดือนกันยายน 2568 ได้พบคำสั่งลักษณะนี้อีก 3 คดี ส่วนในเดือนตุลาคมไม่พบคดีที่มีคำสั่งลักษณะนี้ จนในเดือนพฤศจิกายนได้พบคำสั่งห้ามเผยแพร่ในคดีนี้ ทำให้ปัจจุบันสถิติคดีที่ศาลอาญาสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ‘ห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี’ มีอย่างน้อย 11 คดีแล้ว
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้ยื่นหนังสือถึงอธิบดีศาลอาญา เสนอความเห็นทางกฎหมายต่อการพิจารณาคดีของศาล สืบเนื่องจากกรณีห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดี ทั้งที่ศาลไม่ได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีลับแต่อย่างใด การดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีย่อมต้องเป็นไปตามหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย ตามหลักการแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสอง การสั่งห้ามของศาลในลักษณะดังกล่าวโดยไม่ปรากฏเหตุผลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย ย่อมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย
ปัจจุบันนี้ (27 พ.ย. 2568) ยังไม่ได้มีการชี้แจงใด ๆ จากศาลอาญา และพบว่ายังคงมีเหตุการณ์การสั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาอยู่
นอกจากนี้หลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย (Right to Public Trial) เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Fair Trial) ซึ่งเปิดโอกาสให้ครอบครัว ญาติ เพื่อน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีในศาลได้ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการใช้อำนาจตุลาการ รับประกันสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเท่าเทียม เป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจตุลาการ และเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม
การพยายามห้ามจดบันทึกในห้องพิจารณาคดี การห้ามรายงานการพิจารณาคดีต่อสาธารณะ ส่งผลอย่างยิ่งต่อหลัก “การพิจารณาคดีโดยเปิดเผย” และสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งจะนำไปสู่สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
อีกทั้งหากคำสั่งต่าง ๆ ที่เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ไม่ได้มาจากดุลยพินิจของผู้พิพากษาในแต่ละคดี แต่มีลักษณะเป็นคำสั่งที่มาจากนโยบาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดคำถามต่อการขัดต่อหลักความอิสระของตุลาการหรือไม่ เพราะอำนาจในการออกคำสั่งจำกัดสิทธิควรอยู่ภายใต้การพิจารณาในคดีอย่างเฉพาะเจาะจงจากผู้พิพากษาผู้พิจารณาคดี และเหตุจำเป็นที่ต้องออกคำสั่งที่ต่างกันไปในแต่ละคดี
